NoNotaro129

เรื่องราวเรื่อยเปื่อยของชายคนหนึ่ง

หนังสือ ต๊อบ Story, หนังจบอารมณ์ไม่จบ


หนังจากที่ไปดูหนังเรื่อง Top secret วัยรุ่นพันล้าน มา มีหลายๆเรื่องที่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นของตัวผมเอง ที่อยากรู้ในหลายๆเรื่องนอกเหนือไปจากที่มีในหนัง และคิดว่าอีกหน่อยคงมีเหนังสือที่รวบรวมบทสัมภาทย์หรือเรื่องราวชีวิตจริงของ “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” ออกมาแน่นอน เพราะหนังประสบความสำเร็จมากทั้งเรื่องของรายได้และเรื่องของคุณค่าของหนังที่มีต่อผู้ชม ที่ช่วยจุดประกาย จุดไฟให้กับคนที่ได้ดู ให้พอจะมีลูกฮึดขึ้นมาสู้กับอะไรๆได้อีกสักเฮือกนึง

อ่านจบ หลายๆสิ่งที่ผมสงสัยและคาใจอยู่ก็ได้รับคำตอบ และในหนังสือก็มีรายละเอียดมากกว่าในหนัง ได้อามรณ์และรสชาติที่แตกต่างออกไป แต่ที่เหมือนๆกันก็คือเรื่องที่คุณต๊อบมักจะย้ำไว้เสมอไม่ว่าจะออกสื่อไหน ในหนัง ในหนังสือ ในรายการทีวี ก็คือ “อย่ายอมแพ้”

ส่วนที่ผมติดใจจากในหนังอันนึงก็คือเรื่องของ “ลุงเทือง” ที่ตอนแรกคิดว่าเป็นตัวละครที่บทหนังเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้หนังมีสีสัน แต่จริงๆแล้ว ลุงเทืองมีตัวตนอยู่จริงๆ และก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตของ “เถ้าแก่น้อย” ดำเนินมาได้จนถึงวันนี้ และในอีกหลายๆเรื่อง ผมก็ได้คำตอบในข้อสงสัยแล้ว เช่น เกมที่ทำเงินให้คุณต๊อบเยอะๆในตอนนั้น ก็คือเกม Ever Quest  หาใช่ Ranarok อย่างที่คิดไว้ตอนแรก (ในหนังสือเขียนชื่อเกมนี้เป็นภาษาไทยว่า “เอเวอร์เพลส” น่าจะเขียนผิด ตอนนี้เกมนี้มีมา 13 ปีแล้ว และเกมนี้ยังคงเปิดให้บริการอยู่มาจนถึงปัจจุบัน)

หนังสือมีเนื้อหาน่าติดตามและเรียบเรียงลำดับหตุการณ์ไว้ดีครับ อ่านได้ไม่เบื่อ อ่านแล้วรู้สึกอยากอ่านต่อไปเรื่อยๆจนจบ

ถ้าใครกำลังคิดว่าดูหนังแล้วมาอ่านหนังสือจะมีอะไร อยากจะบอกว่ามีรายละเอียดต่างๆเพิ่มเข้ามาเยอะอยู่เหมือนกัน ถ้าสนใจอยากรู้ในเรื่องของรายละเอียดต่างๆที่นอกเหนือไปจากในหนังและตัดในส่วนของความเป็นหนังที่ต้องเพิ่มเติมความดราม่าเข้าไปแล้ว คิดว่าซื้อไปอ่านไม่เสียดายเงินแน่นอน แต่ถ้าแค่ต้องการในส่วนของไอเดียหลักๆ ถ้าเทียบกับเนื้อหาของหนังแล้ว ก็ไม่ค่อยมีอะไรต่างกันมากนัก ถ้าซื้อไปแล้วจะถูกใจหรือเสียดายเงินก็คงต้องแล้วแต่ความรู้สึกของแต่ละคนแล้วครับ

ถ้าในความเห็นในส่วนตัวของคนที่ชอบอ่านหนังสือที่เป็นเรื่องราวประวัติชีวิตของบุคคลที่ประสบความสำเร็จแล้วล่ะก็ หนังสือเล่มนี้ผมชอบมากและคุ้มค่าที่ซื้อมาอ่านจริงๆ

