เรื่องของเพื่อนร่วมหอ

การที่เราได้มาอยู่รวมกันกับเพื่อนๆมากหน้าหลายตาจากทุกสารทิศ ร้อยพ่อพันแม่ ก็ทำให้มีเรื่องราวต่างๆากมายเกิดขึ้น ทั้งดีร้ายและสนุกสานเฮฮา

ด้วยประสบการณ์ที่อยู่หอในมอมาทั้งหมดเป็นเวลา3ปีด้วยกัน ก็ได้มีเรื่องราวมากมายของเพื่อนร่วมหอที่ผมอยากเล่าให้ฟัง

ชายหนุ่มที่ล้างหน้าตลอดเวลา
ผมไม่ได้รู้จักมักจี่หรือทักทายกับเขามากนัก แต่บ่อยๆครั้งที่เข้าห้องน้ำ ผมจะต้องเจอเขายืนล้างหน้าอยู่ ไม่ว่าจะตอนเช้าก่อนไปเรียน ตอนพักรอเรียนผมกลับพักที่หอ ตอนเย็นๆ หรือตอนกลางคืนก่อนเข้านอน
ผมจะต้องเห็นเขายืนล้างหน้าอยู่หน้ากระจก ด้วยโฟมล้างหน้า
หลายๆครั้งผมก็คิดว่า เขาทำไมต้องล้างหน้าบ่อยขนาดนี้ด้วย ต่อให้เป็นสิวหรือโรคอะไรส่วนใหญ่หมอก็น่าจะแนะนำให้ล้างแค่เช้ากับเย็นเท่านั้นนี่นา แล้วโฬมที่ล้างก็เป็นโฟมล้างหน้าธรรมดาๆ ไม่ใช่ของคลีนิคความงามที่ไหนสักหน่อย
แล้ว เค้าไม่มีเรียนหรือไง ถึงได้มายืนใส่ผ้าขนหนูผืนเดียวล้างหน้ามันได้ทั้งวันแบบนี้ สงสัย แต่ก็ไม่กล้าถาม
จนเมื่อขึ้นปีสองผมย้ายห้อง ก็ไม่เคยเห็นเค้าอีก ไม่แน่ใจว่าเค้ายังอยู่หอเดียวกันกับผมอยู่รึเปล่า
และ เค้ายังล้างหน้าบ่อยขนาดนั้นอยู่หรือเปล่า

เรื่องต่อไป

พี่X-Japan
สมัยที่ผมยังเรียนอยู่ปี1อยู่หอใน ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ยังเป็นสิ่งของที่ไม่ใช่ใครๆก็มีได้แบบทุกวันนี้ ตอนนั้นที่ห้องพักก็เลยไม่ค่อยมีีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรนอกจากกาต้มน้ำไฟฟ้า เอาไว้กินมาม่า แต่บางห้องก็อาจจะมีทีวี เครื่องเสียง ก็แล้วแต่ว่าใครจะหามาได้(จริงๆผิดกฎหอพักแบบเต็มๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครว่าอะไรถ้าไม่โดนตรวจห้อง ถ้าโดนตรวจเจอก็อาจจะต้องเสียค่าไฟเพิ่ม) ดังนั้นเมื่อก่อนเลยไม่ค่อยมีข่าวของหอในหาย นอกจากเงิน
แต่ว่าห้องเยื้องๆกันไปเค้ามีครบทั้งคอมและเครื่องเสียง พี่แกเลยชอบเปิดเพลงเสียงดังๆไม่เกรงใจชาวบ้าน ศิลปินที่แกชอบคือ X-Japan

ผมเองเป็นคนชอบฟังเพลงญี่ปุ่นอยู่แล้ว หากแต่ว่าแกจะเปิดในเวลาที่เหมาะที่ควร นี่แกชอบเปิดในเวลาที่คนอื่นๆต้องการหลับพักผ่อน ตอนคนอื่นเค้าจะอ่านหนังสือกัน เฮ้อ สร้างความเดือดร้อนเป็นที่สุดเลย
เท่านั้นยังไม่พอ บางทีไม่เปิดเพลง แต่ X-Japan ที่เป็นหนังโป๊ ฮ่วย จิตใจหนุ่มโสดเสียสมาธิหมด อยากดูด้วยน่ะนะ เปิดดังแต่ไม่แบ่งกันดู เซ็ง
หลายๆครั้งรูมเมทเลยเปิดเพลงเสียงดังสู้ ไปๆมาๆจะกลายเป็นโดนด่าไปด้วยกัน สร้างความรำคาญหนักเข้าไปใหญ่ เลยปล่อยๆมันไป
เคยมีคนเขียนโน้ตไปแปะเตือนไว้หน้าห้อง ไม่ก็ตะโกนด่าไป แกก็ไม่สนใจ เลยได้แต่ทนๆไป

ขี้ไม่ล้าง
ใครจะคิดเล่าครับว่าระดับปัญญาชนเรียนมหาวิทยาลัย สอบเข้ามากันได้ขนาดนี้ ยังมีพวกนิสัยแบบนี้หลุดมาเป็นปัญญาชนกับเค้าด้วย นี่แหละนะที่เค้าว่ากันว่าบางทีการศึกษาก็ไม่ได้ช่วยให้คนมีจิตสำนึก
จะบอกว่าบางทีน้ำไม่ไหล ก็ไปตักจากแทงค์น้ำสำรองแล้วค่อยกลับมาล้างก็ได้ หรือก่อนเข้าห้องน้ำก็ดูเสียหน่อยว่าน้ำในถังในห้องน้ำมันเหลือหรือเปล่า เฮ้อ รู้หรือเปล่าว่าคนที่จะใช้ห้องน้ำต่อมันสะเทือนอารมณ์ บางครั้งขี้หดหมดอารมณ์ถ่ายกันไปเลย
เปิดประตูไปเจอภาพสะเทือนใจ ขนาดมีคนเค้าเขียนติดไว้ในห้องน้ำแล้วแท้ๆว่า “ขี้ไม่ราดลูดไอ้ชาติหมา” ก็ยังอยากเป็นชาติหมากันเนาะคนเรา

