ก๋วยเตี๋ยวต้มยำหอ6ชาย

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่อร่อยและมีเอกลักษณ์ ต้องก๋วยเตี๋ยวต้มยำ หอ6 ชาย
ที่ชอบไปกินเพราะมันใกล้ หอ3 ชายที่ผมเคยอยู่ เวลาเบื่อๆอาหารหอตัวเองแล้วก็มักจะเดินไปกิน หอ6 ไม่ก็หอ4 ชาย
แล้วด้วยความที่ชอบกินก๋วยเตี๋ยวอยู่แล้วเวลาไปลองชิมอาหารหอไหนก็มักจะเริ่มจากก๋วยเตี๋ยวก่อน
ก๋วยเตี๋ยวต้มยำร้านนี้จะมีเอกลักษณ์ตรงป้าคนขายเค้าจะเอาหมูบดมาแปะกับทัพพีแล้วเอาไปลวก เสร็จแล้วเราก็จะได้หมูบดที่สุกแล้วเป็นแผ่นๆโปะบนก๋วยเตี่ยว หมูลวกรสหวานกับน้ำก๋วยเตี่ยวต้มยำเผ็ดๆนี่มันช่างเข้ากันดีจริงๆเลยให้ตายเถอะ

ว่าแล้วก็อยากกลับไปกินอีกสักทีจริงๆเลย ให้ตายสิ
นอกจากร้านนี้ก็จะมีร้านข้าว มีทั้งข้าวมันไก่ ไก่ทอด ข้าวหมูกรอบขาหมู แล้วก็อาหารตามสั่ง
ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าร้านเหล่านี้ยังอยู่หรือเปล่า แหมถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปกินอีกจัง

คิดถึงงานเปิดหอ

น้องนักศึกษารุ่นหลังๆมาจนถึงปัจจุบันนี้ อาจจะเคยได้ยินจากรุ่นพี่มาบ้างว่าเมื่อก่อนหอพักนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งชายและหญิง หลังสปอร์ตเดย์ไปสักประมาณอาทิตย์สองอาทิตย์ จะมีกิจกรรมที่เรียกว่า”เปิดหอ” นั่นก็คือวันที่หอในทั้งชายหญิงเปิดอนุญาติให้เพศตรงข้ามรวมถึงบุคคลภายนอกขึ้นไปเยี่ยมชมห้องพักได้ (งานจะจัดติดต่อกันสองอาทิตย์ แบ่งวันเปิดเป็น เสาร์หอชาย อาทิตย์หอหญิง แล้วแบ่งหอเปิด แล้วแต่ว่าปีไหนกรรมการหอพักจะจัดตารางยังไง)
จำได้ว่ามันเป็นเทศกาลที่สนุกมาก เพราะเราต่างๆมีโอกาสไปเยี่ยมชมห้องของเพื่อนๆผู้หญิงหรือผู้ชายที่เรารู้จัก รวมถึงมีการเตรียมอาหารและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมชมห้อง มันคือปาร์ตึ้ขนาดใหญ่ที่บรรดานักศึกษาต่างสนุกกับมัน ทางหอพักเองก็มีกิจกรรมต่างๆที่จัดไว้ในแต่ละหอ เช่น แข่งฟุตบอลโกลหนู หรือ จัดการแสดงคนตรีที่สนามในหอ ในวันนั้นเราจะเปิดเพลงส่งเสียงดังยังไงก็ได้ ไม่มีใครว่ากัน

น้องๆปีหนึ่งมักจะเป็นปีที่ดูจะตื่นเต้นกับงานเปิดหอมากที่สุด เพราะเป็นปีที่ยังมีเพื่อนที่ยังอยู่หอในเยอะ จำได้ว่าเมื่อได้เวลาใกล้ๆงานเปิดหอ เจอเพื่อนๆที่ไหนทั้งในคณะและต่างคณะ ก็มักจะเป็นบทสนทนาแนวๆนี้
“เฮ้ยวันเสาร์ หอ1ชายห้องXXXนะเว้ย”
“นี่วันเปิดหอมาเที่ยวห้องเราสิ หอ7หญิงนะ ๆห้องXXXนะ”
อะไรประมาณ แต่มันเยอะมากเสียจน สุดท้ายก็จำไม่ได้ ต้องไปเดินหาเอาทีละหอทีละห้องเดี๋ยวก็เจอเอง ฮ่าๆ จำได้แค่ว่ามันอยู่หอไหนกันแค่นั้นแหละ ไม่งั้นก็ต้องจดเอา แต่ผมดันลืมจดก็เลยต้องใช้วิธีนี้แหละ ไม่งั้นเจอใครแถวๆนั้นก็ถามเอาว่าไปห้องไหนมาแล้ว ห้องคนนี้คนนั้นอยู่ไหน

