ครั้งหนึ่งในชีวิตบนโดมอาคารสเตททาวเวอร์


(เครดิตรูปจาก www.lebua.com/lebua-at-state-tower/hotel-images)

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกิดขึ้นนานมาแล้วนะครับ นานมากจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่ามันเกิดขึ้นตอนปีอะไร น่าจะสัก4-5ปีมาแล้ว ซึ่งจริงๆอยากเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ตอนทำบล็อกเก่าที่ Windows live space แล้ว แต่ก็มีอันต้องเลื่อนมาจนวันนี้นึกขึ้นได้เลยจัดการเขียนซะ เดี๋ยวจะลืมหรือไม่มีเวลาอีก

สำหรับคนต่างจังหวัดที่นานๆจะได้มีโอกาสไปเที่ยวกทม.เมืองหลวงอันศิวิไลซ์ เมื่อตอนเด็กๆเมื่อครั้งได้ไปเที่ยว ผมมักจะสังเกตเห็นตึกสูงๆที่มีโดมสีทองอยู่บนยอดตึก เมื่อได้ไปกทม.ทีไรก็มักจะเห็นตึกตึกนี้ แล้วก็มักจะเกิดความคิดขึ้นมาในหัวทุกๆครั้งว่า “ถ้าได้ขึ้นไปเที่ยวชมวิวบนนั้นท่าจะดีแฮะ คงเห็นวิวกรุงเทพสวยมากแน่ๆ”

แต่ก็ได้แต่คิด จนเวลาล่วงเลยมาหลายปีดีดัก

ช่วงนั้นเรียนจบมายังไม่ทำการทำงาน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชอบทำคือ การส่งชิงโชคหรือส่งผลงานเข้าประกวดตามรายการต่างๆ โดยเฉพาะรายการที่ประกวดอะไรที่เกี่ยวกับไอเดีย มีอยู่รายการหนึ่งเป็นรายการประกวดตั้งชื่อทีมพริตตี้ของรถยนต์ยี่ห้อดัง ก็ส่งไปเล่นๆ ไม่ได้หวังอะไรมากเพราะคิิดว่าก็คงไม่ได้หรอกคนส่งกันเยอะแยะ

แต่แล้ววันหนึ่งโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ปลายสายเป็นเสียงหญิงสาวเสียงหวาน
“สวัสดีค่ะ ขอเรียนสายคุณNoNoค่ะ”
“NoNoพูดอยู่ครับ”
“ดิฉันโทรมาจาก……….(ยี่ห้อรถ)นะคะ ชื่อที่คุณส่งเข้าประกวดนั้นผ่านเข้ารอบสุดท้าย ทางเราจึงอยากเรียนเชิญให้มาร่วมงานปาร์ตี้ เปิดตัวทีมพริตตี้ ที่ อาคารสเตททาวเวอร์ ชั้น….ในวันที่……เวลา 18.00น. .เป็นต้นไปค่ะ”
“ครับ”
“ไม่ทราบว่าจะมาได้รึเปล่าคะ”
“ไม่แน่ใจครับ เพราะผมอยู่ต่างจังหวัด”
หลังจากนั้นมีการสนทนาต่ออีกเล็กน้อยถึงเรื่องการแต่งกายและถามทางว่า ไอ้สเตททาวเวอร์ที่ว่านี้มันอยู่ตรงไหน ได้ความว่าเป็นงานปาร์ตี้ชิวๆ แต่กายตามสบาย กับถ้าไปไม่ถูกให้บอกรถว่าไปโรงพยาบาลเลิศสิน อืมมม จะไปดีไหมวะ กทม.เลยนะ ไปแล้วจะคุ้มไหมล่ะเนี่ย

หลังจากชั่งใจอยู่นาน ก็ตัดสินใจของเงินแม่ไป โดยไปแบบประหยัดสุดๆ คือ ไปด้วยรถไฟชั้นที่ถูกที่สุดซึ่งตอนนั้นค่าตั๋วจากลำพูนไปกทม แค่ร้อยกว่าบาท ไม่ถึง สองร้อยบาท รวมไปกลับก็ไม่เกิน 400 บาท ไปพักโรงแรมเก่าๆข้างหัวลำโพง คืนละ 250 หรือ 350 ก็ไม่แน่ใจ ค่ารถไปสเตททาวเวอร์นั่งตุ๊กๆไปไม่เกิน200บาท ขากลับรู้ทางละ กลับรถเมล์เอา ตอนนั้นรถเมล์ 7 บาท รวมค่ากินอีกนิดหน่อยไม่น่าจะเกิน 1,500 บาท แต่แม่ก็ให้เงินเผื่อไว้ เอาไป 2,000 บาทมั๊งตอนนั้น

