CMU Story : รวมมิตรอ่านหนังสือสอบ

ไม่ได้เขียน CMU story มานานเลย ช่วงนี้มีคนเข้ามาอ่านมาเมนต์เรื่องเก่าๆของ CMU story เลยนึกได้ว่าเรามีเขียนเรื่องตอนเรียนลงบล็อกด้วยนะ บทความชุดเล่าความหลัง

ช่วงนี้ฝนตก เวลาฝนตกมักจะนึกย้อนไปตอนเรียนบ่อยๆ ไม่รู้ทำไม

ช่วงก่อนเกิดหิวมากๆขึ้นมากลางดึก ต้องไปหามาม่าในเซเว่นกิน ทำให้นึกถึงตอนหิวขึ้นมากลางดึกช่วงอ่านหนังสือสอบ แล้วช่วงสอบนี่แหละ หลายๆคนก็มีเรื่องราว เรื่องเล่าของช่วงเวลาอ่านหนังสือสอบกัน

ของผมมีประมาณนี้

อ่านหนังสือจนหลอดไฟขาด

ผมขี่มอไซค์คู่ใจมาจอดที่ชมรมถ่ายภาพที่ชอบมานั่งอยู่เป็นประจำ หลังมอมีร้านขายของชำอยู่ แค่เดินออกประตูคณะข้ามถนนไป

“ไปไหนพี่” น้องรหัสที่นั่งอ่านหนังสือหน้าชมรมถาม
“ไปซื้อหลอดไฟโคมไฟอ่านหนังสืออ่ะ หลอดขาด”

 

“โหย ขยันจังวะ อ่านหนังสือจนหลอดไฟขาด ถึงว่าช่วงนี้ไม่โผล่หน้ามาชมรมเลย” รุ่นพี่ที่นั่งอยู่ด้วยแซว

 

“ปล่าวนะพี่ ผมลุกจากโต๊ะอ่านหนังสือจะไปเข้าห้องน้ำ ขาสะดุดสายไฟเข้า โคมตกพื้น หลอดขาดเลย ดีหลอดไม่แตก”

“เอ่อ น้านนเต๊อะ” ^_^

………………..

คืนนี้ เราคงอ่านหนังสือได้ทั้งคืนแน่เลย

ย้อนกลับไปช่วงปีหนึ่ง รูมเมททั้งสองคนก็คือเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ม. ต้น

ช่วงอ่านนหนังสือสอบ สอบมิดเทอมของเทอมแรกปีหนึ่ง เป็นการสอบครั้งแรกของชีวิตมหาลัยก็ว่าได้

นั่งๆนอนๆ อ่านหนังสืออยู่บนเตียงชั้นสอง รูมเมทสองคนกลับเข้าห้องมา จะเริ่มอ่านหนังสือเหมือนกัน

อยู่ๆคนนึงก็พูดขึ้นมา “ถ้าได้เบียร์กระป๋องมาจิบ น่าจะอ่านหนังสือลื่นเนาะ ว่าไหม”

“น่าสนๆ”

“โนโน เอาด้วยไหม”

“ไม่อ่ะ” ผมปฏิเสธไป

สุดท้าย สองหนุ่มก็ออกไปหาซื้อเบียร์ แล้วก็กลับมาที่ห้อง

นั่งอ่านนั่งสือไป จิบเบียร์ไป ดูชิลมากเลย สองรูมเมท

 

“เฮ้ย เข้าท่าเว้ย กรึ่มๆนิดๆแบบนี้ อ่านหนังสือได้ทั้งคืนแน่เลย”

“ก็ว่างั้น  เข้าท่าๆ”

สองรูมเมทดูมีสมาธิ ดูมีใจจดจ่อกับการอ่านหนังสือดีจริงๆ

“เอ่อ ท่าจะดีอย่างที่พูดแฮะ”

ผมนั่งๆนอนๆ อ่านหนังสือบนเตียงตัวเองต่อไปอีกสักพัก

ไม่นานก็พบว่า สองรูมเมทหลับคาหนังสือ ฮ่าๆๆๆ

 

ฮ่าๆๆๆ มันมีที่ไหน กินเบียร์แล้วทำให้อดนอนได้น่ะ เค้ามีแค่ดื่มแล้วง่วง

เรื่องนี้ กลายเป็นประเด็นเอามาแซวสองหนุ่มได้จนถึงทุกวันนี้เวลาสังสรรค์กัน

…………………..