งานเปิดหอเริ่มด้วยจุดประสงค์เพื่อให้เพื่อนๆต่างเพศ ผู้ปกครองญาติพี่น้องรวมถึงเพื่อนๆจากที่อื่น ได้มาเยี่ยมและได้มีโอกาสไปดูที่อยู่ที่พักของนักศึกษา แต่หลังๆด้วยปัญหาที่มากมายทั้งเรื่องการเมาสุรา การทะเลาะวิวาท เรื่องชู้สาว ในสุดที่ประเพณีเปิดหอก็มีอันต้องหยุดไป
จำได้ว่าปีนั้นน้องสาวผมเรียนปี1พอดี(น้องสาวผมรหัส45) และเป็นการงดงานเปิดหอที่ทำร้ายจิตใจคนที่รอคอยมากๆ โดยการเปิดหอถูกระงับกระทันหันเนื่องจากปัญหาการทะเลาะวิวาท จากหอที่เปิดไปแล้วเมื่อวันเสาร์ อีกวันหอที่จะเปิดเลยซวยถูกงดกระทันหัน ทั้งๆที่เตรียมแต่งห้องรอและซื้ออาหารการกินสำหรับต้อนรับแขกไว้แล้ว

พูดๆไปผมเองตอนนั้นเปิดหอทีไรก็เมาทุกที แค่เดินไปห้องนั้นห้องนี้กว่าจะครบก็กินไปหลายแก้วเลย
ความสนุกมันอยู่ที่ความตื่นตาตื่นใจที่จะได้ไปเที่ยวห้องเพื่อนทั้งชายหญิง แล้วก็กินขนมกินอาหารกัน พูดคุยกัน โดยเฉพาะการไปเยี่ยมหอของเพื่อนสาวๆ มันรู้สึกตื่นเต้นบอกไม่ถูก เพราะจะได้มีโอกาสขึ้นไปในเขตหวงห้ามที่ห้ามผู้ชายในเวลาปรกติ รู้สึกว่าเวลาไปเที่ยวหอหญิงจะตื่นเต้นและสนุกกว่าไปเยี่ยมหอชาย

น้องๆนักศึกษาปัจจุบันคงไม่มีโอกาสแบบนี้ แต่พี่ขอบอกว่ามันสนุกมาก ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละห้องว่าจะทำอะไร บางห้องก็กินขนมกินอาหารกันธรรมดา บางห้องพ่อแม่พี่น้องมากันเต็มห้องไปหมด บางห้องก็ดื่มเหล้า เปิดเพลงเสียงดังเต้นกัน บางห้องปิดไว้เงียบๆแต่เหมือนมีใครคุยกันอยู่ข้างใน
ของผมกับเพื่อนส่วนใหญ่จะเน้นการดื่มกับนั่งคุยกันเปิดเพลงดังๆ ฟังสนุกๆ

นึกแล้วก็อยากกลับไปงานเปิดหอ อีกจัง มันเป็นงานที่ทุกคนรอคอยแห่งปีเลยก็ว่าได้
อ่อ ตอนนั้นหอที่ผมอยู่คือ หอ 3 ชายครับ ตรงสนามบอลเล็กในหอ มีการจัดการแข่งบอล 5 คน และบอลระหว่างกรรมการหอกับกระเทย ฮ่าๆสนุกดี

ถึงจะเสียดายแต่การยกเลิกงานเปิดหอก็เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว เพราะภาพที่เห็นส่วนใหญ่ไม่ค่อยน่าดูต่อผู้พบเห็น ทั้งกินเหล้าเมาเต้นแร้้งเต้นกาบ้าๆบอๆ เมาอ้วกเรี่ยราด ทะเลาะวิวาท พฤติกรรมไม่เมาะสมเชิงชู้สาว ถึงเราเองจะรู้ว่าจริงๆมันไม่มีอะไรมันเป็นการปลดปล่อย เป็นความสนุกสนานธรรมดาๆตามประสาวัยรุ่น แต่เราเองก็ต้องรักษาภาพพจน์ที่ดีของมหาลัยไว้ด้วย

