NoNotaro129

เรื่องราวเรื่อยเปื่อยของชายคนหนึ่ง

ร้านกาแฟร้านนั้น

ชายหนุ่มคนหนึ่งขับรถเพื่อหนีความวุ่นวายในเมือง ออกไปยังถนนชานเมือง วันนี้เขาต้องการที่สงบๆสำหรับหนังสือเล่มโปรด นั่งผ่อนคลายจากภาระหน้าที่การงานและความอึดอัดของห้องพักสี่เหลี่ยมที่นอนอยู่ทุกๆวัน

ร้านที่เคยไปบ่อยๆ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ขับเรื่อยๆเอื่ยๆมาเจอร้านหนึ่งน่าสนใจ จอดรถ

ร้านกาแฟแห่งนั้นมีเพียงเจ้าของร้านกับผู้ช่วยหนึ่งคน ร้านเพิ่งเปิดใหม่ ดูเหมือนว่ายังจะไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก ร้านกว้างขวางแต่ก็มีลูกค้าที่เข้ามาก่อนหน้าเขาแค่ไม่กี่คน

กาแฟและเบเกอรี่ ราคาอาจจะสูงไปสักนิด แต่บรรยากาศเงียบสงบและไม่มีผู้คนพลุกพล่าน ดึงดูดให้เขาตัดสินใจใช้ร้านแห่งนั้นเป็นที่พักพิงในวันพักผ่อนของเขา

…………………………….

หนังสือถูกอ่านไปเกือบๆครึ่งเล่ม บรรยากาศของร้านแห่งนั้นช่วยเอื้ออำนวยต่อการอ่านหนังสือของเขาได้เป็นอย่างดี ทั้งร้านมีลูกค้าอยู่ไม่กี่โต๊ะ

นี่อาจจะเป็นร้านที่เขาจะมาอีกบ่อยๆ

        …………………………….
ร้านนั้นกลายเป็นร้านประจำของเขาไปแล้ว เจ้าของร้านและพนักงานจำเค้าได้ หลายครั้งก็เข้ามานั่งคุยกันเพื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับร้านที่เค้าลงทุนลงแรงเปิดมันขึ้นมา ไปจนถึงเรื่องราวความเป็นมาของร้านแห่งนั้นที่เจ้าร้านดูจะมีความรู้สึกภาคภูมิใจทุกๆครั้งที่ได้พูดถึงมัน

……………………………

โซเชี่ยลเน็ทเวิร์คและการบอกต่อๆกันแสดงผลของมันได้เป็นอย่างดี ด้วยความที่ร้านนี้มีการตกแต่งที่สวยงาม บรรยากาศดี เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย ทั้งยังถูกแนะนำจากเว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดัง เริ่มมีผู้คนมากมาย ที่จอดรถเต็มจนต้องเอารถไปจอดข้างถนน คนเต็มร้าน โดยเฉพาะวันหยุด เจ้าของร้านจ้างพนักงานพิ่มอีกหลายคน เพื่อที่จะดูแลลูกค้าได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น เมนูอาหารหน้าตาน่าทานต่างๆถูกเพิ่มเข้ามานอกเหนือไปจากที่เคยขายแค่กาแฟกับเบเกอรี่

ร้านที่เคยเงียบสงบ จอแจไปด้วยเสียงพุดคุยของกลุ่มลูกค้าโต๊ะต่างๆ บ้างก็มาคุยงาน กลุ่มวัยรุ่นพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเฮฮา ถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือเพื่อเอาไว้แบ่งปันกันในโลกออนไลน์ ครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆมาด้วย คู่รักที่นั่งพูดคุยกันอย่างน่าอิจฉา

เขารู้สึกยินดีกับเจ้าของร้านที่มีสีหน้ามีความสุขกับกิจการที่กำลังไปได้ดี เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันมากนักเหมือนเมื่อก่อน

บรรยากาศแบบนั้นไม่เหมาะกับการนั่งอ่านหนังสือของเขาเสียแล้ว แม้แต่จะนั่งทำงานด้วยโน้ตบุ๊คหรือนั่งคิดงาน มันไม่เหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น และการจะนั่งนานๆทั้งวันแบบเมื่อก่อนก็ดูจะเป็นการสร้างความลำบากใจให้กับตัวเขาเองเสียอีก ภาพของลูกค้าคนอื่นรอโต๊ะอยู่หน้าร้าน เขาอึดอัดใจที่จะเพิกเฉยแล้วนั่งแช่อยู่ตรงนั้นเหมือนอย่างที่เคยๆทำมา

การที่ร้านแห่งนี้ประสบความกลายเป็นร้านที่คนนิยม เขาก็ไม่ได้ใจดำเกินกว่าจะแสดงความยินดี แต่เขาก็ตั้งใจว่า คงต้องออกหาร้านใหม่ๆ ที่ให้บรรยากาศในแบบที่เขาโหยหามัน ความสงบ ความรู้สึกว่าที่แห่งนั้นเป็นที่พักผ่อน

ร้านนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

…………………………….

