เรื่องจริงเศร้ายิ่งกว่านิยาย

มีเรื่องเศร้าๆมาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนแถวๆบ้าน

คุณแม่ของหญิงสาวคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง ทางบ้านจึงแจ้งข่าวให้ลูกสาวที่อยู่กทม.ทราบ เมื่อลูกสาวทราบข่าวก็รีบเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านที่ลำพูน
ระหว่างเดินทางเธอได้โดยสารรถตู้เพื่อที่จะกลับบ้าน รายละเอียดไม่ทราบว่ากำลังเดินทางไปขึ้นรถหรือเดินทางไปที่พักเพื่อเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน แต่ทว่ารถตู้คันนั้นคือรถคันเดียวกันกับรถตู้ที่เป็นข่าวตกมาจากทางด่วน ไฟไหม้ และมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย



สุดท้ายเธอคนนี้ก็ได้กลับมาถึงบ้านเมื่อวันนี้นี่เอง แต่กลับมาด้วยร่างไร้วิญญาน และศพตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ข้างๆคุณแม่ของเธอ และมีกำหนดฌาปาณกิจพร้อมกันทั้งสองคนแม่ลูก

เรื่องบังเอิญในโลกนี้มันมีอยู่มากมาย แต่เรื่องบางเรื่องมันเศร้ามากเสียจนรู้สึกว่ามันโหดร้ายเกินไปต่อความรู้สึกของผู้ประสพพบเจอและผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวนั้นๆ ลูกสาวที่กำลังเดินทางมาร่วมงานศพแม่ของตัวเอง มีอันต้องมาจบชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุ ครอบครัวนี้ต้องพบกับความสูญเสียถึงสองครั้งในเวลาเดียวกัน

มันเศร้าต่อเนื่องมาอีกเมื่อได้รู้ว่า ตรงนั้นเคยมีรถตกลงมาแล้วก่อนหน้านี้หลายคัน แต่ทำไมไม่มีใครคิดจะหาสาเหตุ และแก้ไขป้องกันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา ยิ่งข่าวบอกว่ารถตู้ที่เกิดเหตุนั้นอาจจะเป็นรถตู้เถื่อน อะไรเถื่อนๆบ้านเรานี่มันมีเยอะมากเกินไปไหม ปราบไม่หมดสักที

อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์แล้วทราบว่าสาเหตุน่าจะมาจากมีผู้โดยสารบนรถบอกคนขับรถว่าแก็สรั่ว คนขับเลยเหลียวกลับมามองข้างหลัง ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า และเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุก็ไม่สามารถหักเลี้ยวได้ทัน อู่ติดแก็สบ้านเรานั้นคุณภาพไม่ดีหรือเปล่า เพราะถ้าคนในรถไม่ได้กลิ่นแก็ส ก็อาจจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็ได้

เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเราเองก็ได้แต่หาสาเหตุกัน แต่จะดีกว่านี้ถ้ามีใครเอาไปเป็นบทเรียนและป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก รถตู้เถื่อนอาจจะแก้ยาก แต่เรื่องของการควบคุมมาตรฐานสถานที่ติดตั้งแก็สรถยนต์นี่ก็น่าจะทำได้ ตรงนั้นถ้ามีอุบัติเหตุบ่อยๆก็ต้องหาสาเหตุกันและแก้ไข ป้องกันไว้ก่อนจะเกิดเหตุสลดขึ้นมาอีก

ขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย และหวังว่าคงมีการดำเนินการณ์อะไรสักอย่างจากนี้ไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียแบบนี้ต่อไปในอนาคต

ความเกรียนนั้นไม่จำกัดเชื้อชาติ

เรื่องราวประสบการณ์ที่ได้เจอกับความเกรียน บรรดาเราๆท่านๆที่ใช้อินเตอร์เนทโดยฉพาะท่านที่ใช้บริการเว็บบอร์ดต่างๆคงได้ประสพพบเจอกันมาบ้างแล้ว มากน้อย หนักเบาก็ว่ากันไป