เปล่าประโยชน์!

วันนี้เราจะตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างเต็มที่!

กลับมาถึงห้องราวๆสองทุ่ม ปรกติถ้าไม่มีอะไรก็มักจะอยู่คุยกับพี่น้องชาวชมรมที่ชมรมถ่ายภาพประจำคณะ ไม่เคยต่ำกว่าสี่ทุ่ม วันนี้เราขอตัว เราจะอ่านหนังสือ

Continue reading “CMU Story : รวมมิตรอ่านหนังสือสอบ”

ยุบบล็อก CMU Story มารวมกับ NoNotaro Stories แล้วครับ

วันนี้นั่งจัดการบล็อกไปเรื่อยๆ ก็ไปตรวจดูบล็อกต่างๆที่เราทำไว้ ก็ได้ไปแวะบล็อก CMU story ที่ cmustory.blogspot.com แล้วรู้สึกว่ามันเงียบเหงาไป ไม่ค่อยได้เขียนโพสใหม่ๆเลย อีกอย่างเนื้อหาใน CMU story เองก็น่าจะเอามารวมกับบล็อกหลักที่ nonotaro129.com นี้ได้

สุดท้ายเลยตัดสินใจว่าย้ายบทความทั้งหมดในบล็อก CMU story มาไว้ที่นี่ดีกว่า แล้วต่อไปนี้้ถ้าจะเขียนถึงเรื่องราวเก่าๆตอนเรียน มช. ก็ค่อยติดแท็ก CMU Story ให้บทความนั้นๆเอา

ใครที่ติดตามอ่านบทความในบล็อก CMU STORY อยู่ก็มาตามอ่านในนี้แทนนะครับ (มีด้วยหรือ? :))

ส่วนใครที่ติดตามบล็อก nonotaro129.com หรือ NoNotaro Stories อยู่แล้ว (มีด้วยหรือ? :)) และไม่เคยรู้ว่าผมมีอีกบล็อกนึงที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวเก่าๆสมัยเรียน มช. เรื่องราวของชีวิตนักศึกษาในตอนนั้น ตอนนี้บทความทั้งหมดในบล็อกนั้นย้ายมาอยู่ในบล็อกนี้เรียบร้อยแล้วครับ ใครที่เป็นศิษย์เก่า มช. สนใจอยากจะอ่าน ก็เรียนเชิญตามลิงค์นี้ไปเลยครับ > บทความ CMU Story

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

CMU 3D Map app แผนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่บนiPhone

เจอแอพนี้บนแอปสโตร์มา ใครที่ใช้งานอุปกรณ์ iOS ของ Apple อย่าง iPhone, iPod touch และ iPad สามารถดาวนโหลดแอปนี้ได้ฟรี เป็นแอปแผนที่มช.แบบสามมิติ น่าสนใจดีนะครับ ดูจากผู้พัฒนาแล้วน่าจะเป็นผลงานของหน่วยงานในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใครมีที่อุปกรณ์ที่รองรับก็ลองโหลดมาเล่นดูสิครับ แอปนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่จะมาที่มช.แล้วไม่เคยมาที่นี่ก่อนเป็นอย่างมาก เมื่อก่อนตอนเราเป็นเฟรชชี่เข้าไปเรียนใหม่ๆเล่นเอาหลงทิศหลงทางอยู่ตั้งนาน ฮ่าๆ

 

Description :

แอปพลิเคชันสำหรับนักศึกษา บุคลากร และผู้เยี่ยมชมในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Feature :

– ระบบค้นหาคณะ อาคาร และสถานที่ต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

– ระบบ GPS ระบุตำแหน่งผู้ใช้งานภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

– ระบบเข็มทิศชี้ทิศทางของผู้ใช้งานเวลาเคลื่อนที่

– ระบบสัมผัสตึกเพื่อดูรายละเอียดของอาคาร

รายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลด itunes.apple.com/th/app/cmu-3d-map