แผนที่วางไว้คือ นั่งรถไฟไปถึงประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง เอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมอาบน้ำแต่งตัว ออกมาขึ้นตุ๊กๆบอกไป สเตททาวเวอร์ ผลอย่างที่คิดไว้ ไม่รู้จัก เลยทำตามที่สาวเสียงหวานที่โทรมาบอกคือไปโรงพยาบาลเลิศสินครับ ได้ผลครับแล้วเค้าก็พาผมมาถึง
โรงพยาบาลเลิศสิน แล้วก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจปนดีใจมากๆขึ้นกับผม เพราะไอ้สเตททาวเวอร์ที่ว่านั่นน่ะ มันคือตึกโดมทองที่ผมเคยเห็นและอยากขึ้นไปเที่ยวชมวิวมาตั้งนานแล้ว วู้ บังเอิญจริงๆเลย ขนลุกซู่ไปแว้บนึง

ณ ขณะนั้นเวลาประมาณ ห้าโมงเย็น ผมต้องนั่งๆเดินๆแถวๆนั้น แถวหน้าโรงบาลจนกว่าจะถึงเวลางานเริ่ม แต่ก็เผื่อใจไว้ว่าเราอาจจะไม่ได้ขึ้นไปบนโดมก็ได้ งานแบบนี้มันน่าจะจัดงานในสถานที่ใหญ่ๆซึ่งน่าจะเป็นห้องจัดเลี้ยง หรือ Hallมากกว่า แต่ก็เอาน่ะ ชั้นที่จัดงานที่เค้าบอกมาก็น่าจะอยู่สูงพอสมควร อย่างน้อยๆคงได้เห็นวิวกรุงเทพมุมสูงสวยๆยามค่ำคืนกันแน่ๆ

ในใจยังกังวลเรื่องเครื่องแต่งกายของตัวเองอยู่พอสมควร เพราะเราเองก็ใส่เสื้อเชิ้ตเนคไทกับกางเกงสแล็กธรรมดาๆ กลัวจะโดนมองแฮะ แต่ก็นะ นี่ก็ที่สุดที่เรามีแล้วล่ะ อย่าได้แคร์สายตาใครเลย

เมื่อถึงเวลางาน ผมก็เดินดุ่มๆเข้าไปในอาคารที่ดูหรูหรา ไปที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ “มาร่วมงานปาร์ตี้ของ………….ครับ”
เค้าก็บอกให้เดินมาขึ้นลิพท์ แล้วพอถึงชั้นบนสุดของลิพท์ตัวนี้ ให้ออกไปขึ้นลิพท์อีกตัว ไปชั้นสุดท้ายของลิฟท์ตัวนั้น
เอ๊ะ ต้อง ต่อลิฟท์สองตัวด้วยเหรอ แบบนึ้อาจจะ อาจจะ มีหวังก็ได้ คิดในใจ

เมื่อออกลิฟท์ตัวแรกมา เจอร้านอาหารหรูมากๆ แหม จริงๆถ้าได้มานั่งร้านแบบนี้ก็แจ่มมากแล้วนะเนี่ย นี่ขึ้นไปอีกแสดงว่าต้องแจ่มกว่าร้านนี้แน่นอน

และเมื่อขึ้นลิพท์ตัวที่สองไปจนถึงชั้นที่จัดงาน ภาพที่ปรากฎตรงน่าก็ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เพราะมีคนเต็มไปหมด อยู่ในห้องที่ไม่ได้กว้างอะไรมาก เดินไปเดินมา ไฟสลัวๆไม่สว่างมาก แต่ก็ไม่มืดจนมองไม่เห็นอะไร เห็นคนดังแว้บๆเดินไปมา แต่หยุดความตื่นตาตื่นใจนั้นไว้ก่อน ไปหาที่ลงทะเบียนก่อน

หลังจากลงชื่อแล้วเค้าก็เอากล่องของที่ระลึกมาให้ อะไรหว่า แต่เดาว่าเป็นน้ำหอม ไว้ค่อยไปแกะที่โรงแรมละกัน