เกรียน นั้นเป็นที่ขึ้นชื่อลือชามากในประเทศไทยเรา และอาจจะเป็นที่รู้จักไปถึงเมืองนอกเมืองนาด้วย อันเนื่องมาจาก ยุคหนึ่งที่เกมออนไลน์ชื่อดังยังไม่มีให้บริการในประเทศไทย คนไทยเราต้องใช้เซอร์เวอร์เกมร่วมกับชาวต่างชาติ และก็ไปสร้างวีรกรรมอันน่าเอือมระอาไว้กับคนเล่นเกมคนอื่นๆทั้งกับคนชาติเดียวกันและชาวต่างชาติ ทั้งขโมยไอเท็ม แย่งของ แย่งตีมอนสเตอร์ ใช้คำหยาบ อันเป็นการสร้างภาพลักษณ์แย่ๆให้กับเกมเมอร์ชาวไทย ถึงขนาดที่ว่าเวลามีคนทำตัวแย่ๆในเกม ทุกคนจะคิดว่าไอ้หมอนี่นั้นจะต้องเป็นคนไทยแน่ๆ ทั้งๆที่มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้(แต่ส่วนใหญ่จะใช่) ก็เสื่อมเสียกันไปครับ

หลายๆครั้งผมเองพยายามจะหลีกเลี่ยงการพบปะกับเกรียนด้วยการ หลีกเลี่ยงเว็บบอร์ดเที่สุ่มเสี่ยง เว็บบอร์ดที่มี
เกรียนเยอะๆ หลีกเลี่ยงประเด็นร้อนแรง หัวข้อสุ่มเสี่ยง แต่ก็ไม่อาจจะหนีได้ หลายๆครั้งกระทู้ก็โดนป่วน โดนพาออกทะเล แต่สุดท้ายแล้วก็จะมีคนดีๆคนอื่นมาช่วยกลับเข้าประเด็น ไม่ก็ช่วยกันด่าเกรียนให้ นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าประทับใจว่าในโลกไซเบอร์ก็ยังมีคนดีๆอยู่อีกเยอะ
ถึงกระนั้นแล้ว ผมเองก็ยังไม่เคยถึงกับว่าโดนด่าตรงๆ จากการโพสคอมเมนต์ในบอร์ดหรือเว็บอื่นๆมาก่อน(แต่ถ้าในเกมออนไลน์นี่โดนจนชินละ) จนกระทั่งวันหนึ่ง จากการแสดงความคิดเห็นในคลิปวิดีโอคลิปหนึ่งในYoutube ด้วยความประทับใจในเนื้อหา เลยโพสแสดงความคิดเห็นไปว่า “ I love this” เป็นภาษาอังกฤษ

จากนั้นผ่านไป1วัน มีเมล์แจ้งว่ามีคนตอบความคิดเห็นของผม ก่อนเปิดดูเมลผมตื่นเต้นไม่น้อย เพราะไม่ค่อยมีเมล์แจ้งมาจากYoutubeบ่อยเท่าไหร่ นานๆจะมีสักที และมาแต่ละครั้งก็มักจะมีแต่เรื่องดีๆทั้งนั้น
แต่เมื่อเปิดดู ตกใจมากครับ
มีคนมารีพลายคอมเมนต์ผมว่า “fuck you”

โอ้ว เกิดอะไรขึ้นกับความคิดเห็นของผมกัน ผมทำอะไรผิดไปรึนี่
รีบกลับไปดูทันทีครับ ว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่ออ่านไปอ่านก็รู้ตัวเลยครับ ว่า เจอ เกรียนฝรั่งเข้าให้แล้ว หนีเกรียนไทย หลบเกรียนไทยได้ตั้งนาน เจอเข้ากับเกรียนฝรั่งไปเต็มๆ แถมยังเป็นคำหยาบอีกต่างหาก