พวกชอบเล่นอินเตอร์คอม
เมื่อก่อนเพจเจอร์กับมือถือยังไม่เป็นี่แพร่หลาย เวลามีคนมาติดต่อ มีโทรศัพท์มา หรือมาพบคนที่อยู่บนหอก็ต้องใช้อินเตอร์คอมเรียก
ไม่รู้ในยุคที่มือถือเป็นของใช้ประจำตัวแบบนี้ตอนนี้หอในเค้าเอาอินเตอร์คอมออกหรือยัง เพราะคงไม่ได้ใช้แล้ว
เวลาจะไปติดต่อใครเราก็ต้องไปที่เคาน์เตอร์ใต้หอ ไปดูหมายเลขห้องว่าห้องคนที่เราจะไปเรียกอยู่โซนไหน แล้วก็กดเรียกด้วยข้อความสั้นๆ
“เสกสรร228 เสกสรร228″
คนที่ถูกเรียกก็ต้องขานรับ ให้เค้ารู้ว่าอยู่”อยู่ครับ” ถ้าไม่มีเสียงตอบรับหรือเพื่อนบอกว่าไม่อยู่ ก็แสดงว่าไม่อยู่
“รออยู่ข้างล่าง, มีเพื่อนมารอพบ, มีโทรศัพท์” ก็ว่ากันไป เราก็ต้องรีบลงมาที่เคาน์เตอร์ มารับดทรศัพท์หรือมาพบคนที่เค้ามาหาเรา
แต่หลายๆครั้งก็มีพวกที่สร้างความรำคาญแก่เพื่อนร่วมหออยู่บ่อยๆ เช่น
พวกชอบคุยกันผ่านอินเตอร์คอม
“อ.(นามสมมุติ) ห้องxxxอยู่ไหมคะ”เสียงผู้หญิงเป็นคนคอลขึ้นมา
“อยู่ครับ”
“อยู่หรือไม่อยู่นะ”
“อยู่ครับ”
“ทำไรอยู่”
“ชักว่าวอยู่ ครับ” หมอนั่นเล่นมุข เสียงผู้หญิงหัวเราะเล็ดรอดมาตามสาย
“เสร็จ รึยัง” สาวรับมุขซะงั้น
“ใกล้เสร็จแล้ว”
“ให้ช่วยไหม”
“ไม่เป็นไรครับ ทำเองได้” หัวเราะสนุกสนานกันใหญ่
“รออยู่ข้างล่างนะ”
“เอาหนังสือลงมาด้วยนะ”
“หนังสืออะไรนะ”
“หนังสือวิชาXXXไง”
“โอเค อีกแป๊บนึง”
“รีบๆเสร็จนะ”
“เออ”
(รำคาญโว้ย)
เสียงอินเตอร์คอมมันดังมาก ยิ่งห้องที่อยู่หน้าเครื่องเลยมันจะดังมาก ดังนั้นจะเป็นการรบกวนคนอื่นอย่างมากเลยทีเดียว โดนเฉพาะตอนเช้าๆ เรานอนๆอยู่ หรือเรากำลังอ่านหนังสือ
หรือไม่ก็จะเป็นความซวยของเราหากเราดันไปอยู่หอในโซนเดียวกับหนุ่มฮอต เพราะจะมีอินเตอร์คอมดังบ่อยมาก
“พี่เค ห้อง XXX ค่ะ”
“พี่เค ห้อง XXX ค่ะ”
“พี่เค ห้อง XXX ค่ะ”
“พี่เค ห้อง XXX ค่ะ”
“พี่เค ห้อง XXX ค่ะ”
“พี่เค ห้อง XXX ค่ะ”
ฯลฯ……….

ถ้าไม่มาหาใต้หอก็มีโทรศัพท์มา น่ารำคาญใช้ได้
แล้วก็มีอีกหลายๆกรณีที่สร้างความรำคาญให้กับเรา โดยเฉพาะพวกที่ชอบคุยกัน ทำไมไม่ลงไปหากันแล้วคุยกันเอา คนอื่นเค้ารำคาญรู้ไหม