ผ้าเช็ดตัวกับผ้าเช็ดตีน

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งตอนที่เรียนปีหนึ่ง ผมพักหอพักห้องเดียวกับเพื่อนที่จบโรงเรียนเดียวกันมาอีกสองคน สนิทกันมาตั้งแต่ม1. เพราะเรียนห้องเดียวกันจนจบม.ต้น ผ้าเช็ดตัวที่ผมใช้อยู่เป็นผ้าเช็ดตัวสีชมพู เพราะเหตุใดไม่ทราบได้ ผ้าเช็ดตัวที่ผมใช้ เมื่อใช้ไปสักพักก็มักจะมีรอยเขียวๆ น้ำเงินๆ ขึ้นมาเป็นดวงๆ พูดง่ายๆก็คือเชื้อราขึ้นนั่นเอง จะว่าผมตากผ้าเช็ดตัวไม่แห้งรึก็เปล่า ของเพื่อนๆในห้องทั้งสองคนก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ผมทนใช้อยู่อย่างงั้น เพื่อนรูมเมททั้งสองก็มักจะค่อนแคะ แซว กระแนะกระแน ผมทุกครั้งที่เห็นผมเอาผ้าเช็ดตัวผืนนั้นมาใช้

“เฮ้ย นี่มันผ้าเช็ดตัวหรือผ้าเช็คตีนวะเนี่ย”
“นี่คิงยังจะใจ้อยู่กาผ้าผืนนี้ เดวเชื้อรามันจะติดผิวหนังคิงนาโว้ย”
“ผ้าผืนนี่น่ะ เอาแป๋งผ้าเจ็ดตี๋นเหียเต๊อะคิง”
“สกปรกง่าว”
…………….
และอีกสารพัดที่คำพูดที่สองรูมเมทช่างสรรหามาใช้แซวผมทุกครั้งที่เห็นผ้าเช็คตัวผืนนั้น

ผมเองตอนแรกไม่สนใจ นานๆไป ผ้าผืนนั้นก็เหมือนผ้าเช็ดเท้าอย่างที่เพื่อนมันแซวเข้าไปทุกๆที เชื้อราแพร่กระจายกว้างขึ้นเรื่องยๆ เป็นดวงด่างทั่วผืน สีชมพูอ่อนๆที่เคยสวยงามตอนนี้กลายเป็นสีออกดำๆด่างๆ น่าสยองยิ่งนัก

“เฮ้ย เอาแป๋งผ้าเจ็ดตีนเต๊อะ เจื่อฮา”
เพื่อนมันหยิบผ้าเช็ดตัวผมขึ้นมาดู ผมนอนอยู่บนเตียงชั้นสองมองลงมา และก็คิดได้ว่ามันถึงเวลาที่ควรจะเปลี่ยนได้แล้ว
              “อืือ เอาเลย”
เมื่อจบคำพูดของผม ผ้าที่อยู่ในมือเพื่อนก็ร่วงลงสู่พื้นห้อง เปลี่ยนสภาพจากผ้าที่ใช้เช็ดตัว การเป็นผ้าขี้ริ้วที่เอาไว้เช็ดพื้นห้องและเช็ดเท้าไปในทันที แอบอาลัยอยู่หน่อยๆ แต่มันก็สกปรกอย่างที่เพื่อนมันว่าจริงๆ

“มีผ้าเจ็ดตี๋นใจ้แล้วบ่ะ ห้องนี้”
เพื่อนทั้งสองคนดีใจที่ห้องนี้มีผ้าไว้ทำความสะอาดพื้นห้อง มีผ้าเช็ดเท้าใช้ น้ำเสียงของทั้งสองคนเหมือนกับว่าทำภารกิจอะไรสักอย่างสำเร็จ ผมเองติดใจว่าที่ผ่านๆ ตกลงรูมเมททั้งสองมันปรารถนาดีกับสุขภาพเพื่อนร่วมห้อง หรือจริงๆแล้วมันทั้งทั้งสองแค่อยากได้ผ้าเช็ดเท้าใช้กันแน่

น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่านะ ผมว่า

เผลอแป๊บเดียว

วันประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย

เฮ้ย กูสอบติดแล้วโว้ยๆๆๆๆๆๆๆๆ ดีใจๆๆๆๆ
…………………………………….
ก่อนเปิดเทอม

วันนี้ต้องขนของเข้าหอแล้ว ตื่นเต้นชะมัดเลย กับชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อนใหม่ สังคมใหม่
…………………………………….