บล็อกนี้แสดงให้เห็นถึงประโยคที่ว่า “หนังจบ อารมณ์ไม่จบ” ได้เป็นอย่างดีนะครับเนี่ย ^_^

หนังสือ Fail ผมให้ Win


ไปเดินเล่นร้านหนังสือแล้ว เห็นหนังสือปกเหลืองๆมาแต่ไกลก็นึกว่าเป็นหนังสืออะไร พอเดินเข้าไปดูก็ อ๋อ หนังสือ รวม Fail จากเว็บดัง Fail.in.th นี่เอง

คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรมากเพราะคิดว่าทุกคนในนี้คงได้ผ่านหูผ่านตาผลงานของเว็บ Fail กันมาบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย รูปหลายๆรูปฮาๆจากเว็บนี้ได้ถูกแชร์ ถูกส่งต่อกันมากมาย สร้างความฮาความขำกันมามากนัก

หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวม Fail ที่คัดสรรมาแล้วว่าเป็น “สุดยอด” ของทั้งหมดที่ถูกเผยแพร่ลงในเว็บ Fail.in.th ตลอดสองปีที่ผ่านมา จึงรับประกันความฮาได้ จากที่อ่านจนใกล้จะจบแล้วก็รู้สึกว่า คุ้มดี สีทั้งเล่ม 259 บาท เคยคิดไว้ว่าถ้ามีรวมเล่มจากเว็บ Fail ออกขายจะซื้อเก็บไว้ เพราะยังชอบและคิดว่าการได้อ่านอะไรจากหนังสือที่เป็นกระดาษ เป็นเล่มๆ มันยังได้อารมณ์กว่าการอ่านหรือดูจากหน้าจอ แต่ถ้าใครไม่อยากเสียตังค์ เนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้อยู่ใน Fail.in.th ตามดูกันได้ตามปรกติ และยังมีที่ไม่ได้ถูกตีพิมพ์ไว้ในนี้อีกเยอะ

หนังสือที่มีแต่รูปแบบนี้ตอนแรกนึกว่าจะอ่านจบถายในเวลาแป๊บเดียว แต่พอเอาจริงๆแล้ว อ่านได้นานเหมือนกันนะครับ เพราะไม่ได้คัดมาแต่เฟลเท่านั้น แต่ยังคัดเอาความคิดเห็นต่อเฟลนั้นๆที่เป็นคอมเมนต์ฮาๆมาเสริมเข้าไปด้วย บางเฟลตัวมันเองไม่เท่าไหร่ครับ แต่คนที่มาเมนต์นี่สิ ฮากว่า

จากคำนำที่เขียนว่า เป็นหนังสือที่การคัดเนื้อและตรวจทานเต็มไปด้วยความฮา ก็น่าจะจริงตามนั้นครับ ตอนเปิดๆดูอยู่นี่เดาอารมณ์คนทำหนังสือได้เลย ^_^

ถ้ามีเล่มสองออกมาอีก ก็คงจะอุดหนุนกันอีกแน่นอนครับ

Onward ถอยไปข้างหน้า ในที่สุดก็อ่านจบ


อ่านจบแล้วครับ หนังสือ Onward หรือที่มีชื่อไทยว่า ถอยไปข้างหน้า หนังสือที่เล่าเรื่องราวช่วงเวลาหนึ่งของกิจการกาแฟ Starbucks ที่ประสบปัญหารอบด้าน การเงินย่ำ่แย่ ภาพลักษณ์ของบริษัทที่ลดระดับต่ำลง หุ้นตก ยอดขายเตี้ย แต่ท้ายสุดแล้วสามารถต่อสู้และแก้ไขวิกฤตจนสามารถกลับมาเป็นแบรนด์กาแฟระดับสูงที่ผู้คนรู้จักไปทั่วโลก มีความมั่นคงและตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้น