นั่นจึงเป็นเหตุให้งานเปิดหอกลายเป็นอดีตไป เป็นเทศกาลในตำนานที่ผู้เคยสัมผัสเท่านั้นถึงจะรู้ว่ามันสนุกขนาดไหน

อาหารการกิน

ลูกชิ้นทอดคณะสังคม
เมื่อครั้งยังเป็นเฟรชชี่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร วันๆถ้าไม่อยู่คณะก็กลับหอ พี่จังหวัดคนหนึ่งที่เป็นรุ่นพี่ที่คณะด้วยเห็นแบบนั้นเลยมักจะพาไปกินนั่นกินนี้่ด้วยบ่อยๆ หนึ่งในนั้นคือสูกชิ้นทอดคณะสังคมที่รำ่ลือ
“ป่ะ ไปกินลูกชิ้นทอดคณะสังคมกัน อร่อยนะเว้ย”
“ไปครับ” ที่ไปเพราะรู้ว่า พี่เค้าเลี้ยงแน่ๆ ฮ่าๆ เป็นน้องใหม่มันดีงี้นี่เอง
ลูกชิ้นคณะสังคมนอกจากอร่อยแล้ว เค้ายังให้เราคิดตังค์เองอีกต่างหาก
“มึงคิดดูสิ มีที่ไหนกินเสร็จแล้วให้เราคิดตังค์เบอกเขาเองอีก ใจมาก นอกจากอร่อยแล้วยังได้ใจพี่ พี่เลยมากินบ่อยๆ”
ครับพี่ อร่อยจริงๆครับ ฟรีด้วย
แต่4ปีผ่านไป ผมก้มีโอกาสไปกินกับพี่คนนั้นแค่ครั้งเดียวเอง เพราะไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเรียนแถวๆนั้น ห้องสมุดคณะสังคมตลอก4ปีเคยเข้้าไปหาหนังสือทำรายงานแค่ครั้งเดียวเอง

ลาบโป่งน้อย
“เฮ้ย วันนี้ไปกินลาบกัน”
พี่ๆที่ชมรมชวนผมไปกินลาบที่ร้านประจำของพี่เขา ขี่มอไซด์ตามกันไปสามสี่คัน ลัดเลาะไปทางวัดอุโมงค์ อยู่แถวๆโรงเรียนโป่งน้อยเลยวัดร่ำเปิงไปอีก
ตอนนี้ร้านนั้นกลายเป็นตึกแถวไปแล้วเมื่อก่อนเป็นบ้านหลังเล็กๆที่ทำหน้าบ้านเป็นร้าน
ร้านนั้นลาบอร่อยจริงๆครับ อาหารพื้นเมืองอื่นๆก็มี หมูปิ้ง ไส้ปิ้ง ไก่ปิ้ง นักศึกษา มช.ไปกินกันเยอะเหมือนกัน ไกลไปหน่อยแต่คุ้มค่าแก่การเดินทาง
วุ้ย คิดแล้วน้ำลายสอ

นมสดคณะเกษตร
ร้านนมเพิ่งมาบูมเอาเมื่อตอนก่อนที่ผมจะเข้าไปเรียนมช.ประมาณปีสองปี ร้านนมตอนนั้นที่ดังๆก็มี มนนมสดที่ตอนนั้นอยู่ตรงทางแยกเข้าสนามบินก่อนทางเข้าจันทร์กุมาร กับร้านมนต์หรู และเดี่ยวนมสดข้างจูเนียร์มาร์ท (จริงๆก็มีร้านอื่นๆอีกนะครับ ตอนนั้น แต่ตอนนั้นไปกินอยู่แค่สามที่นี้)
แต่ถ้าเท่าที่กินมา วัดกันเฉพาะเมนูนมสดอุ่นๆแล้วล่ะก็ นมสดที่นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์เอามาขายหลังมอตรงก่อนถึงสี่แยกไฟแดงกาดต้นพยอมโดนใจผมที่สุดเลยครับ เพราะมันจะมีกลิ่นหอมๆกลิ่นนมที่ไม่เหมือนร้านอื่นๆ เค้าจะเอามาใส่ถุงขายตอนนั้นถุงละเท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว แต่คนไม่ค่อยกล้าไปซื้อเพราะนักศึกษาไปรุมขายกันเยอะมาก พูดคุยกันเฮฮาสนุกสนาน เป็นที่น่ารักแก่ผู้พบเห็น เวลาจะไปซื้อต้องทำใจให้กล้าๆหน่อยๆ ยิ่งสาวๆก็กลัวโดนแซว
บางทีอากาศเย็นๆหน้าหนาวคิดถึงนมอุ่นๆเทจากถุงใส่แก้วกินที่หอจังเลย