ผีเฝ้าคอม
ก็อย่างที่บอกไว้ว่าเมื่อก่อนคอมพิวเตอร์ และโดยเฉพาะที่เล่นอินเตอร์เนทได้นั้นยังเป็นสิ่งที่ไม่มีแพร่หลายนัก ห้องคอมนอกจากตามคณะต่างๆแล้วก็มีแต่แค่ในหอพักเท่าั้นั้นที่มีให้นักศึกษาใช้กันฟรี ไม่งั้นก็ต้องไปเสียเงินใช้ที่ร้านเนท
ตอนนั้นแต่หอละต้องมีการลงชื่อใช้คอมกัน โดยเราต้องมาลงชื่อไว้ว่าเราจะใช้คอมเครื่องไหน เวลาใด เมื่อถึงเวลาของเราเราก็มาใช้ได้ เมื่อหมดเวลาก็จะต้องลุกให้คนที่มาลงชื่อต่อจากเรา ตอนนั้นใช้ได้คนละ1ชั่วโมงต่อวัน ถ้าใครอยากใช้นานกว่านั้นก็ต้องลุ้นเอาว่าไม่มีใครมาลงชื่อต่อเราเราจะได้นั่งไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีคนมาขอเล่น
คอมของแต่ละหอพักจะมีให้ใช้หอละประมาณ10-20เครื่อง ซึ่งก็ไม่พอเพียงต่อความต้องการอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมักจะมีพวกลักไก่ลงชื่อไว้เยอะๆโดยใช้ชื่อเพื่อนลงไว้ต่อกันสามสี่ชั่วโมง จริงๆก็น่าเห็นใจว่าอาจจะเป็นเพราะรายงานกำลังเร่งทำ แค่หนึ่งชั่วโมงนั้นมันไม่พอหรอก ถ้าเป็นแบบนี้ก็น่าให้อภัย แต่พอเดินผ่านพี่แกแชทจีบสาว เล่นเกม ดูเว็บโป๊ สาระทั้งนั้น ฮานิบ่ะเฮ้ย
คนคุมห้องคอมก็เพื่อนมันมันเลยไม่ว่าอะไรกัน ก็เป็นซะอย่างนี้
ผมเป็นพวกขี้รำคาญ เลยไม่ค่อยใช้เนทหอเท่าไหร่ ชอบไปใช้ที่คณะตอนกลางคืนไม่ก็ร้านเนทหลังมอหน้ามอเอา เซ็ง

ครับ นั่นก็เป็นเรื่อราวของเพื่อนร่วมหอของผมเมื่อตอนนั้น หากนึกอะไรออกอีกก็อาจจะมีตอน2ครับ
ใครมีเรื่องตลกๆเกี่ยวกับเพื่อนร่วมหอตอนเรียนก็เอามาเล่าสู่กันฟังได้ครับ

มอชอในวันฝนตก

ช่วงนี้เข้าหน้าฝนแล้ว ฝนตกทุกๆวัน อากาศเย็นๆนั่งๆนอนๆเล่นในยามว่าง มองออกไปนอกหน้าต่างๆ บางครั้งก็คิดไปเรื่อยเปื่อย
บางครั้งก็นึกถึงความหลัง ย้อนกลับไปเมื่อครั้งนั้น
……………….
“ฝนตกอีกละ”
ผมตื่นขึ้นมาในตอนสายๆของวันอาทิตย์วันหนึ่งในฤดูฝน มหาวิทยาลัยหยุดไม่มีการเรียนการสอน ผมยังงัวเงียลุกขึ้นมาจากที่นอน มองดูนาฬิกานี่ก็เกือบจะ11โมงแล้ว เดี๋ยวล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็ได้เวลากินข้าวกลางวันพอดี

เดินลงบันไดหอพักชาย3เพื่อที่จะลงไปกินข้าว ระหว่างเดินก็ค่อยๆมองออกไปภายนอก ฝนตกไม่หนักแต่ก็ตกลงมาไม่ขาดสาย บรรยากาศแบบนี้สำหรับนักศึกษาหนุ่มโสดที่ไม่เคยผ่านการมีแฟนมาก่อนจนถึงตอนนั้นมันช่างชวนให้เหงาหงอยเสียเหลือเกิน
เดินลงบันไดอย่างอ้อยอิ่ง สายตามองดูใบไม้ที่ที่โดนฝนกระหน่ำลงมา มหาลัยของเรานี่มันช่างเขียวชอุ่มสวยงามดีแท้

นั่งร้านข้าวใต้หอ บรรยากาศเดิมๆ อาหารเดิมๆ ยิ่งทำให้รู้สึกเบื่อไปใหญ่
เดินแกร่วอยู่บริเวณใต้หอ จะโทรกลับบ้านตู้โทรศัพท์ก็ไม่ว่าง มีหนุ่มน้อยรุ่นน้องคุยโทรศัพท์ท่าทางกระหนุงกระหนิง จะรอก็เดาเอาว่านานแน่ๆ เลยกลับขึ้นห้องดีกว่า

วันนี้เพื่อนรูทเมททั้งสองคนไม่อยู่ กว่าจะกลับมาก็คงเย็นๆนู่นเลย เพื่อนๆห้องใกล้ๆกันก็กลับบ้านกันหมด เหลือเราคนเดียว

เบื่อจังนอนต่อดีกว่า

สงสัยนอนมาเยอะแล้ว นอนยังไงก็ไม่หลับ เอาไงดี เอ้อ เอาหนังสือการ์ตูนที่เช่าไปคืนดีกว่า

ว่าแล้วก็หยิบร่ม เอาหนังสือการ์ตูนที่เช่ามา3-4เล่มแล้วอ่านจนดึกดื่นเมื่อคืนใส่ถุงพลาสติกกันเปียก เดินลงจากหอ
ตอนที่จะได้ออกไปไหนนี่มันทำให้ความรู้สึกหงอยๆเมื่อกี้ดีขึ้นมาหน่อย

กำลังจะเดินไปที่จักรยานสีแดงคู่ใจ วันนี้เกิดอาการอยากเดินเล่นขึ้นมาซะอย่างงั้น ไม่เอาดีกว่าวันนี้เดินเล่นชิลๆดีกว่า
ว่าแล้วก็เดินกางร่มฝ่าสายฝนออกมา

จากหอ3ชายเดินลัดเลาะมาทางหอนาฬิกาเข้าไปทางไปคณะ ผ่านโรงเรียนสาธิต ไปแวะดูที่ชมรมเผื่อว่าจะมีใครนั่งอยู่จะได้มีเพื่อนคุย
แต่ก็ว่างเปล่า นั่นสิ ใครจะฝ่าฝนมานั่งชมรมในวันอาทิตย์แบบนี้ล่ะ