เมื่อมาสังเกตรอบๆตัว ถึงได้ดีใจได้อย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้เรามายืนอยู่ในโดมที่ว่าไว้ก่อนนี้แล้ว ว้าวววว ห้องทรงกลม หลังคาโค้งของโดม เป็นสิ่งที่บอกเราได้อย่างดีว่าเรามาอยู่ตรงจุดสูงสุดของตึกนี้แล้ว ตรงโดมทองที่เคยอยากมานั่นเอง ผมเดินไปเดินมาสำรวจในบริเวนงานโดยรอบ หน้าต่างกระจกใสรอบข้างเผยให้เห็นถึงทัศนียภาพอันสวยงามภายนอก นี่เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหม แต่พื้นที่ใช้สอยจริงๆมีแค่ครึ่งหนึ่งของโดมเท่านั้น เพราะอีกครึ่งถูกกั้นไว้สำหรับลิฟท์และอาจจะสำหรับครัวและพนักงานบริการที่เตรียมอาหารสำหรับงาน

สักพักก็มีคนใหญ่คนโตมากล่าวต้อนรับเปิดงาน ต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน ถึงตอนนี้แล้วรู้สึกพลาดเล็กๆตรงที่บางคนพาเพื่อนมาด้วย แถมพาเข้างานได้ ตรงนี้ทำให้รู้สึกเสียดายว่าถ้ารู้อย่างนี้พาแฟนมาเที่ยวด้วยดีกว่า เค้าต้องชอบมากแน่ๆ(ตอนนี้เลิกกันไปแล้วครับ)

บรรยากาศงานครึกครื้นและสนุกสนานดี ถึงเราเองจะทำตัวไม่ถูกกับไม่รู้จะไปอยู่ไหน เพราะไม่รู้จักใครเลย ทุกคนมาก็ยืนอยู่ตามมุมต่างๆ แล้วก็จะมีเครื่องดื่มเดินมาเสิร์ฟเรื่อยๆ อาหารก็เป็นแบบปุฟเฟต์ มีของที่ไม่เคยกินตั้งหลายอย่าง ไม่รู้อะไรบ้่าง เป็นอาหารสไตล์ไหนก็ไม่รู้ ที่มีเนื้อเป็นแผ่นๆ หรือเป็นชิ้นๆตัดๆวางไว้บนจานแล้วเราก็ไปจิ้มๆตักๆเอา บางอันเหมือนจะอร่อยเป็นกินเข้าไปแล้วเหมือนกินเนื้อบูดๆก็มี จะคายทิ้งลงจานก็อายเค้า เลยต้องฝืนใจกลืนแล้วรีบดื่มน้ำตามลงไปเอา สุดท้ายหนีไม่พ้นข้าวผัดกระเทียมที่กับยำรวมที่มาช่วยไว้ได้

กิจกรรมในงานมีการเปิดตัวพริตตี้ทีมใหม่นี้ กับชื่อทีมที่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครที่เป็นเจ้าของชื่อที่ชนะเลิศนี้ เพราะไม่ได้มีการประกาศ พอเปิดตัวเสร็จก็มีการแสดงของนักร้องที่เข้าประกวดร้องเพลงรายการ Style by Toyota, It’s you. กับนักร้องสาวสวย คุณ มินท์ อรรถวดี
คุณมิ้้นท์ตัวจริงสวยมาก ดูเหมือนสาวเกาหลีเลย แล้วก็วงดนตรีแนวแจ็สอีกวงนึง

ผมเองเพลิดเพลินไปกับการชมวิวมุมสูงสวยๆของกทม.ยามราตรี และก็ได้เจอดาราที่มาร่วมงาน มากมายทั้งคุณซอนย่า คูลลิ่ง, สองพี่น้องสุดสวย คุณเปียเชอร์และลีน่า คริสเต็นเซ่น ที่มาเป็น เซเลบในงาน นอกจากนี้ยังเห็น คุณซูโม่กิ้ก คุณหมิงชาลิสา คุณแอม สุธีร์ คณะมิสไทยแลนด์เวิร์ดปีนั้น กับอีกหลายคน(จำไม่ค่อยได้แล้วครับ มันนานมาก) จนเวลาล่วงเลยถึงช่วงสุดท้ายของงาน แขกทยอยกลับไปกันเยอะแล้ว เหลือคนในงานไม่เยอะแล้ว แต่ผมรอจนกว่าจะใกล้เลิกจริงๆถึงจะกลับ เพราะคิดว่านี่คงเป็นโอกาสดีๆที่จะได้มาเที่ยวที่นี้ที่อาจจะไม่มีอีกแล้ว เมื่อเห็นเริ่มมีการเก็บของกันแล้ว เลยตัดใจลงลิพท์กลับที่พัก ก่อนกลับเดินไปที่กระจกมองวิวที่เห็นให้เต็มตาอีกครั้งก่อนกลับ เป็นอันจบการเดินทางที่ไม่คาดฝันและจะเป็นความทรงจำดีๆที่น่าประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิตของผมเลยทีเดียว

