แกมาทำอะไรตอนนี้วะ แกะกล่องเพื่อนสนิท DVD Box

ใช่แล้ว แกมาทำอะไรเอาตอนนี้วะ หนังเรื่องนี้มันก็นานมาแล้วนะ ทำไมแกมาแกะกล่องอะไรเอาตอนนี้
ตอบ เพราะก็เพิ่งนึกได้ ว่ามี DVD Box ชุดพิเศษของหนังเรื่อง เพื่อนสนิทอยู่ไงละ

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ผมชอบมากๆครับ ที่ชอบเพราะมันมีต้นกำเนิดและมีเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของภาคเหนือ ที่ผมเรียนจบมานั่นเอง ดังนั้นจึงมีอารมณ์ร่วมกับมันมากเป็นพิเศษ ซึ่งก็คิดว่าศิษย์เก่าที่นี่ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้คงรู้สึกเหมือนๆกัน ความประทับใจที่มีต่อหนังจึงดูว่ามันเป็นความรู้สึกที่พิเศษ และรู้สึกถึงความคุ้นเคย
หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตเลยครับ ที่ผมติดตามข่าวคราวของมันตั้งแต่ก่อนที่จะสร้าง ก่อนที่จะเข้าฉายด้วยซ้ำ และได้แต่เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไหร่จะได้ดู เพราะเห็นว่าเป็นหนังที่สร้างจากเรื่องราวของมหาลับที่เราเรียนจบมา แล้วยังเป็นหนังเรื่องแรกของน้องนุ่น ศิรพันธ์ ที่เป็นศิษย์เก่าที่นี่อีกด้วย (บ้ามากสถาบันครับ) เป็นการรอคอยที่ยาวนานจริงๆ

จนเวลาล่วงเลย ในที่สุดก็มาถึงช่วงโปรโมทหนังก่อนเข้าฉาย ได้ดูตัวอย่างหนังก็โอ้ ตัวอย่างก็น่าดูทีเดียว โปสเตอร์โปรโมทหนังก็สวย รอคอยอย่างใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะฉายจริง

และแล้วเมื่อได้ไปดูหนังที่เราเฝ้ารอคอยมาจบแล้ว รู้สึกไม่เสียใจเลยที่รอดูมาเป็นปีๆ บอกได้เลยว่าไม่ผิดหวังจริงๆ หนังโดนใจดี โดยเฉพาะเรื่องของการแอบรักเพื่อน ถ้าใครเคยมีความรู้สึกแบบนี้ก็น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่ทำให้ผมเสียน้ำตาในโรงหนังได้ ตอนไหนรู้ไหม ก็ฉากสะเทือนใจ ที่นางเอกบอกพระเอกว่า “แกมาทำอะไรตอนนี้วะ” แล้วน้ำตาเราก็ไหลริน ฮือๆ เพราะเข้าความรู้สึกของพระเอกที่แอบรักเพื่อนมานาน แต่ปล่อยไว้นานเกินไปจนความเป็นเพื่อนมันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จี๊ดดดดตรงหัวใจจริงๆ

หนังเรื่องนี้พอออกเป็น VCD ก็ซื้อมาดู แต่เวลาไปเดินร้านเห็น DVD Box พิเศษแล้วก็อยากได้ แต่ตอนนั้นไม่มีเงิน ช่วงนั้นตอนออกใหม่ๆชุดนี้ราคา 599 บาท ซึ่งก็ไม่แพงมากถ้าคิดว่าเป็น กล่องพิเศษสำหรับสะสม แต่ตอนนั้นเงินทองขัดสนจริงๆ

แต่ ของมันจะเป็นของเรา สักวันมันก็ต้องเป็นของเรา

หลังจากนั้นปีหรือสองปีก็มีโอกาสได้ไปทำงานที่กทม. ไปเจอโดยบังเอิญที่ร้านแห่งหนึ่ง ขายราคาแค่ 299 บาท โอ้ ลดลงมาตั้ง 300 เชียวนะ
ไม่รีรอช้าทันใดซื้อมาไว้ในครอบครอง ซึ่งตอนนั้นมีเครื่องเล่น DVD เป็นของตัวเองแล้ว จะเอาไปดูให้แจ่มใจสบายอุราเลย