เดินออกทางประตูเล็กคณะศึกษาศาสตร์ที่เมื่อก่อนเปิดตลอด24ชั่วโมง แต่ตอนนั้นไม่มีอะไรขายเลย ตอนนั้นทุกอย่างไปอยู่หน้ามอ หมด เมื่อก่อนหลังมอบริเวณรั้วมหาลัยนั้นไม่มีร้านขายของแบบทุกวันนี้นะครับ ยิ่งตอนกลางคืนนี่เงียบมาก
พอมีของขายเยอะๆดันปิดประตูนนี้ซะงั้น(ปิดตายอยู่ช่วงนึง กับปิดหลังหกโมงไปช่วงนึง ไม่รู้ตอนนี้เปิดหรือปิด หรือปิดเป็นเวลาก็ไม่รู้)

จุดหมายหมายปลายทางคือร้านวาว ร้านหนังสือเช่าร้านดัง เมื่อก่อนร้านเช่าหนังสือหลังมอมีไม่กี่ร้านเอง มีร้านวาวกับร้านตะวาเองมั๊งที่ผมรู้จัก
เคยมีคนถามผมว่า
“ทำไมไม่เช่าร้านตะวาเอาล่ะ จากคณะใกล้กว่าร้านวาวตั้งเยอะ”
“ไม่เอาอ่ะ คนเฝ้าร้านสวย ทำตัวไม่ถูก”
ร้านตะวาตอนนั้นขึ้นชื่อเรื่องคัดคนสวยๆมาทำงานที่ร้านครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นน้องนักศีกษาที่ทำงานหารายได้พิเศษนั่นเอง แต่ผมมันไม่ค่อยถูกโรคกับสาวสวยเท่าไหร่ เลยไปเช่าร้านวาวแทน
“อย่างนี้ก็มีด้วย แทนที่จะชอบเนาะ ไปดูสาวสวยๆ”
จริงๆมันก็ไม่ใช่ทั้งหมดเสียทีเดียวครับ อาจจะเป็นเพราะว่าชอบอัธยาศัยของคนที่ร้านวาวมากกว่าด้วย บรรยากาศร้านด้วย อย่างนั้นมากกว่า

เดินเรื่อยๆ ตากฝนอากาศเย็นๆเดินเล่นเพลินๆ พอเอาหนังสือไปคืนเสร็จ เอ ไปไหนต่อดีล่ะเนี่ย
กลับไปหอก็คงเบื่อเหมือนเดิม
ลองเดินไปเรื่อยเล่นๆดีกว่า

จากร้านวาวเลยเดินไปเข้าทางประตูคณะเกษตร ผ่านคณะวิจิตร คณะเกษตร เดินมาเรื่อยๆผ่านสนามกีฬา ผ่านสระรุจิ
มองไปทางดอยสุเทพ ซึ่งฝนตกอย่างนี้มองไม่เห็นยอดดอยแล้ว โดนเมฆหมอกบังเสียหมด เห็นแต่หอนาฬิกาตั้งเด่นตระหง่านตัดกับฉากหมอกด้านหลัง

สวยจัง มีกล้องถ่ายรูปจะถ่ายเก็บไว้ดูเลย เสียดายไม่มี

ฝนตกอากาศเย็นๆแบบนี้เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่าบรรยากาศเหมือนอยู่ London ประเทศอังกฤษเลย

“มึงเคยไปเรอะ”
“ปล่าว เพื่อนกูบอกมาอีกที”
ฮ่าๆ แต่ก็คงเป็นแบบนั้นจริงๆเพราะก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน

ยังไม่เดินกลับหอ เปลี่ยนใจเดินมาทางหอ5หญิง แล้วเดินผ่านทางหน้าหอ8หญิง ผ่านหอ1หญิง ไปเที่ยวหน้ามอต่อ
สาวๆ นั่งอ่านหนังสือ นั่งคุยกันตามม้าหินอ่อนใต้หอ บ้างก็อยู่กันเป็นกลุ่มๆ บ้างก็เป็นคู่กระหนุงกระหนิง อิจฉาจัง อยากมีแฟน อยากรู้ว่าคนมีแฟนความรู้สึกมันจะเป็นยังไง
ตั้งแต่เดินมา วันนี้ไม่เจอคนรู้จักเลยแฮะ

เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย แต่ก็สนุก หายเบื่อไปได้ เดินลัดมาทางถนนเส้นประตูไผ่ล้อม ผ่านภาควิชาเคมีอุตสาหกรรม ลัดมาหน้ามอ
เดินออกทางประตูเล็กเพราะมันใกล้ดี ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเดี๋ยวนี้ต้องปิดไว้ เมื่อก่อนตอนมันยังไม่ปิดเอารถจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์มาจอดแล้วก็เดินออกไปที่7-11กับเดินเล่นร้านหนังสือได้สะดวก ไม่ต้องเดินไกลแบบทุกวันนี้

เมื่อก่อนหน้ามอมีแดรี่ควีนด้วยนะ เดินเล่นหน้าหน้ามอไปกินแดรี่ควีนไปด้วยนี่มันสุดยอดจริงๆ

ไปหน้ามอสำหรับผมแล้วก็ต้องไปเที่ยวร้านหนังสือครับ ไปดูว่ามีการ์ตูนออกใหม่หรือยัง มีหนังสือเล่มไหนน่าสนใจบ้าง
หนังสือที่ซื้ออ่านก็จะมี การ์ตูนเรื่องที่ติดตาม ตอนนั้นซื้อเรื่อง ซามูไรพเนจร, GTO กับ HunterxHunter เล่มอื่นก็จะมีหนังสือ สตาร์ซ็อกเกอร์รายวัน จะซื้อหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเล่มไหนมีข่าวทีมโปรดเรา เล่มอื่นๆจะเน้นเช่าเอามากกว่า