เปิดเทอมวันแรก

ตื่นเต้นจังจะได้เรียนคาบแรก กับการเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

โลกของชีวิตในมหาวิทยาลัยที่จะต้องฝึกฝนตนเอง หาวิชาความรู้ มีกิจกรรมมากมายให้ทำ มีประสบการณ์ชีวิตหลากหลายมากมายให้เราได้เรียนรู้ ตื่นเต้น ตื่นเต้น
……………………………………

เผลอแป๊บเดียว

สี่ปีผ่านไปแล้ว

นั่งเก็บของใส่กล่องคนเดียวในหอพัก พรุ่งนี้ที่บ้านจะเอารถมารับ ขนของกลับไปอยู่บ้าน รูมเมทเพื่อนรักขนของกลับไปกันหมดแล้ว

วันนี้ต้องนอนคนเดียวกับคืนสุดท้ายของการอยู่หอพักนักศึกษา และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย

นอนๆนั่งๆนึกๆไป ยังไม่อยากเรียนจบเลย
คงจะคิดถึงเพื่อนๆ แล้วก็ต้องออกไปต่อสู้กับชีวิต หางานทำ และเริ่มชีวิตการทำงาน เฮ้อ

มองย้อนกลับ เวลามันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียจริง ยังมีหลายๆสิ่งที่เคยคิดว่าเข้ามาเรียนแล้วอยากจะทำแต่ก็ยังไม่ได้ทำ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะรีบทำเสียก่อนที่จะไม่มีโอกาส บางครั้งก็มัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง บางครั้งก็มัวแต่เพลินกับการทำอย่างอื่น บางสิ่งบางอย่างก็เลยลืมทำไป

หอพักตอนนี้ก็ช่างเงียบเสียจริง น้องๆที่สอบเสร็จ เพื่อนๆที่เรียนจบก็กลับบ้านกันไปหมดแล้ว

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้

……………………………………..
เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตื่นมาก็ใกล้เวลาที่ที่บ้านจะเอารถมารับแล้ว ค่อยๆขนข้าวของลงไปรอที่หน้าหอ ทีละกล่องสองกล่อง

ชุดสุดท้ายก่อนจะปิดห้องและเอากุญแจไปคืนทางหอพัก

ผมวางกล่องไว้ที่หน้าห้อง gดินกลับเข้าไปดูห้องที่ว่างเปล่าอีกครั้ง ยังจำวันแรกที่เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ เผลอแป๊บเดียว แป๊บเดียวจริงๆ

ไปละนะ เดี๋ยวก็คงมีน้องๆเข้ามาพักต่อเทอมหน้า
………………………………………

นั่งกระบะหลังรถ รถที่ค่อยๆเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยไปทีละนิดๆ เราคงจะคิดถึงที่นี่มากๆ ความรู้สึกแปลกๆที่ว่าทั้งๆที่กำลังจะกลับบ้าน แต่กลับมีความรู้สึกว่า เรากำลังจากบ้านไปต่างหาก

วิวทิวทัศน์ที่คุ้นเคย กำลังค่อยๆลับสายตาไป
………………………………………

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งช่วงใกล้ๆเรียนจบ ทั้งของตัวเอง และการได้คุยกับเพื่อนๆ มักจะมีประโยคคล้ายๆกันหลุดออกมาว่า
“เสียดายที่ไม่ได้ทำ”
“ยังไม่อยากจบเลย ยังมีอีกตั้งหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ทำ”
“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะ……”

เวลามันมันผ่านไปแล้ว ย้อนเวลากลับมาไม่ได้

แต่กับน้องๆที่กำลังจะเข้าเรียน กำลังเรียนอยู่ น้องๆยังมีโอกาส ที่จะไม่ต้องพูดว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้”

ก็อยากให้น้องๆใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า ให้มีมิติที่หลากหลาย ทั้งเรื่องสังคม การศึกษาเล่าเรียน การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง เหมือนประโยคเดิมๆที่มักจะวนเวียนมาให้ได้ยิน

เคยมีการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า “มหาวิทยาลัยเป็นสวรรค์ที่อยู่ระหว่างนรกของการสอบเข้าและนรกของการทำงาน”

ช่วงเวลาดีๆมักจะทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

แล้วมันก็ เผลอแป๊บเดียวจริงๆ

……………………………………

จากใจ เจ้าของบล็อก

บทความนี้เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านพ้นช่วงเวลาใกล้เรียนจบ ที่มักจะเกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้น ก็คือใจหนึ่งอาลัยอาวรณ์ชีวิตนักศึกษา ชีวิตในมหาวิทยาลัย คิดถึงเพื่อนๆ กับอีกความรู้สึกหนึ่งที่ดีใจที่จะได้เรียนจบแล้วก็ไปประกอบอาชีพหางานทำ มีรายได้ เพื่อที่จะได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