แต่ ผลปรากฏว่า DVD แผ่นที่เป็นแผ่นหนัง ดูไม่ได้ครับ ฮ่วย มันเป็นอะไรไม่รู้ กระตุกๆทั้งเรื่อง มิน่าล่ะัมันถึงเหลือและเอามาลดราคาขนาดนี้ เฮ้อ แต่โชคดีที่อีกแผ่นที่เป็นแผ่นพิเศษที่รวมฉากพิเศษต่างๆไม่มีปัญหา ไม่งั้นจะมีไว้ทำไมล่ะเนี่ย

นอกเรื่องมาเยอะครับ มาดูกันเลยว่าได้อะไรมาบ้าง กล่องออกแบบมาคล้ายๆกล่องพัสดุไปรษณีย์ มีฉลากติดเหมือนเวลาเราไปส่งพัสดุที่ไปรษณีย์(รูปบน) เมื่อเอาฉลากนั้นออกก็จะได้ดังรูป โดยตัวกล่องทำออกมาให้ดูเหมือนกล่องเก่าๆ

ส่วนนี้คือด้านหลังกล่อง

เมื่อแกะกล่องออกมา ก็จะเป็นแบบนี้

ของที่มีในกล่องคือ DVD กล่องออกแบบพิเศษมาสำหรับใส่ DVD คู่ สองแผ่น โปสการ์ดรูปจากหนัง และสมุดบันทึกของไข่ย้อยแบบที่เห็นในหนังแบบย่อส่วนให้เล่มเล็กลงมา

เมื่อกางกล่องDVDออก

DVD สองแผ่น แผ่นแรกเป็นแผ่นหนัง อีกแผ่นเป็นแผ่นพิเศษ เช่น ฉากที่ถูกลบ คอมเมนต์หนังโดยนักแสดงแบบหลายมุมกล้อง ตัวอย่างหนัง มิวสิควิดีโอ รูปภาพ ฯลฯ กล่องสวยดีแข็งแรงดี

โปสการ์ดสวยๆ แต่ไม่ได้มีไว้ส่งนะเพราะมันถูกเขียนโดยไข่ย้อยไว้แล้ว เป็นประโยคแบบเดียวกับในหนังเลย (เพิ่งรู้ว่าบ้านดากานดาอยู่ในซอยวัดอุโมงค์ล่ะ อยากไปเที่ยวบ้านดากานดาจัง)

ส่วนสมุดบันทึกของไข่ย้อยในนั้นก็จะมีรูปหรือบันทึกที่เขียนโดยไข่ย้อยตามเนื้อเรื่องในหนังเลย เช่น ตอนที่บันทึกเรื่องขี้เหล็กอเมริกันกับวาดรูปดากานดาเป็นนางแก้ว เป็นของแถมที่ได้อารมณ์ของหนังมาเต็มๆ

บางคนดูหนังเรื่องนี้แล้วนอกจากความสนุกและประทับใจแล้ว ก็ทำให้คิดถึง คิดถึงตอนนั้น ตอนที่ยังเรียนอยู่ ตอนที่ยังเป็นนักศึกษา ได้อยู่กับเพื่อนๆ ได้เรียน ได้เที่ยว ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เพราะหนังมีเรื่องที่เราเคยทำตอนเรียนอยู่ เช่น ไปเที่ยวงานลูกทุ่งวิจิตร รับน้องขึ้นดอย ไปกินนม และ โดยเฉพาะขโมยผลผลิตคณะเกษตร(ในหนังไปขโมยไข่ไก่ แต่เพื่อนผมเคยไปขโมยข้าวโพดครับ พี่แกเล่นขี่มอไซด์ไปดึงมาจากแปลงทั้งต้นเลย แล้วก็ขี่มาต้มกินที่ตึกชมรมที่คณะ ข้าวโพดคณะเกษตรอร่อยมาก) ความทรงจำเหล่านั้นต่างแว๊บเข้ามาระหว่างดูหนัง ทำให้บางคนที่ร้องไห้หลังจากดูหนังเรื่องนี้บางคนบอกว่า “กูไม่ได้ร้องเพราะหนังมันซึ้ง แต่กูคิดถึงตอนเรียน คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงคืนวันเก่าๆโว้ยยยย ฮือๆ”