วันนี้ไปโชคดีได้GTOรวมเล่มมาอ่าน

หลังเดินเล่นร้านหนังสือทั้งสองร้านแล้ว จะไปเดินดูอย่างอื่นก็ไม่เอาละ มีแต่เสื้อผ้ากับของกิน ไม่รู้จะดูอะไร กลับดีกว่า

อ่อ ตอนนั้นจะมีแผงเทปอยู่หน้ามอ แวะดูเสียหน่อยมีอะไรน่าสนใจบ้าง อืมม มีนะ แต่ยังไม่มีตังค์ ไว้ก่อนละกัน

ขากลับเดินชมวิวสนามกีฬาที่ฝนตก หน้ามอตอนฝนตกนี่ก็สวยได้อารมณ์เหงาๆไปอีกแบบ จากศาลาหน้ามอ เดินไปทางอ่างแก้ว ลัดไปทางโรงอาหารคณะมนุษย์ ผ่านคณะสังคม เดินลงเนินข้างหอสมุด ไปแวะซื้อของที่สหกรณ์ตอนนั้นสหกรณ์จะอยู่ใต้หอ2ชาย ตรงข้ามคณะเศรฐศาสตร์

สหกรณ์เก่านั้นขึ้นชื่อเรื่องความแคบมาก ใครไปช่วงต้นเดือนคนเยอะๆ นี่ต้องใช้วิชากายกรรมเดินเข้าไปกันเลยทีเดียว เพราะมันแคบมาก บางทีต้องรอให้คนข้างในออกมาก่อนแล้วค่อยเข้าไป ไม่งั้นอึดอัดแย่

ซื้อของใช้ส่วนตัวที่ต้องการแล้ว ก็ได้เวลาเดินกลับหอ3ชาย

โอย เมื่อยขาเหมือนกันนะเนี่ย

มองไปที่บนห้อง รูมเมทกับเพื่อนห้องข้างๆยังไม่กลับมาแน่ๆเพราะยังไม่เปิดประตูหลังห้อง

ไปนั่งดูUBCใต้หอดีกว่า

หนังเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ก็เลยนั่งดูๆไปอย่างงั้นแหละ เดี๋ยวก็อาจจะมีบอลถ่าย รอดูบอลดีกว่า แต่ก่อนอื่นไปกินข้าวเย็นก่อนละกัน

กินเสร็จกลับมานั่ง อ่านหนังสือพิมพ์ที่โต๊ะ สักพักก็มีบอลพรีเมียร์ลีกเตะ ก็นั่งดูไป บอลจบก็กลับขึ้นไปที่ห้อง
เพื่อนๆกลับมากันหมดแล้ว
อาบน้ำ แต่งตัว นอนอ่านการ์ตูนที่ซื้อมา แล้วก็หลับสบาย
เพื่อที่จะตื่นไปเรียนในวันจันทร์พรุ่งนี้นั่นเอง

…………………

เวลานั้นผ่านไปเร็ว แต่บางเหตุการณ์นั้นก็ชัดเจนราวกับเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

ฝนตกยังไม่หยุดเลย อากาศเย็นๆแบบนี้ นอนดีกว่า

เรื่องของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บล็อกนี้ก็เป็นแค่บล็อกเล็กๆที่เขียนเรื่องราวต่างๆขึ้นมาเองจากประสบการณ์และความทรงจำของผม
บางครั้งมันอาจจะไม่โดนใจ มันอาจจะไม่ทั่วถึง มันอาจจะไม่ครอบคลุม
แต่มีที่ๆนึงที่น่าจะมีเรื่องของมช.ให้อ่านได้อย่างจุใจเพราะน่าจะรวมมาจากหลายๆที่ มันคือเว็บไร้วิทยาลัยที่เป็นส่วนหนึ่งของไร้สาระนุกรมนั่นเอง
เนื้อหาที่มีบางส่วนก็เคยอ่านมาแล้วจากหลายๆที่ ตรงนี้คงมีคนเอามารวมกันไว้เพราะไร้สาระนุกรมนั้นเป็นเหมือนด้านตรงข้ามของวิกิพีเดียแต่เหมือนกันตรงที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการจัดทำหรือแก้ไขเนื้อหาในนั้นได้ หมวดของไร้วิทยาลัยนั้นจะเป็นการพูดถึงเรื่องราวของสถานศึกษาต่างๆตามแต่ที่จะมีคนมาทำไว้

ไม่ขออธิบายสาธยายอะไรมากก็แล้วกันครับ ไปอ่านกันเลยดีกว่า
ไร้วิทยาลัย:มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เยอะจริงๆครับ บางเรื่องผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน บางเรื่องก็เวอร์ไป บางเรื่องก็เป็นความเชื่อที่แตกต่างกันไปของแต่ละคณะ
ใครยังไม่จุใจหรือมีเรื่องเด็ดๆของตัวเองที่ยังไม่มีใครซ้ำก็สามารถเพิ่มเนื้อหาเข้าไปได้เองอีกด้วย

เหมือนเดิมเลย ยิ่งอ่านก็ยิ่งคิดถึง
ปล. สำหรับคนที่ไม่ได้จบมช.ที่เข้ามาอ่านแล้วอยากรู้ว่ามีของโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยอื่นๆอีกหรือเปล่าก็ลองเข้าไปดูกันครับ มีของสถาบันต่างๆมากมายเลย อาจจะมีของสถาบันเก่าของท่านด้วยนะ จะได้รำลึกความหลังกันครับ