ระหว่างทางนั่งรถเมล์กลับที่พัก แกะกล่องของที่ระลึกออกมา มันเป็นน้ำหอมจริงๆด้วย ยี่ห้อ Angner Perfume อะไรสักอย่างนี่แหละ เราเองก็ไม่ได้ใช้อยู่แล้วน้ำหงน้ำหอม เลยเอาให้น้องไปใช้แทน น้องมันดี้ด้ามาก ได้น้ำหอมฟรี

สิ่งหนึ่งที่เสียดายมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ผมไม่ได้บันทึกรูปภาพไว้เป็นที่ระลึกเลยสักภาพ เพราะตอนนั้นไม่มีกล้องคอมแพกเล็กๆไว้ถ่าย มีแต่กล้องฟิล์มแต่ตอนนั้นก็ไม่ได้เอาไปเพราะมันใหญ่เกรงจะไม่สะดวกตอนไปงาน จะยืมกล้องดิจิตอลตอนนั้นก็ขอยืมใครไม่ได้เลย เป็นอันต้องเก็บเรื่องราวนี้ไว้ในความทรงจำเท่านั้นเอง

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคที่มากจากหนังเรื่องโหมโรง ที่พ่อพระเอกพูดกับพระเอกว่า “ถ้าเจ้าฝึกตนเองให้เก่ง เจ้าจะได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป ได้กินในสิ่งที่ไม่เคยกิน ได้รับรู้ในสิ่งที่เป็นทิพย์”

ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆครั้งหนึ่งที่ผมเคยได้รับมาเลยทีเดียว

ว่าแต่อยากไปอีกจัง คราวนี้ถ้าได้ไปจะถ่ายรูปมาเยอะๆเลยให้ตายเถอะ พูดแล้วยังเสียดายไม่หาย

Add Msn มา เพื่ออะไรเนี่ย

ถึงช่วงนี้จะมีเรื่องของรายการ The Star เยอะไปหน่อย แต่ก็ยังไม่ทิ้งเรื่องราวเรื่อยเปื่อยอื่นๆนะครับ ยังมีแทรกมาเป็นระยะๆ
วันนี้มีเรื่องราวมาเล่าให้ฟังอีกแล้วครับ วันหนึ่งมีคนขอแอดเอ็มผมมา ไอ้เราก็กดรับไปหมดน่ะ แล้วค่อยไปดูว่าใคร
ชื่อ WilleneTully1000 อะไรเนี่ยแหละ ดูจากชื่อแล้วน่าจะเป็นผู้หญิงนะ อ๊ะ สาวขอแอดเรา ดีใจจัง
พอรับแอดแล้ว ตอนกลางคืนสาวเจ้าก็ออนเอ็ม พอออนปุ๊บเธอเอ็มมาหาผมปั๊บเลยทีเดียว อ๊ะ หรือว่าเธอจะชอบเราอย่างแรง โอ้ว มีลุ้น
เอ๊ะ ชักอยากจะรู้แล้วสิว่าเธอเป็นใคร หน้าตาเป็นไง
แต่ พอได้คุยกันแค่แป๊บเดียว ก็รู้สึกถึงอะไรที่ไม่ชอบมาพากล เลยตัดสินใจบล็อคแม่มเลยครับ ฮ่วย อุตส่าห์ดีใจ
เดี๋ยวไปดูบทสนทนาระหว่างผมกับเธอดีกว่าครับ แล้วลองพิจารณาดู

(22:41) WilleneTully1000@hotmail.com เพิ่งส่งการเขย่าหน้าจอให้กับคุณ
(22:41) NoNotaro: ใครอ่ะ
(22:42) WilleneTully1000: hey
(22:42) NoNotaro: I’m sorry, But who are u.
(22:42) WilleneTully1000: i’m 21/f your a male right?
(22:43) NoNotaro: Yes