อยากกลับไปตอนนั้นจัง

Lost in translation หนังหงอยๆ คนเหงาๆ

ไปเจอหนังดีลดราคามาอีกแล้ว 79 บาทครับพี่น้อง เรื่อง Lost in translation
เคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อ3ปีก่อน ตอนนั้นรู้สึกจะดูกับรุ่นน้องที่ทำงานด้วยกัน ชอบอีกแล้วครับ เป็นหนัีงดีทีเดียว เมื่อเจอลดราคาเลยซื้อเก็บไว้ดู คราวนี้คงไม่ได้คิดไปเอง เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังรางวัล มีรางวัลการันตีมาแล้ว แต่ก็อย่างว่า บางทีรางวัลก็ไม่ได้่รับประกันว่าเราจะชอบหนัังเรื่องนั้นหรือเปล่า หลายๆเรื่องได้รางวัลมาเยอะแต่เราอาจจะไม่ชอบก็ได้ แต่กับเรื่องนี้ โอเคเลย สมควรได้รับรางวัล
เรื่องนี้ที่หาดูตอนนั้นมาจากการได้อ่านวิจารณ์จากหนังสือพิมพ์อีกแล้ว เห็นเค้าว่าดีเลยหามาดู เค้าบอกว่าเป็นหนังที่สื่ออารมณ์เหงาได้ดี
อารมณ์ของคนที่ต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้นหรอกที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น
พอได้ดูแล้ว เหงาจริงๆ อย่างที่เค้าบอกไว้เลย ดูแล้าได้อารมณ์เหงาๆหงอยๆอย่างบอกไม่ถูก

ประเทศญี่ปุ่นอาจจะเป็นประเทศในฝันของใครหลายๆคน (รวมทั้งผมด้วย) ที่ว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตอยากมีโอกาสไปเที่ยว
แต่กับคนบางคน อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น

บางทีการได้ไปอยู่ในที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจแต่ในบางสถานการณ์ก็อาจจะทำให้เรารู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยว แถมการใช้ชีวิตก็อาจจะดูลำบากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเรื่องภาษาที่ใช้สื่อสารกัน และสถาณการณ์ในขณะนั้น
ลองนึกดูว่าถ้าคุณกับสามีหรือภรรยา(หรือคู่รัก) ได้พักในโรงแรมสุดหรูกลางกรุงโตเกียว ความรู้สึกของคุณอาจจะคิดว่ามันน่าจะดี แต่กลับไม่ไใช่อย่างนั้น และถ้าคุณเป็นดาราชื่อดังมาทำงานที่ญี่ปุ่นในฐานะพรีเซนเตอร์ค่าตัว2ล้านดอลล่าห์ พักโรงแรมหรู ผู้คนห้อมล้อมเอาใจ ความรู้สึกจะเป็นยังไง เป็นผมก็ว่ามันน่าจะดีทั้งสองกรณีนะ แต่ ไม่ใช่กับตัวละครเอกของเรื่องนี้

ภาพมุมสูงจากตึกสูงๆของโตเกียว ที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ไกลสุดลูกหูลูกตา อาจจะทำให้เราตื่นตาตื่นใจ ประทับใจได้ไม่ยาก แต่บางครั้งมันอาจจะให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวแก่เราแทนก็ได้

หนังมีฉากขำๆของคนที่สื่อสารไม่เข้าใจกันผ่านภาษาที่แตกต่าง โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบมุขแบบนี้เลย แต่เรื่องทำออกมาแล้ว ตลกดี ชอบ

หนังเรื่องนี้ภาพสวย ได้เห็นทัศนียภาพอันสวยงามของประเทศญี่ปุ่น ถ่ายภาพสถานที่ต่างๆออกมาแล้วดูน่าสนใจ
ถ้าอารมณ์เหงาๆ หามาดู เหงาตามหนังไปด้วยเลย
DVD เรื่องนี้ให้ของแถมมาเพียบ ทั้งฉากที่ถูกตัดจากตอนฉายในโรงและtrailerหนัง ดังนั้น79บาท นี่คุ้มจริง