ความรู้สึกนี้มักจะตามมาด้วยการรำลึกความหลังต่างๆ โดยเฉพาะเวลานั่งคุยกับเพื่อนๆ ช่วงใกล้เรียนจบ แล้วก็มักจะมีคนพูดขึ้นมาว่า
“เสียดายจัง ยังมีอีกตั้งหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ”

มักจะมีเรื่องราวแบบนี้เวียนวนกันไปซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า รุ่นสู่รุ่น ทั้งๆที่ก่อนจะเข้ามาเรียนก็มีรุ่นพี่พูดให้ฟังแล้วว่า เวลาของชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นผ่านไปเร็ว ให้ใช้เวลาและชีวิตในมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่าที่สุด

อยากให้รุ่นน้องที่กำลังเรียนอยู่ หรือ น้องๆที่กำลังจะเข้าเรียนศึกษาต่อได้มาอ่านบทความนี้ แล้วใช้เวลาในมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่าที่สุด จะได้ไม่ต้องมานึกย้อนหลัง แล้วเสียดายโอกาสในชีวิตหลายๆอย่าง เพราะกว่าจะรู้ตัวบางทีมันก็ เผลอแป๊บเดียว จะเรียนจบแล้ว
เผลอแป๊บเดียวจริงๆ
……………………………………..

น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ REAL

เรื่องราวของรุ่นน้องจอมแสบคนหนึ่ง ที่ผมเจอมากับตัวเอง

ตอนนั้นผมเองได้ขึ้นปี2 เป็นรุ่นพี่เต็มตัว มีหน้าที่ดูแลเทคแคร์และให้คำแนะนำรุ่นน้องที่เข้ามาเป็นน้องใหม่เฟรชี่ปี1ต่อจากเรา
ตามประสารุ่นพี่หมาดๆ บวกกับเห่อน้องๆ เราเองก็ไฟแรงเต็มที่ มีกิจกรรมอะไรก็เข้าร่วมกับเพื่อนๆร่วมชั้นปีมิได้ขาดเพื่อต้อนรับรุ่นน้อง และผมก็ได้รู้จักกับน้องคนนั้น ขอใช้นามสมมุติว่า น้องตวย ก็แล้วกันครับ

ตวยเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอมเก้งก้าง ผิวดำคล้ำ น่าตาดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ แต่พอเค้าเข้ามาคุยกับพี่ๆแล้วดูเป็นรุ่นน้องที่พูดดีและดูมีสัมมาคารวะกับรุ่นพี่มาก ตวยมักจะได้เจอกับผมบ่อยเวลารุ่นน้องปี1มีกิจกรรมต่างๆ เช่นเข้าเชียร์ มาซ้อมกิจกรรมแสดงวันขึ้นดอย เค้ามักจะเข้ามาถามนั่น ถามนี่ผมอยู่เสมอ

ตวยมักจะพูดกับผมและรุ่นพี่คนอื่นๆว่าเค้ามีชีวิตค่อนข้างลำบากและยากจน จนเราทุกคนสงสารและเห็นใจเค้า รุ่นพี่ที่อยู่หอเดียวกับเค้าเลยให้ความช่วยเหลือตวยหลายๆอย่าง ตามประสาพี่ๆน้องๆ

หลายๆครั้งตวยก็ร่วมดื่มกับรุ่นพี่ตามประสารุ่นน้องเจ้าสำราญ ตอนมีอาการเมาตวยดูเหมือนคนกร้านโลกมากกว่าที่จะเป็นเด็กอ่อนน้อมแบบที่เราเคยชินในยามปรกติ ท่าทางในการนั่งดื่ม วาจาที่พูดออกมา แววตา สูบบุหรี่จัด ดูเหมือนเป็นคนละคนกับรุ่นน้องที่เรารู้จัก บางทีก็แอบหลุดๆพูดจาตีเสมอกับรุ่นพี่อย่างกับเป็นรุ่นเดียวกัน แต่นั่นเราก็คิดเอาว่า อาจจะเพราะว่าความเมา บวกกับความจริงแล้วถ้านับอายุกัน ตวยอาจจะมีอายุมากกว่ารุ่นพี่ปี2หรือปี3บางคนด้วยซ้ำไป