(22:43) WilleneTully1000: nice, I just got off work and finally got some time to relax which site did i msg you from again?
(22:43) NoNotaro: I’m 30 years old.
(22:44) WilleneTully1000: I know a way we can chat and have a better time.. do you cam?
(22:44) NoNotaro: No, I have no webcam.
(22:44) WilleneTully1000: Well i don’t do yahoo cam or any other cam because i have been recorded before… But i do know one site you can watch me on cam, that assures me no one records…
(22:46) NoNotaro: Oh, where do you live.
(22:46) WilleneTully1000: I mean… Do you want to see me on my cam?
(22:47) NoNotaro: No, Thanks.
(22:47) WilleneTully1000: Ok go to http://twurl.nl/zmz83k accept the invite on the page baby
(22:47) NoNotaro: No, Thanks.
(22:47) WilleneTully1000: sweet, fill out the info ur info.. i can not wait for you to see me baby let me find something nice to wear

เป็นไงครับ มันคุยกับผม ไม่สนใจผมเลย น่าจะเป็นข้อความตอบอัตโนมัติ แบบนี้มันน่าสงสัยว่าจะล่อลวงเราไปเที่ยวเว็บที่ว่าเพื่อเอาอะไรหรือเปล่า รูปในเอ็มก็ไม่ขึ้น สวยรึเปล่าก็ไม่รู้ ขนาด No,Thank ไปตั้งหลายครั้งมันยังไม่สนใจเลย
ใครอยากเสี่ยงก็ลองเข้าไปดูหน่อยครับ ผมไม่เสี่ยงแต่ก็อยากรู้

สักพักก็มีคนแอดมาอีก ชื่ออะไรไม่รู้ แต่ก็มาแนวแปลกๆอีกละ คราวนี้ไม่ยอมรับแอดแล้ว ปฎิเสธเลย
ล่าสุดวันนี้ก็มีเมล ชื่อแนวๆนี้ขอแอดกรุ๊บ windows live อีก ชื่ออะไรไม่รู้ Mirabelle อะไรเนี่ยแหละดูรูปแล้วก็สวยดีนะ แต่หน้าตาฝรั่งเมลที่ส่งมาดันเป็นภาษาจีนนี่ ส่อพิรุธอย่างเห็นได้ชัด ก็ไม่แอดอ่ะ น่ากลัว

ไม่ว่าสาวนางนี้จะเป็นคนยังไง ดีหรือไม่ดีไม่รู้ล่ะ จริงๆก็อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ แต่เรื่องนึงที่สำคัญที่สุดก็คือมารยาทการสนทนาแบบนี้ ต่อให้สวยแค่ไหนหรือจะมาขอเป็นแฟน ก็ไม่ไหวครับ ถึงผมจะหน้าตาไม่ดีแต่ผมก็เลือกนะ (ฮิๆ)

เดี๋ยวนี้ในโลกอินเตอร์เนทมักจะอะไรแปลกๆเยอะ เราควรจะระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะครับ จะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อ นี่มุขนี้ก็มุขใหม่เลยนะเนี่ย แล้วเดี๋ยวก็คงมีมุขใหม่ๆตามมาอีก ดังนั้นเราก็ต้องระวังให้มากครับ อินเตอร์เนทเดี๋ยวนี้น่ากลัวเหลือเกิน

ใครมีประสบการณ์แนวๆนี้มาเล่าลู่กันฟังบ้างก็ดีครับ จะได้ระวังๆกันไว้

เรื่องของผมกับร้านก๋วยเตี๋ยว

ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวปลาแห่งหนึ่ง
“เอาเส้นเล็กปลารวมครับ”
“เส้นเล็กมีแต่เล็กลูกชิ้นปลาครับ”
…..คิดในใจ อืมม ปลาอย่างอื่นคงหมดไปละ เหลือแต่ลูกชิ้นปลามั๊ง เอ้า ลูกชิ้นก็ลูกชิ้น
กินหมดชามแรก อยากเบิ้ล คราวนี้เอาบะหมี่มั่ง
“เอาบะหมี่ปลาครับ”
“ครับ” เด็กเสริฟรับคำ