ช่วงนี้ดูหนังเยอะเลยเขียนเกี่ยวกับหนังเยอะไปหน่อย แต่หนังดีเลยเอามาแบ่งปันกันครับ

The year of the Yao เรื่องราวของ เหยาหมิง

ว่าจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้มานานแล้วครับ แต่ก็ไม่มีเวลาเขียน มาวันนี้ได้โอกาสสักที กับDVDหนังเรื่อง The Year of the yao
หนังเรื่องนี้ ตั้งชื่อไทยไว้ว่า “เหยา ยักษ์โย่ง” ไปเจอซื้อมาตอนนั้นรู้สึกจะลดราคาเหลือ 79 บาท ตอนนี้ไปเจออีกที 59บาทแล้ว
คนชอบดู DVD อย่างผมนี่ ก็ต้องรอมันลดราคานี่แหละครับถึงจะช่วยประหยัดไปได้ เรื่องนี้ที่สนใจซื้อมาดูก็เพราะว่าได้อ่านวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์แล้วเห็นว่าน่าสนใจดี เป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของ เหยา หมิง ซุปเปอร์สตาร์นักบาสเก็ตบอลชาวจีนที่ได้ไปเล่นใน NBA หลีกบาสเก็ตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

ผมเองไม่ค่อยได้ดูหนังแนวสารคดีเท่าไหร่ นี่เป็นเรื่องที่2เองมั๊งที่ตั้งใจหามาดูแบบจริงๆจังๆ ต่อจากหนังเรื่อง Fahrenheit 9/11 การดูหนังสารคดีนี่ผมว่ามันก็เหมือนกับเราดูรายการเรียลลิตี้ดีๆนี่เอง เรื่องนี้เราจะได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดของเหยาหมิงก่อนจะมาเป็นสุดยอดซุปเปอร์นักบาสที่โด่งดังเค้าต้องเจออะไรมาบ้าง ซึ่งก็หนักหนาสาหัสไม่น้อย ทั้งเรื่องความกดดัน การปรับตัวในทุกเรื่อง ภาษา การใช้ชีวิต เพื่อนร่วมทีม และการถูกดูถูกเหยียดหยามเยาะเย้ย และยังมีมุมขบขันให้ได้หัวเราะอีกด้วย
หนังดูเพลิน ตัดต่อเรื่องราวได้สนุกและน่าสนใจ ตอนแรกคิดว่าจะน่าเบื่อเสียอีก ไม่เสียชื่อ ค่าย New line Cinema เลยทีเดียว ทำให้ผมต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวหนังสารคดีเสียใหม่เลยทีเดียว
หลังจากดูจบแล้วก็ด้รู้ว่าคนเราจะโด่งดัง มีชื่อเสียง และเอาตัวรอดในวงการบาสเก็ตบอลที่มีมาตรฐานสูงที่สุดในโลกได้นั้น ต้องต่อสู้และใช้ความพยายามมากแค่ไหน และน่าจะเอามาปรับใช้กับชีวิตของเราได้

โซฮี รักใสใส หัวใจ3ฤดู

เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้วในบทความนี้ คิดไม่ออก ก็รักใสใส แต่ก็ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับตัวหนังมากเท่าไหร่ วันนี้ได้มีโอกาสเขียนถึงหนังเรื่องนี้อีกครั้งเพราะเพิ่งไปหามาดู ดูจบแล้วก็เกิดอยากเขียนอะไรถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมา

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนแรกมีคนบอกว่าแฟนเก่าของผมหน้าตาบางมุมคล้ายๆ โซฮี หนึ่งสมาชิกวง Wonder girls จากตอนแรกผมยังแยกไม่ออกว่าใครเป็นใครในวง Wonder Girls ก็เลยไปหาข้อมูลมา เลยได้รู้ว่าอ่อ คนนี้นี้เอง หน้าตาบางมุมก็คล้ายๆจริงๆ จากนั้นก็ได้ดู MV เพลงหนึ่งของ วันเดอร์เกิลนี่แหละ ดูๆแล้วมันคล้ายๆ มาจากหนังมากกว่าจะเป็น MV ที่ถ่ายทำเอง แล้วโซฮีก็ร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย เลยไปหาข้อมูลในอินเตอร์เนทมา ก็ทำให้ได้เจอกับหนังเรื่องนี้