ผมเองก็ไม่ได้สนิทกับตวยมากนอกจากทักทายกันบ้างเวลาเจอกัน แต่เพื่อนผมที่เป็นรุ่นพี่วิชาเอกเดียวกับตวยมักจะเล่าให้ฟังว่าไม่ถูกชะตากับน้องคนนี้เอาซะเลย

“คิงกึ๊ดนักไปคนเดวก้า”
“คนอย่างอี้นา ฮามองออกเว้ย มันไม่ใช่คนดีอย่างที่มันแสดงออกมาหรอก” เพื่อนผมบอก
“ก่อยๆผ่อไปดีกว่า จะไปตัดสินอะหยังตอนนี้เลย ผ่อไปเมินๆ”

ถึงแม้ว่าในใจผมเองก็แอบคิดว่ารุ่นน้องคนนี้ มีอะไรแปลกๆ ทะแม่งๆในใจ แต่ใจนึงก็ชอบที่มันเป็นคนดูมีสัมมาคารวะดี และก็ไม่อยากใช้อคติตัดสินคน เลยยังไม่เชื่อที่เพื่อนเตือนไว้

มีอยู่วันหนึ่งขณะที่กำลังจะเดินไปหน้าห้องประชุมที่น้องๆกำลังซ้อมเชียร์กันอยู่เพื่อไปดูน้องเตรียมพร้อมการเชียร์สำหรับแสดงวันขึ้นดอย ขณะกำลังเดินขึ้นบันไดไป จะถึงหน้าห้องเชียร์ ตวยวิ่งออกมามีอาการเหมือนคนจะอ้วก ร้องโอ้กอ้าก ชะโงกหน้าออกไปทางระเบียงด้านหน้าประห้องประชุม ผมเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง ไปช่วยลูลหลัง เอาน้ำมาให้ดื่ม

“ตวย เป็นอะไรวะ”
ไม่รู้เหมือนพี่ มันมึนๆเมาๆเหมือนอยากจะอ้วก แต่ก็อ้วกไม่ออก มวนๆท้อง”
“แกไปกินอะไรมารึเปล่า”
……….. บทสนทนาเต็มไปด้วยคำถามที่ผมพยายามถามอาการและหาสาเหตุของอาการ แต่ก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด

“เฮ้ย เอาน้องไปส่งหอเถอะ ให้มันไปพัก เดี๋ยวเราไปส่งน้องมันเอง”

เพื่อนผมที่เป็นรุ่นพี่วิชาเอกเดียวกับน้องตวยก็ออกมาดู เห็นน้องตวยนั่งพักอยู่ตรงม้านั่งหน้าห้องเชียร์ แล้วก็พูดกับผมว่า
“ให้มันนั่งอยู่นี่แหละ เลิกห้องเชียร์ให้มันกลับพร้อมเพื่อนๆ”
“มันจะเกินไปหน่อยมั๊ง ไม่เห้นเหรอว่ามันไม่สบาย”
ผมเถียงกับเพื่อนอยู่นาน และผมบอกว่าจะพามันไปหาหมอก่อนก่อนกลับหอด้วย จนสุดท้ายเพื่อนผมลากผมไปคุยตัวต่อตัว ไกลจากจุดที่ตวยนั่งซึม ทำหน้าตาอิดโรย แล้วก็ลากผมเข้าไปคุยตรงมุมบันไดที่ลับสายตาน้องตวย
“มึงดูไม่ออกเหรอเหรอว่ามันแกล้งทำน่ะ”
“หา มึงเอาอะไรมาพูดวะ”
“มึงไม่รู้หรอกว่าไอ้น้องคนนี้น่ะ จริงๆแล้วมันเป็นคนยังไง มันไม่ใช่คนแบบที่มันทำให้เราเห็นหรอกนะ”
“มึงอคติกับมันอ่ะดิ”
“กูไม่ได้อคติ เรื่องมันมีเยอะกว่าที่มึงรู้ แต่ไว้เดี๋ยวเลิกเชียร์ก่อน กูจะเล่าให้มึงฟัง”