ส้าดึก
ตั้งแต่โตมาจนเรียนจบม.ปลายไม่เคยกินอาหารที่ชื่อว่าส้าเลย เพราะแม่ไม่ให้กินอะไรสุกๆดิบๆ แค่ลาบดิบก็ไม่ค่อยได้กิน
แต่ผมก็มาเคยกินส้าเมื่อมาเรียนที่นี่แหละครับ ที่ชมรมถ่ายภาพของคณะที่ผมเรียนอยู่มักจะเป็นที่สำหรับพบป่ะและพักผ่อนของบรรดาเพื่อนๆพี่น้องๆในคณะ และถ้าเป็นช่วงสอบ ดึกๆมักจะออกมาอ่านหนังสือที่ชมรม และก็ต้องหาอะไรกินกัน
“ส้าดึกบ๋อ”(กินส้าไหม)
“ส้าเลยกา”(กินส้าเลยเหรอ) ผมไม่เคยกิน
สุดท้ายตกลงกินส้ากันพี่ๆชมรมก็ขี่รถเครื่อง(มอไซด์)ไปซื้อกันแบบสดๆจากแหล่งแถวๆโรงฆ่าสัตว์กันเลย
ส้า ถ้าใครไม่รู้จักมันก็คือเนื้อมาหั่นเป็นชิ้นๆเล็กพอดีคำแล้วมาคลุกเคล้ากับเครื่องปรุงส้าแบบสดๆ รสชาติของส้านั้นอร่อยเด็ดเผ็ดอย่าบอกใครเขียว
หลังจากนั้นมาติดใจเลยครับ เวลามีใครบอก”ส้าบ๋อ” (ส้าไหม) ผมก็มักจะตกลงในทันที
ใครไม่อยากกินดิบๆก็คั่วกินแบบสุกๆก็ได้ครับ แต่ผมว่าดิบอร่อยกว่า ก็เหมือนลาบดิบกับลาบคั่วอะไรแบบนั้น
มีเพื่อนมาจากภาคใต้ เค้าบอกว่าแถวๆบ้านเค้าถ้ากินเนื้อดิบๆสดๆแบบนี้ถึงขั้นโดนประนามเลยล่ะ แต่เพื่อนคนนั้นชิมแล้วก็บอกว่าอร่อยนะครับ
ส้ากับข้าวเหนียวอุ่นๆ ช่วยแก้ง่วงได้ เพราะจะตาสว่างเพราะความเผ็ด ของมัน แต่ถ้าความเผ็ดหายไป ง่วง อ่านหนังสือต่อไม่ได้ละ หลับทุกที หนังท้องตึงหนังตาหย่อนจริงๆ

นึกออกได้เท่านี้ก่อนครับ ไว้นึกอย่างอื่นได้จะมาต่อตอนต่อไป

บุคคลในความทรงจำ

“ขนมไทยมั๊ยค๊ะ”
เวลาเราไปกินข้าวแถวๆหลังมอ ตั้งแต่กาดต้นพยอมเรื่อยมาจนถึงประตูวิศวะ เราคงเคยถูกคุณป้าท่าทางใจดี พูดเพราะคนนึงถามเราด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรแบบนี้ เรียนมช 4 ปี ผมเคยซื้อขนมป้าเค้าแค่ครั้งเดียวเอง
คุณป้าทุกวันนี้ก็ยังขายขนมไทยอยู่แถวๆนั้น ป้าขายขนมจนพอมีเงินเก็บซื้อที่ปลูกบ้านอยู่หลังจากที่เคยเช่าหอพักอยู่แถวๆวัดอุโมงค์
ที่ผมรู้ก็เพราะผมก็เคยอยู่หอนั้น ช่วงที่แกยังไม่ย้ายออกไปอยู่บ้าน ถือเป็นบุคคลที่เราคงเคยพบเห็นแกมาบ้าง เวลาไปนั่งหลังมอทีไร วันไหนอยากกินขนมไทยแกไม่มาแฮะ วันไหนไม่อยากกินหรือไม่มีตังค์แกชอบมาถามยังอ่ะ บางทีอยากถามแหย่ๆกวนแกเล่นเหมือนกันนะ
“ขนมไทยมั๊ยคะ”
อ่าว ป้าเป็นคนทำป้ายังไม่รู้ แล้วผมคนซื้อจะรู้ได้ไงล่ะครับ ว่าขนมไทยรึเปล่า ฮ่าๆๆ (ไม่กล้าครับ กลัวแกเอาตะกร้าฟาดหัว)