เมื่อชามบะหมี่ปลาวางลงตรงหน้า ในนั้นมีครบทั้งเนิ้อปลา เกี๊ยวปลา ปลาเส้น ลูกชิ้นปลา
อ่าว
…..คิดในใจ เฮ้ย แล้วเมื่อกี้ทำไมบอกเหลือแต่ลูกชิ้นปลาวะ
เมื่อลองอ่านเมนูที่ติดกำแพงร้านดู ก็พบว่า เส้นเล็กลูกชิ้นปลา บะหมี่ปลา ฯลฯ
ฮ่วย นี่หมายความว่าถ้าสั่งเส้นเล็ก ได้แต่ลูกชิ้นปลาเหรอ สั่งรวมปลาไม่ได้ อย่างนี้ก็มีด้วย แค่เปลี่ยนเส้นบะหมี่เป็นเส้นเล็กนี่นะ ร้านอื่นเค้าทำได้นะเฟ้ย
เป็นงงครับ เป็นงง เอ่อ นะ ถ้าผมอยากกินเส้นเล็กปลารวม หรือรวมปลาเนี่ย ผมไปกินร้านอื่นก็ได้ครับ แหม

อีกเรื่อง

ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือใกล้ออฟฟิศเก่า เป็น้รานที่ไปกินเป็นประจำ

ผม ” เอาเส้นเล็กหมูตกครับ”
คนเสริฟ ” เล็กหมู” ทำท่าจดๆรายการลงในสมุดฉีกเล่มเล็กๆ แล้วก้ถามกลับมาว่า “หมู รึ เนื้อครับ”
หา….
คิดในใจ เอ ตรูบอกไปแล้วนะ
“หมูครับ”
เพื่อนที่ออฟฟิศ “เอาวุ้นเส้นเนื้อน้ำตกครับ”
ทำท่าจดๆแล้วก็ถามว่า “หมู รึ เนื้อครับ”
เพื่อนผมทำหน้างง ก่อนจะบอกว่า “เนื้อครับ”
“เส้นอะไรนะครับ”
“วุ้นเส้นครับ”
อืมม คนสั่งงงเลย

นั่นยังไม่พอครับ ตอนก๋วยเตี๋ยวมาที่โต๊ะ อาจจะได้เส้นหมี่ เนื้อ หรือก๋วยเตี๋ยวแห้งมาแทน ไม่ตรงกับที่เราสั่งครับ 555 บางครั้งก็งงว่าของโต๊ะอื่นรึเปล่า แต่ไม่ครับ บางทีนั่งหัวโด่อยู่โต๊ะเดียวเค้าก็ทำมาให้เราผิดได้ครับ โอ้
เท่านั้นยังไม่พอ เวลาสั่งอะไรเป็นพิเศษเช่น ไม่ใส่ชูรส ก๋วยเตี๋ยวแห้งไม่ต้องใส่ซีอิ๊ว ไม่ใส่ผักชี สั่งไปเหอะครับ สุดท้ายเค้าก็ใส่มาให้
ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ที่เป็นงงคือ แกไม่ได้จำเอานะ แกจดไว้ด้วย ในสมุดฉีกเล่มเล็กๆที่แกถืออยู่น่ะ แล้วเวลาแกจดแล้วเนี่ย แกเอาไปไว้ที่ไหนฟะ
ผมและเพื่อนๆที่ออฟิศเลยขนานนามร้านนี้ว่า ก๋วยเตี๋ยวแรนดอม(Random) คือคุณสั่งอะไรไป คุณต้องลุ้นด้วยว่า วันนั้นคุณจะได้ตรงกับที่คุณสั่งไปรึเปล่า
ก็ขำๆดีครับ ลุ้นไปอีกแบบ ดีนะที่อร่อย ไม่งั้นไม่ไปกินอีกบ่อยๆหรอก แต่ตั้งแต่ออกจากงานมาก็ไม่ได้ไปกินอีกเลย

เทศกาลงานกร่อย

ไม่รู้ว่าเพราะเราแก่ตัวลงไปมากหรือว่าอย่างไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวนี้เวลาถึงเทศกาลงานรื่นเริงของวันสำคัญๆ เช่น ลอยกระทง สงกรานต์ งานปีใหม่ รู้สึกว่ามันไม่สนุกเหมือนเมื่อก่อน งานสงกรานต์ที่มีแต่อันตรายจากการเล่นน้ำที่รุนแรงมากขึ้นทุกที ลอยกระทงที่มีประทัดอานุภาพรุนแรงจนจะกลายเป็นวัตถุระเบิดเข้าไปทุกทีๆ พฤติกรรมวัยรุ่นตีกัน เมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุ บางครั้งทำให้รู้สึกเซ็งจนไม่อยากออกไปไหนเลย