ไปดูรายละเอียดก็พบว่ามีขายในบ้านเราแล้วด้วย เยี่ยมไปเลย เลยออกไปหาดู ไม่มีที่เป็น DVD เลย เป็นคนหัวสูงซะด้วย VCD ไม่ดู(อย่าเพิ่งหมั่นไส้นะครับ เพราะว่าดู DVD แล้วมันชัดดี แถมยังมีลูกเล่นเพิ่มเติมเช่น เลือกเสียงพากษ์ไทย เลือกซับได้แบบนี้ บางทีเลือกแบบซับภาษาอังกฤษฝึกภาษาได้อีกด้วย ดูภาษาต้นฉบับจบรอบนึงแล้วพอจะดูอีกรอบก็ดูพากษ์ไทยเปลี่ยนบรรยากาศได้ด้วย อีกอย่างบางทีราคาก็ไม่ต่างกับ VCD มากเลยเลือก DVD ดีกว่า) ซึ่งกว่าจะหา DVD ได้ ก็ใช้เวลานานพอสมควร จากบทความ คิดไม่ออก ก็รักใสใส (ที่เขียนเมื่อ 17 กันยายน 2552) มาบทความนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2553) ก็ปาเข้าไปห้าเดือนกว่าจะได้ดู พอเจอก็ไปเจอตอนลดราคาพอดี เหลือ 89 บาท ก็เลยไม่คิดมากที่จะซื้อมาดู

ยอมรับว่าตอนแรกที่ซื้อมาก็เพราะ โซฮีคนเดียวเลยครับ คิดว่าซื้อมาดูโซฮีคตเดียวก็คุ้มแล้ว เรื่องราวก็คงงั้นๆ ดูๆไปเรื่อยๆ คงไม่มีอะไรน่าสนใจหรือสนุกเท่าไหร่ แต่พอดูจบแล้ว หนังดีกว่าที่คิดไว้ครับ ดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ดูสนุก น่าติดตาม และจบอย่างประทับใจ

หนังเป็นเรื่องราวของรัก 3 รุ่น 3 วัย รุ่นเล็ก รุ่นกลาง และ รุ่นใหญ่ โดยก็เป็นเรื่องแนวรักรักๆใคร่ๆ ที่ต่างก็มีความวุ่นวายของคนในแต่ละวัย มีฉากตลกๆแทรกไว้นิดหน่อย นอกจากเกี่ยวกับเรื่องความรักแล้ว ยังมีเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย
หนังตั้งชื่อไทย ว่า โซฮี รักใสใส หัวใจ3ฤดู นี่เห็นชัดๆว่าต้องการขายสาว โซฮี แต่ตัวเดินเรื่องหลักๆแล้วเป็นคนกลางครับ นางเอกทั้ง3คน 3วัยก็สวยน่ารัก สมวัยกันไปคนละแบบ ถ้าใครชอบหนังเกาหลี มาแนวเกาหลีอยู่แล้วก็น่าจะชอบ โลเกชั่นก็สวยดี หนังจบแบบทิ้งอะไรไว้ให้คิดด้วย ซึ่งเป็นความชอบส่วนตัวที่ผมว่าดีกว่าหนังที่จบแบบไม่ทิ้งอะไรไว้ให้เลย
ผมเองถ้าดูหนังเรื่องไหนจบแล้ว ถ้ารู้สึกชอบหรือประทับใจหนังเรื่องไหนแล้วจะรู้สึกเหมือนกินข้าวอิ่มน่ะครับ อิ่มมากมากอิ่มน้อยก็ว่ากันไป สำหรับเรื่องนี้ก็เป้นอีกเรื่องที่ผมรู้สึกอิ่มเมื่อดูหนังจบ (ความคิดเห็นและความชอบส่วนตัวนะครับ เพราะปรกติก็ชอบอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเค้าอยู่แล้ว หนังดีๆหนังดังๆบางเรื่องที่คนเค้าชอบเค้าประทับใจกันทั่วบ้านทั่วเมืองบางเรื่องผมกลับไม่รู้สึกอะไรเลยก็มี ฮ่าๆ)
ชอบครับ ชอบ ดูแล้วไม่เสียดายตังค์ แต่เสียดายว่า DVD ลูกเล่นน้อยไปหน่อย ไม่แถมพวก trailer ฉากที่ถูกตัดในโรงหนัง หรือ MV เพลงประกอบหนังมาให้ เพราะดูแล้วชอบเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะดี แต่ราคานี้ได้เท่านี้ก็คุ้มแล้ว