กำเนิดถนนคนเดิน

วันนี้จะออกไปนอกมช.สักหน่อยนะครับ แต่ยังไงก็มีความเกี่ยวข้องมาถึงมช.อยู่หน่อยๆ เพราะเมื่อใครที่ได้มาเรียนที่นี่แล้ว คงเคยไปเดินเที่ยวไปซื้อของที่ถนนคนเดินบ่อยๆ จึงนับเป็นความทรงจำหนึ่งในCMU Storyได้เหมือนกัน

ผมนั้นเรียนอยู่ทันช่วงที่เชียงใหม่ยังไม่มีถนนคนเดินครับ(แก่จัง) แรกเริ่มเดิมที ถนนคนเดินนั้นไม่ได้จะจัดต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ตอนแรกๆนั้นเป็นโครงการหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยที่จัดตามจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญตามภาคต่างๆ เป็นแคมเปญอะไรผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากAmazing Thailandน่ะครับ โดยตอนนั้นจะมีจัดแค่4วันเท่านั้น คือในวันอาทิตย์ติดต่อกัน4อาทิตย์ หลังจากนั้นก็จบไป

ผลตอบรับออกมาดีเกินคาดและมีเสียงเรียกร้องให้จัดต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆเลย ซึ่งก็มีผลทำให้เชียงใหม่มีถนนคนเดินมาจนทุกวันนี้ แถมยังมีถนนคนเดินวัวลายในวันเสาร์และมีถนนคนเดินที่อื่นๆเกิดขึ้นตามมาอีกหลายๆที่ เช่น งานถนนคนเดินในมหาวิทยาลับเชียงใหม่(ไม่ได้จัดประจำ นานๆที) ถนนคนเดินหลังคาร์ฟูล(สาวพายัพตรึม) เป็นต้น

ถนนคนเดินปัจจุบันเป็นยังไงทุกๆคนก็คงเคยไปเห็นมาบ้างแล้ว แต่วันนี้จะมาย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อถนนคนเดินในคราวนั้นว่าเป็นอย่างไร

แรกเริ่มสถานที่ที่ใช้จัดจิกกรรมถนนคนเดินนั้นคือถนนท่าแพตั้งแต่บริเวณธนาคารนครหลวงไทย(ปากทางก่อนจะเลี้ยวไปไนท์บาร์ซา) มาจนถึงบริเวณประตูท่าแพ ในส่วนของที่ขายๆกันตอนนั้นกับตอนนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรต่างกันมากนัก แต่ที่เห็นๆได้ชัดก็คือตอนนั้นจะมีส่วนที่เป็นการแสดงและกิจกรรมที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมเยอะกว่าตอนนี้มาก คนที่ยืนนิ่งๆให้เราเขียนอะไร ให้เราระบายสีนั้นก็เริ่มโด่งดังมาตั้งแต่ตอนนั้น มีชอล์กไว้ให้เด็กๆหรือเราๆ่ท่านๆวาดรูปบนพื้นถนนได้ด้วย โรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆมาแสดงศิลปะการฟ้อนรำ การแสดงดนตรีตามสองข้างทางเต็มไปหมด แต่ของปัจจุบันส่วนใหญ่จะเน้นขายของกันมากกว่า

ว่าด้วยเรื่องของจำนวนคนแล้วปัจจุบันนี้ที่ว่าเยอะๆเดินเบียดกันแล้ว ของตอนนั้นนั้นเรียกได้ว่าเยอะกว่านี้มากเพราะจำได้ว่าตอนนั้นไม่สามารถเดินหรือเปลี่ยนเส้นทางได้เลย ต้องค่อยขยับเดินไปทีละนิดๆตามคลื่นมหาชนที่แออัดกันอย่างกับปลากระป๋อง แต่ก็คงเป็นเพราะว่าตอนนั้นเค้าบอกจะจัดแค่4อาทิตย์เอง คนเลยมาเที่ยวกันเยอะมาก ตอนนี้อยากไปก็ไปได้ทุกๆอาทิตย์อยู่แล้ว

ปัจจุบันถนนคนเดินก็ได้ปรับปรุงรูปแบบและสถานที่จัดงานมาเป็นแบบที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ตอนนี้ก็เป็นจุดขายที่สำคัญอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ไปแล้ว ใครมาเที่ยวเชียงใหม่ก็ต้องไปแวะเที่ยวถนนคนเดิน

ตอนนั้นผมได้ไปเที่ยวแค่ครั้งที่3เท่านั้นจาก4อาทิตย์ เพราะว่าไม่มีใครไปด้วย แต่วันนั้นรุ่นพี่ชมรมชวนไปก็เลยรีบตอบตกลงทันที
รถหาที่จอดลำบากมาก ผมกับรุ่นพี่ต้องมาจอดรถแถวๆวัดในกำแพงเมืองแล้วถึงค่อยเดินไปที่ประตูท่าแพ
เมื่อได้เห็นผู้คนเดินขวักไขว่เยอะแยะมากมาย มากจนผมคิดในใจว่า
“มาจากไหนกันนักหนาเนี่ย”
ชื่อว่าถนนคนเดิน ผมกับรุ่นพี่มาเดินจริงๆครับ ไม่ได้ซื้ออะไรเลยนอกจากของกิน อาจจะเพราะเราคุ้นชินกับสินค้าที่มีขายอยู่แล้วเพราะเราเป็นคนแถวนี้ พวกของพื้นเมืองอะไรแบบนี้เราก็เห็นกันเป็นปรกติก็เพราะเราก็เป็นคนเมืองไง