สาเหตุที่ผมตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านก็ตามที่เขียนไว้ในบทความหนังสือ Starbucks กับคูปองซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง(ที่หมดเขตไปแล้ว)ตอนที่เขียนบทความยังอ่านไม่จบและคิดไว้ว่าถ้าอ่านจบแล้วจะเขียนถึงอีกที ตอนนี้อ่านจบแล้วก็ได้เวลาเล่าสู่กันฟัง อยากจะบอกว่าเป้นหนังสือที่อ่านสนุกและไม่เสียดายตังค์ซื้อเล่มหนึ่งเลยทีเดียว เป็นหนังสือที่น่าจะเป็นประโยชน์กับ คนที่กำลังทำธุรกิจ อยากจะทำธุรกิจ คนที่มีร้านกาแฟ อยากเปิดร้านกาแฟ และ คนที่น่าจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างมากก็คือคนที่อยากทำงานหรือกำลังทำงานอยู่ที่Starbucksนั่นเอง และบุคคลที่ควรอ่านที่สุดก็คือบรรดากิจการคู่แข่งของสตาร์บัคส์เองนั่นแหละ ฮ่าๆๆๆ

ส่วนที่น่าสนใจมากๆของเรื่องราวก็คือแนวทางการแก้ไขวิกฤติของ โฮวาร์ด ชูลท์ส CEO ของสตาร์บัคส์ที่แตกต่างไปจากแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างที่มันควรจะเป็นตามหลักทางการเงิน ผู้เชียวชาญทางการเงินหลายๆท่านได้ตั้งข้อสงสัยและไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายแล้ว Starbucks ก็สามารถกลับมาได้และมีหยุดยืนทางธุรกิจที่ชัดเจนและมั่นคงกว่าเดิม

Continue reading

เกาะดมชมโตเกียว ฮิกาซีน สเปเชี่ยล

ไปเดินเล่นๆที่ B2S หาอะไรอ่าน สะดุดตากับหนังสือเล่มนี้เข้า เปิดๆดูก็น่าสนใจดีครับ เลยซื้อมาอ่านซะเลย
เหตุผลที่ผมตกลงปลงใจเสียตังค์ซื้อหนังสือเล่มนี้มีหลายเหตุผลมาประจวบเหมาะกันพอดี
1.เป็นหนังสือเที่ยวญี่ปุ่นที่เป็นแนวเดียวกับที่อยากอ่านมานานแล้ว รูปแบบการนำเสนอน่าติดตามน่าสนใจดี รูปเพียบ
2.มีมุขแทรกตลอกเวลา ฮาๆดี
3.ชอบผลงานของพี่โน้ส เลยอยากรู้ว่าแกไปที่ญี่ปุ่นไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
4.สถานที่ๆไปอยู่ในความสนใจของเรา

ซื้อมาก็ไม่ผิดหวังครับ ถึงแม้ว่ามุขจะแป้กเยอะเหมือนกัน ประมาณว่านี่มันมุขเฮียอะไรเนี่ย แต่เป็นหนังสือที่ทำให้ผมต้องอ่านแบบรวดเดียวจบ วางไม่ลงเลยทีเดียว คุ้มราคา หน้าสีเพียบทีเดียว
สำนวนภาษาเขียนที่เป็นกันเอง อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวกับพวกเค้าเลย เห็นบอกว่าจะมีเล่ม2ด้วย รออ่านแน่นอนครับแบบนี้ ออกเร็วๆนะเล่ม2
สถานที่ที่แนะนำแต่ละที่นั้นต่างจากหนังสือนำเที่ยวเล่มอื่นๆอยู่เยอะเหมือนกัน ปรกติเค้าจะไปชมธรรมชาติ ชมวัด ไปน้ำพุร้อนกัน
แต่นี่จะวนๆอยู่ในโตเกียว ไปกินซะเยอะ ร้านอาหารไปร้านขายของ ร้านของเล่น สวนสาธารณะที่มีคนมาขายงานศิลปะ และที่ที่ขายของแนวทะลึ่งๆ ร้านเสื้อผ้า อะไรแบบนี้

Continue reading

เด็กชายหอยนางรมตีพิมพ์ใหม่แล้ว

ยาวนานเหลือเกิน กับหนังสือเล่มนี้ ที่กว่าจะได้มาครอบครองเวลาก็ผ่านมาเป็นสิบปี

ตอนแรกก็คิดว่าไม่ถึงหรอกนะครับ แต่พออ่านจากบทบรรณาธิการแล้วถึงได้รู้ว่าหนังสือรวมเรื่องสั้นเด็กชายหอยนางรมตีพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกเมื่อปี 2544 และเมื่อมาถึงตอนนี้ก็2554 สิบปีแล้วจริงๆด้วย