ใครที่เบื่อๆอยู่ อยากหาหนังเกาหลีมาดูสักเรื่องลองเก็บไว้เป็นตัวเลือกดูครับ อ้อ เห็นมีให้เช่าตามร้าน VCD ทั่วไปด้วย ไปหาเช่ามาดูได้
โดยเฉพาะแฟนๆ Wonder girls ที่ชอบ Sohee ไม่น่าพลาดหนังเรื่องนี้นะครับ

คิดไม่ออก ก็รักใสใส


ก่อนที่บ้านเราจะโดนกระแสเกาหลีฟีเวอร์ถาโถมเข้าใส่แบบปัจจุบัน
เมื่อครั้งกระโน้นตอนที่ซี่รีส์ไต้หวันเรื่องรักใสใสหัวใจ4ดวง ออกอากาศที่บ้านเราทางไทยทีวีสีช่อง3ได้สร้างปรากฎการณ์F4ฟีเวอร์ขึ้นในบ้านเรา ช่วงนั้นจำได้ว่าอะไรๆก็F4 แถมยังส่งผลให้มีซีรีส์ไต้หวันและดารานักร้องไต้หวันอีกหลายๆคนเป็นที่รู้จักในบ้านเรามากขึ้น
คอนเสิร์ตF4ครั้งที่จัดขึ้นในบ้านเรานั้นก็นับว่าเป็นคอนเสิร์ตที่บัตรราคาสูงมากๆแต่แฟนๆก็ยังตามไปุอดหนุนกันอย่างเหนียวแน่น
แต่สิ่งหนึ่งที่เหลือทิ้งไว้นอกจากความนิยมของF4แล้ว ยังมีอีกสิ่งนึงที่เป็นผลพวงมาจาก รักใสใสหัวใจหัวใจ4ดวงก็คือ
เมื่อมีการตั้งชื่อ หนัง ซี่รีส์ หรือหนังสือนิยายแนวรัก มักจะตั้งโดยมีคำ รักใสใส ไว้ในชื่อ 555
ไม่รู้ว่าคนตั้งชื่อหมดไอเดีย หรือจริงๆการตั้งชื่อว่ารักใสใส นั้นให้ผลที่ดีทางการตลาดก็ไม่ทราบได้ หรืออาจจะเพราะว่ามันเป็นชื่อง่ายๆและดูดีก็ได้
แต่ไปเจอชื่อแนวๆนี้ที่ไหนทีไรผมก็อดขำไม่ได้ 555 จะรักใสใสอะไรกันนักหนา ลองตั้งชื่ออื่นดูบ้างไหม


นี่รักใสใสหัวใจสีรุ้ง


รักใสใสหัวใจซ่อมได้


หนังที่Sohee Wonder girls แสดง
รักใสใสหัวใจ3ฤดู

ยังมีอีกเยอะ เช่น รักใสหัวใจเกินร้อย, รักใสหัวใจดวงเดียว(หรือจะมีกี่ดวงก็ว่าไป), รักใสหัวใจกิ๊ก, รักใสใสของยายตัวแสบ, รักใสใสหัวใจอัศจรรย์ และอีกมากมาย เอามาให้ดูเท่านี้ก่อนเพราะถ้าเอามาหมดบทความนี้คงยาวมากแน่ๆ
ไม่ได้ต่อว่าอะไรใครนะครับ แซวๆเล่นขำๆมากกว่า เลยเอามาเขียนให้อ่านเล่นๆ เพราะการจะตั้งชื่ออะไรสักอย่างมันยากเหมือนกันนะ
ดังนั้นถ้านึกอะไรไม่ออก จัด รักใสใสไปละกัน555