ดอกไม้ในแจกัน

ชายหนุ่มคนหนึ่งอยากให้โต๊ะทำงานในห้องดูมีชีวิตชีวามากขึ้น เลยมองหาอะไรมาตกแต่ง
สุดท้ายก็มาลงตัวที่แจกันดอกไม้สดสักอัน
โต๊ะทำงานที่มีแจกันดอกไม้สวยๆวางอยู่ ดูสดชื่นสวยงามขึ้นมาในทันที

แต่ว่า
ดอกไม้สดนั้นอยู่ได้ไม่กี่วันก็แห้งเหี่ยว ต้องเปลี่ยนดอก เปลี่ยนน้ำบ่อยๆ เค้ารู้สึกขี้เกียจที่จะต้องยุ่งยากกับแจกันบนโต๊ะมาก
มีวิธีไหนไหมนะ ที่จะไม่ต้องยุ่งกับเจ้าแจกันบนโต๊ะนี่บ่อยๆ เอามันออกไปจากโต๊ะเลยดีกว่าไหม ขึ้เกียจ แต่ใจนึงก็นึกติดใจความรู้สึกยามมีสีสันอันสดใส ความรู้สึกสดชื่นที่ได้จากดอกไม้สวยๆที่ประดับอยู่บนโต๊ะทำงาน

เอาไงดี
ชายหนุ่มนึกไม่ออก จนเวลาผ่านไป วันหนึ่งเค้าก็พบกับคำตอบ

ด้วยความบังเอิญ วันหนึ่งเค้าไปเดินเล่นห้างสำหรับสินค้าตกแต่งบ้านชื่อดัง เค้าก็ค้นพบสิ่งที่จะแก้ปัญหาให้เค้าได้
“ไอ้นี่แหละ”

ห้างแห่งนั้นมีดอกไม้ ต้นไม้ปลอมที่เหมือนจริงมากๆวางขายอยู่เต็มไปหมด มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ
มันเป็นของปลอมที่เข้าท่าดีทีเดียว ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องเปลี่ยนดอก มันจะอยู่บนโต๊ะทำงาน และทำให้มีความสวยงามแก่โต๊ะทำงานของเขา

แจกันดอกไม้ปลอมสุดสวยสีสันสดใสก็ได้มาอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา เขามีความสุขจากความสวยงามของมัน เค้าทำได้แล้ว แก้ปัญหาได้ ไม่ต้องยุ่งยากอีกต่อไป

ถึงแม้ความยุ่งยากจะไม่มีอีกแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฝุ่นก็จับตามใบ กิ่งก้าน ซอกหลืบของแจกันดอกไม้พลาสติกบนโต๊ะเขา
มันบดบังสีสันของดอกไม้ มันไม่ดูสวยงามเท่าไหร่นัก
ตอนที่เค้าซื้อมันมา มีฉลากแปะอยู่ที่ตัวแจกัน มีข้อความบอกไว้ว่า “ทำความสะอาดด้วยการเช็ดด้วยผ้าหมาดๆ” อืมม มันก็ต้องการการทำความสะอาดเหมือนกันนะเนี่ย
เค้าต้องใช้เวลาพอสมควรในการค่อยๆเช็คฝุ่นออกจากแจกันดอกไม้ดอกไม้ กว่าฝุ่นจะหายไป กว่ามันจะดูสวยงามได้เหมือนเดิม

ถึงแม้ดอกไม้พลาสติกนั้นจะไม่ได้ยุ่งยากในการดูแลมากเท่าดอกไม้สด แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังต้องการการดูแลมันบ้างอยู่ดี

แกทำลายขีวิตชั้น

ทำไมชีวิตเรามันถึงล้มเหลวได้ถึงเพียงนี้นะ
ใครกันที่ทำให้มันเป็นแบบนี้ ชีวิตเราเป็นแบบนี้เพราะใครกัน
เพราะคนรอบข้าง หรือ บุพการี ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงหรือเปล่า ที่แต่ละคนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจหลายๆอย่างในชีวิตเราที่ผ่านมา
หรือเพราะครูบาอาจารย์ คุณครูแนะแนว ระบบการศึกษา หรือใครกัน
ฉันขอสาบานว่าฉันจะหามันให้เจอ และจะจัดการกับมันอย่างสาสมที่มันได้ทำกับฉันไว้

การรอคอยที่ยาวนานกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว ในที่สุด