รู้จักหนังสือเล่มนี้จากการได้อ่านคอลัมน์ของคุณ ‘ปราย พันแสง ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ อ่านแล้วก็เกิดสนใจหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาทันที เพราะเป็นผลงานเขียนหนังสือของ ทิมเบอร์ตัน ผู้กับและศิลปินที่ผมชื่นชอบผลงานของเค้าอยู่

ณ ตอนนั้นจะซื้อๆก็มีเหตุทำให้แคล้วคลาดกันเรื่อยมา เคยได้อ่านก็เพราะเช่ามาจากร้านหนังสือเช่า จะซื้อๆ ก็ลืมมั่ง ไม่มีเงินมั่ง จนเวลาผ่านไป


ตอนเขียนบทความ Tim Burton ทิมเบอร์ตัน กับเด็กชายหอยนางรมไว้เมื่อปีที่แล้ว เกิดนึกขึ้นได้และอยากได้มาเป็นเจ้าของ ตระเวณหาตามร้านขายหนังสือเก่าและเว็บไซต์สั่งหนังสือเว็บแล้วเว็บเล่าก็ไม่เจอ จนวันหนึ่งมีข่าวดีจากแฟนเพจของคุณ ‘ปราย พันแสง เองว่าหนังสือเล่มนี้กำลังจะได้รับการตีพิมพ์ใหม่ แทบจะกระโดดโลดเต้นกันเลยทีเดียว

เวลาผ่านไป รอวันแล้ววันเล่า ก็ไม่ได้รับข่าวคราว จนวันนึงมีน้องสาวที่ชอบหนังสือเล่มนี้เหมือนกันและทำงานอยู่ที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่งบอกมาทางเฟซบุ๊คว่าหนังสือมีวางขายเแล้ว สิ้นสุดการรอคอย

ตระเวณตามร้านต่างๆทั่วลำพูน ไม่มี หรือว่าหาไม่เจอก็ไม่รู้ คาดว่าเนื่องจากหนังสือไม่ใช่หนังสือออกใหม่แต่เป็นการพิมพ์ใหม่ ร้านบางร้านอาจจะไม่สนใจสั่งมาวางขาย

ลำพูนไม่มีไปเชียงใหม่ก็ได้ หาอยู่หลายร้าน แม้กระทั่งร้านใหญ่ๆอย่างสุริวงค์บุ๊คเซนเตอร์ หรือ ดวงกมลก็ไม่มี สุดท้ายเจอที่ se-ed โรบินสันแอร์พอร์ต เหนื่อยจริงๆ แต่ก็คุ้มกับการได้หนังสือเล่มนี้มาครอบครองหลังจากที่คลาดกันไปคลาดกันมาแสนนาน

ใครที่รออยู่หรือเคยหาซื้อแต่ไม่ได้ โอกาสมาถึงแล้วครับ หาดูตามร้านหนังสือเจ้าประจำของท่านได้เลย ที่อื่นจะหายากแบบแถวๆนี้รึเปล่าก็ไม่แน่ใจครับ ถ้าไม่อยากยุ่งยากแบบผม สั่งซื้อหนังสือออนไลน์เอาก็ดีนะครับ สะดวกแถมมีส่วนลด

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่สามารถอ่านจบได้ในเวลาอันสั้น แต่ก็สามารถกลับมาอ่านใหม่และตีความกันได้หลายๆรอบ มีตัวหนังสือนิดเดียว ภาพประกอบจากฝีมือทิมเบอร์ตัน มาสไตล์ทึมๆ มัวๆ ดูหลอนๆลึกลับๆ แต่ก็มีความน่ารัก เนื้อหาเหมือนจะเป็นหนังสือเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็อ่านได้ เคยมีคนบอกว่าหนังสือเล่มไม่เหมาะจะให้เด็กอ่านด้วยซ้ำ

ท้ายเล่มมีบทความเกี่ยวกับหนังสือและผู้แต่งทิม เบอร์ตัน โดยคุณ ‘ปราย พันแสงผู้แปล ซึ่งก็น่าอ่านไม่แพ้เนื้อหาหลักของหนังสือ