หลังเลิกเชียร์ ส่งน้องๆกลับหอกันหมด เพื่อนคนนั้นก็มาเล่าให้ฟังตวยไม่ได้เป็นใสซื่อแบบที่เราเห็น แถมยังเป็นคนฉลาดแกมโกงเสียด้วย ตวยมักไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับกิจกรรมใดๆอย่างที่รับปากไว้อย่างจริงจัง ที่เค้าแสดงทำเป็นป่วยแบบนี้ก็เ่ืพื่อจะได้หนีกลับไปนอนหอก่อนเพื่อนๆ ผมเองพอเพื่อนเตือนถึงได้นึกขึ้นได้ว่าถึงตวยจะทำเหมือนจะอ้วกร้องโอ้กๆอ้ากๆ แต่ไม่ได้มีสีหน้าที่ซีดเซียวหรืออาการอย่างอื่นเลย มันก็น่าสงสัย แต่ก็ยังคิดว่าเพื่อนอคติกับน้องอยู่ดี เพื่อนจึงเล่าต่อไปว่า ตวยเที่ยวไปบอกกับคนโน้นคนนี้ว่าจน เสื้อผ้าชุดนักศึกษามีใส่แค่ชุดเดียว รองเท้าก็ขาดวันหนึ่งท่านคณบดีคณะรู้เข้า เกิดสงสารเลยให้เงินไปไว้ซื้อชุดน้องศึกษา

“แต่มึงดูมันแต่งตัวสิ กางเกงนักศึกษาขาบาน สีน้ำเงินไม่ใช่กรมท่า ร้องเท้าคอนเวิสเนี่ยนะ คณบดีเค้าให้มันเอาเงินไปซื้อชุดนักศึกษา มันก็น่าจะซื้อให้ถูกระเบียบมาใส่สิ”

ผมเองก็เพิ่งสังเกตว่าน้องตวยแต่งตัวอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆ

“จริงๆพวกเมเจอร์กูก็ให้ชุดนักศึกษาให้มันไปใช้ตั้งหลายชุด แต่ไม่เคยเห็นมันใส่เลย รองเท้าที่ให้ไปก็เป็นรองเท้าหนังสีดำถูกระเบียบมันก็ไม่ใส่”

“ตอนรับน้องเมเจอร์อีกนะ ฯลฯ”
เพื่อนสาธยายวีรกรรมน่าสงสัยของน้องคนนี้ออกมาให้ผมทราบอีกมากมาย หลายครั้งก็แอบหลุดพูดจาปีนเกลียวรุ่นพี่ ต่างจากภาพลักษณ์เด็กอ่อนน้อมที่เค้าแสดงออกมาให้เราเห็น

ผมรู้ดังนั้นก็ได้แต่ระวังเอาไว้ แค่ไม่ไปยุ่ง หรือหลงกลอะไรแกอีกก็พอ

แต่แล้วก็มีกิจกรรมที่ผมต้องไปหาน้องผู้ชายมา9คนมาเป็นลีดเดอร์เอนเตอร์เทนในวันสปอร์ตเดย์ เนื่องจากคณะผมผู้ชายมีน้อย เลยต้องดึงน้องตวยมาร่วมด้วย

ก่อนจะเริ่มซ้อมกัน ผมได้ขอคำยืนยันน้องๆทั้ง9คนว่า ทุกคนต้องมาร่วมซ้อมและต้องอยู่แสดงในวันสปอร์ตเดย์ได้ ทุกๆคนรวมถึงน้องตวยก็ตกปากรับคำเป็นอย่างดี

การซ้อมการทำกิจกรรมก็เป็นได้ด้วยดี และทุกๆคืนหลังจากซ้อมเสร็จผมก็จะย้ำกับน้องทั้ง9คนที่มาซ้อมว่า
“อย่าทิ้งหน้าที่นี้กลางคันนะ อยู่ด้วยกันจนถึงสปอร์ตเดย์นะครับน้องๆ” ซึ่งทุกคนก็รับปากหนักแน่น

จนเมื่อสปอร์ตเดย์ใกล้เข้ามา น้องตวยก็เดินมาบอกว่าอาจจะไม่ได้อยู่ร่วมวันสปอร์ตเดย์และขอถอนตัว ฮ่วย