โอเคเบตง หนังดีที่อยากแนะนำครับ


หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เก่ามากแล้ว นำแสดงโดย คุณว่าน – ภูวฤทธิ์ พุ่มพวง กับ คุณยุ้ย – จีรนันท์ มะโนแจ่ม
ที่ผมอยากแนะนำเพราะว่าหนังเรื่องนี้ดูแล้วเกิดความรู้สึกดีๆกับเราเมื่อเราดูจบครับ อธิบายยากเหมือนกันครับว่าเป็นความรู้สึกแบบใด
เนื้อเรื่องเป็นเรื่องของพระหนุ่มที่บวชมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ และคิดว่าจะบวชไปตลอดชีวิต แต่จู่ๆก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องสึกออกมาอย่างกระทันหันและไม่คาดฝัน

แล้วก็มีเหตุการณ์มากมายที่นำความเปลี่ยนแปลงในชีวิตมาสู่ทิดหนุ่ม ซึ่งสุดท้ายแล้วเค้าต้องหาทางจัดการและต้องเลือกหนทางในการใช้ชีวิตของเขาต่อไป
หนังเรื่องนี้กำกับกับโดย คุณ อุ๋ย นนทรีย์ นิมิตบุตร ซึ่งก่อนหน้านั้นผลงานกำกับของเขาทุกเรื่องเป็นที่ฮือฮาและสร้างรายได้อย่างมาก ทั้ง 2499 อันธพาลครองเมือง หรือนางนาค แต่พอมาถึงหนังเรื่องนี้ ถือว่าค่อนข้างเงียบและรายได้ไม่เป็นอย่างที่คาดไว้อาจจะเป็นเพราะเป็นหนังที่ดูยาก บางคนดูแล้วบอกไม่รู้เรื่อง บางคนบอกดูแล้วง่วง แต่สำหรับผมดูแล้ว มันสนุกอย่างบอกไม่ถูก และยังมีมุขขำๆสอดแทรกมานิดหน่อยๆ หนังทั้งเรื่องอาจจะดูแบบเรื่อยๆเอื่อยๆ แต่ก็น่าติดตามดูว่าสุดท้ายตอนจบจะเป็นอย่างไร
ถ้าไม่นับเรื่องรายได้และกระแสความนิยม ผมว่านี่เป็นหนังที่คุณอุ๋ยทำออกมาได้ดีมากๆไม่แพ้นางนาค กับ 2499 อันธพาลครองเมืองเลยทีเดียว ความคิดส่วนตัวนะครับ
นักแสดงทุกคนในเรื่องก็แสดงได้ดี เหมาะสมกับบทบาทที่ได้รับ โดยเฉพาะพระเอกกับหลานสาวที่ผมว่าแสดงได้น่ารักทั้งคู่
หนังยังพอหาซื้อได้ครับ ลองเดินตาม ห้าง หรือร้านขายซีดี ทั่วไปน่าจะยังมีอยู่ ตอนผมซื้อเค้าลดราคาเหลือแค่ 69 บาทเอง เป็นDVDนะครับ แต่นั่นราคาเมื่อสองปีกว่ามาแล้ว ตอนนี้ถ้าเจออาจจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่านี้
หนังเรื่องนี้ช่วยเป็นกำลังใจได้ดีครับ เมื่อใดที่ผมรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้ผมมักจะดูหนังเรื่องนี้ เมื่อดูจบแล้วมักจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น
ใครที่กำลังผิดหวังกับอะไรในชีวิตอยู่ ผมแนะนำให้ลองหาหนังเรื่องนี้มาดูครับ
ขอจบด้วยข้อความจากtrailerหนังเรื่องนี้ครับ
“ภาพยนต์ที่จะนำความสุขกลับมาสู่คุณอีกครั้ง”
ชีวิตก็เหมือนการขี่จักรยาน จะสนุกได้ มันต้องรู้จักถีบ

อ่านเรื่องย่อแบบเต็มๆได้ที่นี่ครับ
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/baytong/okbt.html
หรือเยี่ยมชมรายละเอียดอื่นๆที่ Wikipedia