เล่มนี้ผมชอบมากครับ อ่านแล้วอ่านอีกอยู่นั่นแหละ ไม่เสียแรงที่รอคอยมานาน

เดินเล่นในร้านหนังสือ

บทความนี้เป็นตอนต่อของ คิดเล่นๆในร้านหนังสือ ครับ

วันหนึ่งผมไปเดินเล่นที่ร้านหนังสืออย่างที่ชอบทำอยู่เป็นประจำ สายตาก็ไปสะดุดกับปกหนังสือเล่มนึงเข้า เล่มนี้ครับ

ถ้าดูผ่านๆตา อย่างไม่ละเอียดแล้ว อาจจะมีหลายคนที่คิดเหมือนกับผมว่า

“เฮ้ย พี่โน้ตอุดม ออกหนังสือใหม่แล้ว”

ด้วยความดีใจ แว่บนั้นก็รีบเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ครับ ฮ่าๆ คนที่อยู่บนปกคือ อ.จำรัส เซ็นนิล ผู้เขียนหนังสือชื่อ เล่มเดียวคุ้มโรคภัย เล่มนี้นี่เอง(พี่โน้ตคงไม่เขียนหนังสือและตั้งชื่อแนวนี้แน่ๆ)

จากนั้นเวลาไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือทีไร เวลาเห็นหนังสือเล่มนี้ทีไรก็ต้องขำตัวเองทุกที

           ล่าสุด อาจารย์่ท่านก็ได้ออกเล่ม2มาแล้วครับ วางแผงเรียบร้อย มาคราวนี้ไม่พลาดอีกแล้ว แต่ก็ยังแอบเหมือนอยู่นะ ดูผ่านๆก็นึกว่าพี่โน้ตอุดมเหมือนเดิม

ใครที่อยากรู้ว่าอาจารย์เป็นใคร หนังสือมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ลองเข้าไปดูที่เว็บของอาจารย์่ท่านได้เลยครับ www.jamrat.net

แต่หลังจากนั้นพี่โน้ตก็ได้ออกหนังสือเล่มใหม่ของพี่เค้ามาจริงๆ ชื่อหนังสือ “ดมได” ครับ มีหน้าปกตามรูป

(หน้งสือเล่มใหญ่มากครับ ไม่ใช่ขนาดพ็อคเก็ตบุ๊คทั่วไป)

เนื้อหาในหนังสือก็คือไดอารี่ที่พี่โน้ตเขียนไว้ ถ้าใครติดตามหนังสือเล่มก่อนๆของพี่โน้ตอุดมเค้า เล่มนี้มีรูปแบบเดียวกันกับหนังสือ GU เล่ม1-2-3 นั่นเอง

“คนดังเขียนไอดารี่ก็ขายได้ละ”

มีหลายๆคนพูดไว้ แต่การที่เราจะไปอยู่ในสถานะคนดังและเขียนไดอารี่ให้คนอ่านได้ไม่เบื่อและสอดแทรกแนวคิดที่เป็นประโยชน์ให้กับคนอ่านได้ มันก็ยากและมีต้นทุนเหมือนกันนะ

ผมอยากซื้อมาอ่านเหมือนกันครับ แต่ติดตรงที่หนังสือเล่มนี้ราคาสูงพอสมควร 450 บาทครับ เลยต้องถอยมาตั้งหลักก่อน เพราะช่วงนี้ดันซื้อหนังสือมาหลายเล่มละ นอกจากไม่มีตังค์แล้ว เล่มที่ซื้อมาเล่มก่อนๆยังอ่านไม่จบเลย แต่ถ้าเป็นสาวกพี่โน้ตแล้วก็คงควักเงินออกมาซื้อได้ไม่ยาก เพราะพี่โน้ตไม่ได้ออกหนังสือมานานมาก คนที่รออยู่ตอนนี้ก็คงสมใจแล้ว

………………………………
เครดิตรูปประกอบบทความ
- เล่มเดียวคุ้มโรคภัย1 www.se-ed.com
- เล่มเดียวคุ้มโรคภัย2 www.thaispecial.com/bookshop
- ดมได www.se-ed.com