โดยเฉพาะประเด็นวัยรุ่นตีกันนี่ มีมันแทบจะทุกงาน มีจนเบื่อไปแล้ว แค่ตีกันไม่เท่าไหร่ นับวันจะรุนแรงขึ้นทุกที ทั้งปืน ระเบิด เอามาลุยกันให้มันตายไปข้างอย่างกับว่าอีกฝ่ายไปฆ่าพ่อของเค้ามา ยิงที ขว้างที เอาให้มันถูกๆเป้าหมายหน่อยก็ไม่ได้ มักจะพลาดโดนคนที่เค้าไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดนลูกหลงกันไป เฮ้อ

เคยได้ิยินวัยรุ่นพูดคุยกันโดยบังเอิญ เวลาที่เค้าได้เล่าวีรกรรมก่อการทะเลาะวิวาทเวลาไปเที่ยวมา รู้สึกว่ามันเท่ห์ น่าภูมิใจเสียเหลือเกินให้ตายเถอะ
“เมื่อคืนไปผับมาโว้ย เกือบจะล่อกับโต๊ะข้างๆแล้ว ฯลฯ”
“งานคืนนี้ เตรียมรับมีไอ้พวกนั้นด้วยนะ พวกมันมาแน่ เจอก็ลุยเลย”
“ไปเที่ยวคืนนี้ พกอะไรไปตรียมตัวไว้หน่อยก็ดี”

เอาเข้าไป ตกลงจะไปเที่ยวหรือไปรบกันเนี่ย ไอ้นี่แหละปัญหาตัวการงานกร่อยเลย เดี๋ยวนี้วัยรุ่นใช้งานรื่นเริง งานเทศกาลต่างๆที่ควรจะเป็นเวลาสำหรับควรสนุกสนานรื่นเริงของคนส่วนใหญ่ในชุมชน ชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดงจะได้เที่ยวเล่นกันอย่างมีความสุข เลยกลายเป็นต้องคอยระแวงว่ามันจะตีกันเมื่อไหร่ พ่อแม่บางคนห้ามลูกๆไปเที่ยวงานเพราะกลัวจะโดนระเบิดโดนลูกหลง โดนเหยียบ เวลาเค้าวิ่งหนีวัยรุ่นตีกัน เฮ้อ เขียนไปก็งานกร่อยไป

เบื่อ ไม่อยากออกไปไหน สุดท้ายงานเทศกาลสำคัญๆเดี๋ยวนี้ก็เลยไม่สนุกเหมือนเมื่อก่อน เฮ้อ

อนาถใจวันลอยกระทง

วันลอยกระทงที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปสังสรรค์เล็กๆที่บ้านเพื่อน ไม่ได้เจอหน้าเพื่อนๆมานานพอสมควรแล้ว ได้เจอกันทีก็เฮฮาสนุกสนานกันตามประสา ระยะทางจากบ้านผมไปบ้านเพื่อนนั้นใช้ระยะเวลาพอสมควร การขี่มอเตอร์ไซด์ยามวิกาลนั้นมันก็น่ากลัวอยู่ ยิ่งขากลับเวลาประมาณตีสามนั้นยิ่งเงียบสงัด รถราที่จะสวนไปมาก็น้อย ทำให้ยิ่งหวั่นๆใจตุ้มๆต่อมๆ

ยังดีที่ได้พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างช่วยให้น่ากลัวน้อยลงกว่าคืนเดือนมืด ระหว่างทางที่ขี่ไปนั้นพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ข้างถนน ที่ทำให้ผมตกใจสุดขีด

ไฟหน้ารถที่ขี่อย่างช้าๆพาดผ่านไปตามถนน เห็นวัตถุรางๆค่อยๆเป็นรูปร่างขึ้นมา เป็นรถจักรยานยนต์จอดอยู่ข้างทาง ด้านล่าง มีร่างของมนุษย์นอนตัวงอด้วยความหนาวเย็นของอากาศยามดึกสงัด ตอนแรกตกใจมากนึกว่าเป็นรถประสบอุบัติเหตุ แต่พอนึกดีๆแล้วถ้ารถที่ประสบอุบัติเหตุมันต้องล้มแต่นี่รถตั้งอยู่อย่างดี นั่นคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก เมาจนขี่รถไม่ไหว นี่สินะ ที่เค้าเรียกว่าเมาเหมือนหมา เมาจนต้องนอนข้างถนนแบบหมาข้างถนน โอ้ เห็นกับตาวันนี้นี่เอง