ในฐานะของคนที่เคยสัมผัสถนนคนเดินมาทั้งแบบเก่าแบบใหม่ ก็ต้องบอกว่าชอบอารมณ์แบบเก่ามากกว่าเพราะยังมีความรู้สึกของการเผยแพร่ศิลปะและวัฒนาธรรม และมีกิจกรรมให้คนมาเที่ยวได้ทำมากกว่านี้ ถนนคนเดินปัจจุบันนั้นขาดเสน่ห์ตรงนี้ไปมาก และเน้นในเรื่องของการค้าขายเป็นหลัก แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้แย่อะไรมากมายหรอกครับ ก็ยังน่าเที่ยวอยู่ เพียงแต่ว่าเคยเห็นมันดีกว่านี้เท่านั้นเอง

มาตอนนี้ถึงแม้ตัวผมเองยังอยู่ใกล้ๆเชียงใหม่ คิดจะไปเที่ยวถนนคนเดินเมื่อไหร่ก็ไปได้ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมก็คือคนที่ไปกับเรานั้นเอง
พี่ๆน้องๆหลายๆคนๆอาจจะเคยนั่งรถแดงมาเป็นขโยงกับเพื่อนๆจากในม. แล้วก็ต้องรีบกลับให้ทันเพื่อนผู้หญิงเข้าหอก่อน4ทุ่ม
พี่ๆน้องๆหลายคนอาจจะนั่งรถมอเตอร์ไซค์หรือนั่งรถยนต์มากกันเป็นขโยง แล้วก็ไปต่อริเวอร์ไซด์ กู๊ดวิว วอร์มอัพ มังกี้ หรือที่ไหนๆก็แล้วแต่
บางคนรถมอเตอร์ไซด์หาย กระเป๋าตังค์หาย ไม่รู้ว่าเพราะโดนล้วงหรือทำหล่นเอง
บางคนมาเจอแฟนมาเดินกับกิ๊ก
บางคนก็มีเรื่องราวมากมายที่นี่ มากมายเกินกว่าจะเล่าได้หมด

คิดถึงจัง

มาเชียงใหม่อย่าลืมมาเที่ยวถนนเดินนะครับ

เมื่อครั้งวันเลือกหอ

นักศึกษาครึ่งหนึ่งที่ได้เข้าเรียนต่อที่มช.มาจากการสอบโควต้า ผมคือหนึ่งในครึ่งที่ว่านี้
ของดีอีกอย่างของการสอบโควต้าได้นั้นคือการได้มีโอกาสเลือกหอพักนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก่อนพวกที่สอบเอนทรานซ์เข้ามา
วันไปรายงานตัวของคนสอบโควต้าจะมีการเลือกหอพักกัน ก่อนหน้านี้จะมีรุ่นพี่ที่มาแนะแนวให้มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับหอพักชายหอต่างๆไว้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
“หอ2ชาย กับหอ7ชาย ถ้าเป็นไปได้ก้อย่าไปเลือก มันเป็นหอเก่าและดูน่ากลัว แถมยังมีเรื่องเล่าน่ากลัวๆอยู่ หอ5ชายกระเทยเยอะ
ถ้าจะให้ดีให้เลือกหอ3หรือ6หรือ1ชายก็จะดี หอ4ชายเก่าก็จริงแต่ก็ใกล้เลมอนกรีน(ไม่รู้ตอนนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า)”
และรุ่นพี่ก็แนะนำให้จับกลุ่มรูมเมทไว้เลย จะได้เลือกห้องเดียวกันได้

ผมกับเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่มอต้นก็ปฏิบัตตามคำแนะนำของรุ่นพี่อย่างเคร่งครัด และได้เลือกอยู่ หอ3ชายกัน
ก่อนถึงวันแรกที่ต้องเข้าหอก่อนเปิดภาคเรียน ก็มาเลือกเตียงกัน ห้องหนึ่งอยู่ได้3คน มีเตียงเดี่ยวกับเตียง2ชั้น เตียงเดี่ยวโดนเพื่อนคนนึงจองไปแล้ว ผมต้องแย่งกับเพื่อนอีกคนนึง
“เราขอเตียงชั้นบนละกัน”
“ไม่ได้ เราจอง นายนอนเตียงล่างนั่นแหละ”
ผมเป็นคนไม่ค่อยเรื่องมาก อะไรก็ได้ เลยยอมให้เพื่อนคนนั้นอยู่ชั้นบน

แต่เมื่อวันขนของเข้าหอจริงๆ ผมมาช้ากว่าเพื่อนอีกสองคน เมื่อขนของเช้าไปในหอ เพื่อนที่แย่งเตียงชั้นบนกับผมก็บอกว่า
“เราเปลี่ยนใจละ นอนเตียงล่างดีกว่า นายนอนข้างบนเถอะ”
“อ่าว ทำไมล่ะ”
“เราขึ้นลำบาก น่ะ”
ฮ่าๆๆๆๆ ใช้แล้วครับ ตอนนั้นมันคงลืมนึกถึงตรงนี้ไป เพื่อนผมคนนี้มันตัวไม่สูงเท่าไหร่(จะบอกว่าเตี้ยรึก็ทำร้ายจิตใจกันเกินไป)
สุดท้าย ผมก็ได้เตียงชั้นบนสมใจ