“ยายขอเงินไปซื้อข้าวให้ตาหน่อย”
ที่บันไดทางเดินเล็ก ที่ อมช. เคยมีคุณยายแก่มากๆมานั่งบริเวณนั้นเวลาใครผ่านไปผ่านมาก็มักจะขอเงินไปซื้อข้าว บอกว่าเอาไปซื้อข้าวกินกับตา ไม่ก็เก็บผักแห้งๆมาขาย ซึ่งก็คงไม่มีใครซื้อ ไม่รู้ยายแกได้เยอะไหมวันๆนึง ไม่รู้แกหลอกพวกเราหรือลำบากจริง แต่สุดท้ายผมก็ให้เงินแกไปเวลาเจอแกแทบทุกครั้ง เห็นคนแก่ทีไรทนสงสารไม่ได้ทุกที เฮ้อ

“จ่วยเหลือกั๋นน่อยเนาะครับน้อง”
กระเทยตุ้ยนุ้ยอ้วนดำที่มาพร้อมกับถุงถั่วต้ม กับประโยคโน้มน้าวใจให้อุดหนุนซื้อถั่วสิสงต้มของแก ถ้าเราไม่ซื้อมักจะมีประโยคตัดพ้อปนตำหนิติเตียนที่เราไม่ช่วยเหลือเค้า
“เต้าอั้ก่อมะจ่วยเหลือกั๋น มะมีน้ำใจเลย” หรือประโยคอะไรทำนองนี้
เป็นเทคนิคการค้าขายที่ผิดครับ เพราะหลังจากนั้นผมก็ไม่คิดจะอุดหนุนพี่อีกเลย

คุณป้าโรบ็อท
ร้านขายของที่อยู่ตรงบริเวณแถวๆโรงพยาบาลประสาท มีคุณป้าขายของอยู่ที่นั่น เธอเป็นที่โจทจันกันในบรรดานักศึกษาว่าแกเป็นคนเหล็ก เป็นโรบ็อท เป็นป้ายาบ้า หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะทุกครั้งเวลาเราไปซื้อของไม่ว่าจะกี่โมงกี่ยาม เราจะเห็นแกขายของอยู่ หลายคนสงสัยว่าแกทำได้ไงไม่หลับไม่นอนกันเลยหรืออย่างไร
แต่สุดท้ายปริศนาก็ไขกระจ่างๆว่าจริงๆคุณป้าเค้ามีฝาแฝด และคอยเปลี่ยนกันมาขายของตลอกเวลา ฮ่าๆ

วันนี้นึกออกแค่นี้ครับถ้ามีโอกาสคงมีตอนสอง

เกิดจากความคิดถึง

สวัสดีครับบล็อกนี้เกิดจากความคิดถึงความทรงจำเก่าๆ เรื่องราวต่างๆเมื่อตอนยังเป็นนักศึกษา ความทรงจำที่กลายเป็นอดีตและไม่มีวันหวนกลับมา แต่อย่างน้อยมันยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของเรา
จึงได้จัดทำบล็อกนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นที่บันทึกความทรงเหล่านั้นของผม และอาจจะของคนที่ผมรู้จัก หรือแม้กระทั่งผู้อ่านที่แวะเข้ามาแล้วอยากแบ่งปันเรื่องราวต่างๆก็ส่งเรื่องราวมาไว้ที่บล็อกนี้ได้

เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นั่นตอนนั้น ตอนที่ยังเรียนอยู่ที่ มช.

ปล. บทความนี้เป็นบทความแรกที่เขียนลงบล็อก CMU Story ครับ ตอนนี้คิดว่าไม่อยากมีหลายๆบล็อก เพราะบล็อก CMU นั้นนานๆอัพบทความที รู้สึกมันหงอยๆน่าสงสารยังไงไม่รู้ เลยยุบบล็อกเอามารวมกับบล็อกหลักแล้วใช้ TAG คำว่า CMU story เอาครับ

ซึ่งก็หมายความว่าจากนี้ไปบล็อก CMU Story ที่ cmustory.blogspot.com นั้นได้ถูกลบไปแล้วเอามารวมกับบล็อก NoNotaro Stories ที่ nonotaro129.com ที่นี่ที่เดียวครับ