“ตวย ไหนรับปากพี่ไว้แล้วไง”
“มันจำเป็นจริงๆพี่”
“เราจะไปไหน”
“ไปทำธุระครับ”
“ธุระอะไร”
ผมถามน้องตวยอยู่นาน ก็ไม่ได้ใจความว่าเค้าไปจะไปไหน ไปทำอะไรในวันสปอร์ตเดย์ รู้แต่ว่าเป็นธุระสำคัญ
“ตามใจมึง”
ผมพยายามระงับความโกรธและพยายามคิดว่ามันอาจจะจำเป็นจริงๆก็ได้ แต่อีกใจนึกก็คิดว่า ที่มันสมัครใจมาซ้อมลีเดอร์เอนเตอร์เทนก็เพื่อหลบห้องเชียร์ และนี่มันก็จะหลบไม่ร่วมงานสปอร์ตเดย์อีก หลบไปได้อีกต่อนึง โดยที่ไม่คิดถึงเพื่อนๆอีก8คนที่เหลือ และผมที่ต้องรีบหาคนมาแทนและช่วยกันซ้อมท่าเต้นให้คนใหม่ที่มาแทนน้องตวย โชคดีที่น้องคนที่มาแทนนั้นนั่งดูอยู่ในห้องเชียร์ทุกๆวันก็เลยจำท่าได้เร็ว เป็นอันรอดตัวไปสำหรับปัญหาที่น้องตวยทิ้งไว้ให้ ซึ่งก็เป็นดังที่เพื่อนๆเคยเตือนไว้ว่าน้องคนนี้มันหลบนู่นหลบนี่อยู่ตลอด เราได้ประสพพบเจอกับตัวเองแล้ว ซึ้ง…

หลังจากผ่านพ้นงานสปอร์ตเดย์ ผมก็ไม่ค่อยได้เจอน้องตวยเท่าไหร่นัก แต่แอบเห็นว่าเดี๋ยวนี้มีมอเตอร์ไซด์มาขี่ไปเรียนหนังสือ เห็นเพื่อนๆน้องตวยเค้าบอกว่าตวยไปซื้อมือสองมาใช้

“มันแต่งรถประหลาดๆเนาะ” ผมคิดในใจ มันเหมือนเอาสีสเปร์ยมาพ่นๆให้มันเลอะๆมากกว่าที่จะดูสวย

เรื่องราวของน้องตวยยังมีมากระทบหูอยู่เป็นระยะๆ ทั้งเรื่องไม่ไปเรียน ไม่ช่วยเพื่อนทำงานกลุ่ม จนไปถึงน้องตวยมีพฤติกรรมน่าสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติด

ผมไม่สนแล้วครับ และก็พยายามไม่ยุ่งไม่สมาคมด้วยแล้ว ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า ชีวิตใครก็ชีวิตมัน

จนเรื่องสุดท้ายที่ผมรู้เกี่ยวกับน้องตวยก็คือ น้องตวยถูกตำรวจจับข้อหาลักทรัพย์และถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยเสียแล้ว
“มันไปขโมยอะไรเหรอ” ผมถามรุ่นน้องคนที่มาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
“พี่จำรถมอไซค์คันทีมันขี่ได้ไหมคะ”
“อืมม”
“นั่นแหละ มันไปขโมยมา”
“หา ลักรถเลยเหรอ”
“อืมม แล้วลักรถใครก็ไม่ลักดันลักคนที่อยู่หอเดียวกับมันนั่นแหละ มันหักคอรถ ต่อสายตรง เอาไปให้ช่างเปลี่ยนกุญแจ แล้วก็พ่นสีรถแปลกๆแบบที่เราเห็นให้เค้าจำไม่ได้ แต่เจ้าของรถเค้าจำรถตัวเองได้น่ะสิ เค้าแอบดูอยู่นานจนมั่นใจว่าเป็นรถของเค้าแน่ๆ เพราะเค้าจำตำหนิรถบางจุดได้ แล้วก็เอาเลขเครื่องยนต์มาเช็ค พอมั่นใจว่าใช่รถเค้าแน่ๆ เลยเอาหลักฐานไปแจ้งตำรวจมาจับ แล้วไอ้เจ้าของรถน่ะ ก็รุ่นพี่ที่เป็นพี่คณะมันนั่นแหละ พี่รหัสน้องเอง”
“ฮ่วย มันบังเอิญขนาดนี้เลยเรอะ”

กล้ามากเลยครับ ทำอะไรแบบนี้ คงคิดว่าที่ๆอันตรายที่สุด คือที่ๆปลอดภัยที่สุดล่ะมั๊ง แต่สุภาษิตน่ะมันใช้ไม่ได้ผลทุกกรณีหรอกนะ

แสบจริงๆรุ่นน้องคนนี้