เมื่อเวลาผ่านไป กลายเป็นว่า บางทีผมขึ้เกียจปีนขึ้นไปเตียงบน ผมก็งีบหลับที่เตียงเพื่อนข้างล่างมันซะงั้น
และเมื่อเวลาผ่านไปจนเดี๋ยวนี้ ผมก็เรียนรู้ว่า ไม่ว่าหอไหนๆในมช.ก็มีความน่าอยู่ของมันเองทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความชอบของเรา เพราะเพื่อนที่เคยอยู่หอ2 กับหอ7 ชาย เค้าก็บอกว่ามันสงบเงียบดีถึงมันจะเก่าไปหน่อย ดูน่ากลัว แต่พอไปอยู่แล้วก็ไม่มีอะไร หอ2 กับหอ7ชายเสียอีกที่อยู่ใกล้กับกาดฝายหิน เดินไปหาอะไรกินกันได้ง่ายๆ แถมเมื่อก่อนหอ2 ชายแค่เดินไปด้านล่างก็เจอสหกรณ์มช.แล้ว(ตอนนั้นสหกรณ์มช.อยู่ติดกับหอ2 ชายเลย ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่ตรงข้ามหอสมุดติดกับคณะสังคมแบบปัจจุบันนี้)

แต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีของผมด้วยที่ดันเลือกหอ3ชาย เพราะรู้สึกว่าลงตัวกับเราดี ได้อยู่ตั้ง3ปี ก่อนที่ปี4จะออกมาอยู่หอนอก

ใครอยู่หอในอยากอยู่ต่อทุกๆปีต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์กับทางหอพัก เช่นทำกิจกรรมหอ เป็นคณะกรรมการหอ เป็นต้น เพราะอยู่หอในนั้นประหยัดที่สุดแล้ว ตอนที่เรียนตอนนั้นค่าหอเทอมละพันกว่าบาท

สุดท้ายแล้วไม่ว่าอยู่หอไหน ก็ได้อยู่ในอ้อมกอดของมช.เหมือนกัน
จบเอาดื้อๆ

เสียงสยองจากห้องอาบน้ำ

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงเหตุการณ์จริงของเจ้าของบล็อกเอง ที่ไปเจอมากับด้วยเองเลยครับ
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อภาคเรียนซัมเมอร์ ตอนที่ผมจะขึ้นปี4 ผมเองไม่ได้ลงเรียนซัมเมอร์หรอกครับ แต่มาอยู่หอในเพื่อที่จะได้อ่านทบทวนบทเรียนก่อนออกไปฝึกสอนในเทอมต่อไป จึงได้มาติดต่อขอพักอยู่หอใน แล้วเนื่องด้วย หอที่อยู่เป็นประจำไม่เปิดช่วงซัมเมอร์นั้น เลยต้องไปติดต่อขอพักที่หอที่อยู่ใกล้กับกาดผายหิน ซึ่งที่นี่ มีเสียงลือเกี่ยวกับเรื่องของความวัังเวงและน่ากลัวมามากมาย

ผมได้อยู่ห้องชั้นสี่ ซึ่งมันเป็นห้องที่จะร้อนมากเพราะมันติดกับหลังคาเลย แถมเพดานยังต่ำมากเสียด้วย ยิ่งเป็นช่วงของซัมเมอร์ด้วยแล้วยิ่งร้ิอนกันเข้าไปใหญ่เลยทีเดียว

ผมเข้าไปพักอยู่ได้สักพักหนึ่ง ก็ไม่ได้เคยพบพานกับเรื่องลี้ลับใดๆ ทั้งที่จะว่าไปแล้ว หอพักแห่งนี้มันทั้งเก่าและมีบรรยากาศวังเวงอย่างที่เคยได้ยินเค้าเล่ามาจริงๆ
จนกระทั้งวันหนึ่ง ก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

ด้วยความที่ร้อนมากๆ เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะจากการขี่มอเตอร์ไซด์ฝ่าเปลวแดดและไอร้อนกลับมาหอ ผมเลยต้องการจะอาบน้ำเพื่อสร้างความสดชื่นให้่รางกายสักหน่อย ขณะก็เป็นเวลาประมาณบ่ายๆเท่านั้นเอง

ผมเดินเข้าห้องอาบน้ำที่เป็นห้องสำหรับอาบน้ำฝักบัว ในนั้นมีติดกันอยู่3ห้อง ห้องกลางประตูปิดอยู่พร้อมทั้งมีเสียงฝักบัวเปิดใช้อยู่ผมเลยเลือกห้องริมสุดด้านใน เข้าไปก็เปิดฝักบัวอาบน้ำ สบายอุรา ไม่เลือกห้องติดกับทางเดินเพราะมันเป็นความระแวงส่วนตัว

แต่หูก็พลันได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากห้องข้างๆ คล้ายบทสนทนาระหว่างคนสองคน คุยกัน เอ๊ะ อาบน้ำห้องเดียวกันสองคนเหรอ เอ๊ะ ยังไง

แต่เสียงคุยกันมันเหมือนกับเป็นแนวกระหนุงกระหนิงกันมากกว่า มีหัวเราะด้วย

เอ๊ะ ใครแอบพาสาวขึ้นหอชายรึเปล่าวะ กลางวันแสกๆเนี่ยนะ

แต่เมื่อลองตั้งสติฟังดีๆมันเป็นเสียงของผู้ชายกับกระเทยครับ ฮ่าๆๆๆ เค้าคงมาอาบน้ำสนุกสนานกันตามประสาคู่รัก
แต่เอ๊ะ ทำไมมีถามว่าไหวไหมด้วยล่ะ ทำไรอยู่เหรอ ถึงต้องไหว

หึหึ รับไม่ได้ครับ ผมรีบอาบน้ำอย่างเร็วที่สุดแล้วออกมาทันที อี้ กลางวันแสกๆ ไม่อยากได้ยินอะไรแบบนี้ มันสยองๆยังไงไม่รู้

ไม่เคยโดนผีหลอก แต่เรื่องนี้ก็ทำให้รู้สึกสยองได้เหมือนกันนะเนี่ย ขนลุกจริงๆ