ผ่านมาอีกสักพัก ถึงสะพานข้ามแม่น้ำแถวบ้าน ที่เป็นบริเวณจัดงานเทศการลอยกระทงของหมู่บ้าน ตรงทางเท้า พบร่างชายวัยรุ่นสามคน นอนเรี่ยราดเรียงรายสลบไสลอยู่ กับรถมอเตอร์ไซด์จอดอยู่หนึ่งคัน เดาว่าคงเป็นสาเหตุเดียวกับคนเมื่อครู่ นั่นคือเมาจนขี่รถไม่ไหว นี่ก็เมาเหมือนหมา หมาหมู่ด้วย 555
เฮ้อ อนาถใจสิ้นดี เพราะทั้งสี่คนที่ว่าดูแล้วน่าจะยังเป็นเด็กวัยรุ่นอายุสิบต้นๆ วันนั้นเป็นวันจันทร์ ซึ่งรุ่งเช้าเด็กพวกนี้ก็น่าจะยังต้องไปโรงเรียน จะฉลองอะไรก็น่าจะเบาๆหน่อย(จริงๆวัยนี้ยังไม่น่าดื่มของมึนเมาด้วยซ้ำ)
กลายเป็นอนาถใจลอยกระทงไปซะงั้น
แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี ถึงจะเมาเหมือนหมา แต่ก็เมาไม่ขับมีความรับผิดชอบต่อสังคมดีมาก เมาไม่ขับหลับข้างทางมันเลย 555

ตกลงผมมึนหรือคุณงงกันแน่ 555

เรื่องนี้เป็็นเหตุการณ์จริงที่ผมเจอกับตัวเองครับ
เรื่องแรก พนักงานขาย
ผมชอบไปเดินเล่นชมสินค้าแนวไฮเทคต่างๆตามห้างมากๆครับ
ทุกครั้งเวลาไปเิดินก็มักจะมี คนเดินมาคุยด้วยว่า
“ถามได้นะครับ/คะ”
ผมคิดในใจ อืมม ถ้าอยากถามเดี๋ยวผมถามเอง
แต่บางครั้งสงสารเค้าเค้าอุตสาห์มาถาม เลยถามกลับไปทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เช่นเครื่องเล่นMp3 รุ่นนึงผมรู้แล้วว่ามันจะออกรุ่นใหม่
เลยถามกลับไป ว่ารุ่นใหม่จะออกแล้วนี่ เมื่อไหร่มา
“นี่รุ่นใหม่ล่าสุดนะคะ ยังไม่มีรุ่นใหม่ออกหรอกค่ะ” อืมมม ขอบใจมาก
บางที ถามได้นะคะ/ครับ พอเราถามกลับไป
เค้าก็อำ้ๆอึ้งๆแล้วก็ “เอ่อ ไม่ทราบค่ะ” อืมม นะ แล้วมาถามเรา ถามได้นะคะ/ครับ ทำไมเนี่ย 555 หรือจะตอบได้แค่ราคาเท่านั้น 555

เรื่องต่อไป

เรื่องที่สอง พนักงานร้านสะดวกซื้อ
ขณะที่ผมเลือกซื้อของอยู่ในร้านกับแฟนก็ได้ยินชายคนหนึ่งพูดกับคนขาย
ชายคนหนึ่ง : น้องเอาฟุตลองมีไหม
คนขาย : มีครับ
ชายคนหนึ่ง : มีรสอะไรบ้าง
คนขาย : มีทุกรสครับ
ชายคนหนึ่ง : งั้นเอาวุ้นเส้น
คนขาย : วุ้นเส้นไม่มีครับ
ชายคนหนึ่ง : แล้วตกลงมีรสอะไรบ้าง
คนขาย : มีสไปซี่กับห่อหมกครับ
ชายคนหนึ่ง : งั้นเอาสไปซี่
ผมกับแฟนมองหน้ากันแล้วหัวเราะ 555 ตกลงใครมึน ใครงงกันแน่ 555
ขำๆครับโพสนี้555