นั่นไงไอ้หมอนั่นไง ที่มันทำให้ทุกอย่างของเราพัง เอาเลยลงโทษมันเลย จัดการมันอย่างสาสม
ฉันเดินตรงเข้าไปทำร้ายมันอย่างเคียดแค้น และใส่ไม่ยั้ง มันเท้าเข่าศอก มันไม่ทันแม้แต่จะตอบโต้
“มึงทำลายชีวิตกู”
“มึงรู้ไหมที่ชีวิตกูต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะมึง”
“ลุกขึ้นมาสิ มึงต้องโดนอีกเยอะให้สาสมกับที่ทำไว้”

ไอ้หมอนั่นนอนหมดสภาพ จมกองเลือดอยู่ ไม่ขยับใดๆ มันอาจจะตายแล้วก็ได้ แต่ก็ชั่งมัน ฮ่าๆ สะใจโว้ย

เวลาผ่านไป หลังจากที่ได้จัดการกับมันคนนั้น แต่ทว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ชีวิตที่แย่ๆก็ไม่ได้ดีขึ้น

เพราะไอ้คนที่เราจัดการกับมันวันนั้น มันก็คือตัวของเราเอง

ที่ชีวิตเราเป็นแบบนี้ ดำเนินมาแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการเลือกและตัดสินใจของเราเองทั้งนั้น หลายครั้งที่เราเคยคิดว่าคนอื่นเบี่ยงเบนการตัดสินใจหลายๆครั้งในชีวิตเรา และทำให้การตัดสินใจนั้นผิดพลาด แต่สุดท้ายคนที่เลือกและตัดสินใจก็คือตัวเราเอง เราอย่ามองหาว่าใครเลยที่ทำให้เราล้มเหลว หรือมีชีวิตที่แย่ เพราะทั้งหมด ก็มาจากตัวเราเองทั้งนั้น

หรือแม้ว่า ต่อให้มีคนที่ทำลายชีวิตเราจริงๆ ก็ลองคิดดูว่า เราเอาคนนั้นมาลงโทษ หรือแม้แต่ฆ่ามันทิ้งไปเลย แต่ชีวิตเราเองก็ไม่ได้ดีขึ้นมาได้หรอก
ที่เหลือจากนี้ไปต่างหาก ที่เราจะต้องก้าวต่อไปและสู้ต่อไป อดีตเราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว มีแต่ปัจจุบันและอนาคตที่เราจะต้องทำให้ดี

ชีวิตจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับตัวเราเท่านั้น ใครก็ช่วยไม่ได้

เอาน่ะ อีกสักตั้งนึง สู้อีกเฮือก แล้วชีวิตจากนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่มันจะเป็นไป ก็นี่มันชีวิตของเราเองนี่นา

จอดแถวๆนี้ ให้น้องลงเถอะ

“พี่ ทำไมไม่กลับรถตรงนี้ล่ะ”
“ตรงนี้มันหัวโค้งน่ะ มองไม่เห็นรถพุ่งมา อันตราย เดี๋ยวไปยูเทิร์นข้างหน้าปลอดภัยกว่านะ”
…..
“พี่กลับรถไปจอดหน้าตึกให้หน่อยสิ”
“ตัวเองเดินข้ามสะพานลอยมันก็ถึงแล้ว เดี๋ยวกลับรถแล้วก็ต้องกลับอีกรอบ แถวนี้รถมันเยอะ กลับรถยาก เสียเวลา”
…..
“เข้าซอยนี้ทางลัดนะ”
“ซอยมันแคบ รถก็เยอะ ขับลำบาก ไปทางเส้นใหญ่ไกลหน่อยแต่ขับสบายๆดีกว่า”

เราทั้งสองคนมักจะไม่ลงรอยกันเวลานั่งรถด้วยกันเสมอๆ มีปากเสียงกันบ่อยครั้ง หลายครั้งเข้า ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มรุนแรงขึ้นทุกที

“พูดมากจัง มาขับเองเลยไหม”
“หัดอยู่ ขับเป็นเมื่อไหร่จะขับให้ดู”

เวลาผ่านไป บทสนทนาใจความเดิมๆก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นิสัยการขับรถของผมไม่เคยเป็นที่ถูกใจเธอเสียเลย

จนวันหนึ่ง

“พี่ จอดรถแถวๆนี้หน่อย ให้หนูลงเถอะ”
“อ่าว จะไปไหนล่ะ”
“จอดๆ”

ไม่คิดเลยว่าเมื่อเธอได้ลงจากรถไปในวันนั้น เธอก็ไม่เคยนั่งรถมากับผมอีกเลย
และเธอคงจะไม่มีวันโดยสารมากับผมอีกแล้ว