งานนี้เล่นเอาเซ็งไปเลย

โดยสรุปเรื่องก็ประมาณว่า คลิปวิดีโอโฆษณาคลิปนี้นั้นเป็นโฆษณาของสินค้ายี่ห้อหนึ่งที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัทใหญ่มากๆเครือหนึ่งของอเมริกา โดยมีความเป็นไปได้ว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขานั้นทำลายสิ่งแวดล้อมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค เลยมีคนที่ไม่ชอบโฆษณานี้ ด้วยเหตุผลนี้ และตามด่าคนโพสคอมเมนต์ชอบโฆษณานี้ว่าเป็นพวกโง่เง่า ไม่มีปัญญา ไม่มี สมอง คำศัพท์ที่ใช้ก็ไปคำหยาบๆทั้งนั้น เช่น Suck, Fuck, Ass, ignorant เป็นต้น

หุหุ จริงๆพวกเค้าก็มีเหตุผลที่น่าสนใจที่ทำให้เค้าไม่ชอบโฆษณานี้ ผมเองก็เคารพในส่วนนี้นะ แต่ว่าการที่จะมาดูถูกคนอื่น ด่าคนอื่นด้วยคำหยาบนี่สิ มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม คนอื่นเค้ามีวิจารณาญาณแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร

ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิตครับ เจอเกรียนฝรั่งเข้าไป ทั้งๆที่ห่างหายจากเกรียนไทยมานานมากแล้ว

ความเกรียนนั้นไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่จำกัดศาสนา ไม่จำกัดพรมแดนจริงๆเลยให้ตายเถอะ

Nokiaเก่าเล่าเรื่อง

ไปค้นลังเก่าๆแล้วไปเจอเพื่อนเก่าสองชิ้นที่นอนหลับไหลไร้ประโยชน์อยู่ มันคือมือถือ Nokia 3310 กับ 3350 ที่เคยเป็นคู่หู(คู่หูจริงๆ)ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

เห็นของสองชิ้นนี้แล้วทำให้นึกถึงความหลังขึ้นมา เลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟัง
สมันก่อน ประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว มือถือยังเป็นของที่มีราคาแพงมากๆ แถมค่าโทรก็ยังแพงมาก(นาทีละ12บาท โอ้ววว) วัยรุ่นวัยเรียนเมื่อก่อนก็จะใช้เพจเจอร์(Pager)ในการติดต่อสื่อสารกันกับเพื่อนๆเอา (เพจเจอร์คืออะไร ดูได้จากบทความนี้ เพจเจอร์ อดีตเครื่องมือสื่อสารเมื่อครั้งยังวัยรุ่น)

แต่แล้วเมื่อวันเวลาผ่านไป มือถือเริ่มมีราคาถูกลงเรื่อยๆ ค่าโทรก็ลดลงมาเรื่อยๆ เพจเจอร์ก็ค่อยๆถูกมือถือแย่งลูกค้าไปจนในที่สุดก็ต้องหายไปจากสารบบเครื่องมือสื่อสารที่คนไทยใช้กัน

แต่ถึงกระนั้นแล้วก็ไม่ใช่ว่าวัยรุ่นทุกคนจะสามารถมีมือถือใช้กันอย่างเป็นปรกติเหมือนสมัยนี้ เพราะถึงแม้ว่าค่าเครื่องและค่าโทรจะถูกลงมาก แต่ก็ยังเป็นจำนวนเงินที่มากเกินกว่าที่ผู้มีฐานะธรรมดาๆทั่วไปจะสามารถหาซื้อมาใช้ได้ มือถือจึงยังเป็นอุปกรณ์สื่อสารสำหรับผู้ที่ค่อนข้างมีฐานะเท่านั้น ส่วนคนธรรมดาก็ต้องใช้เพจเจอร์กันต่อไป

ตอนนั้นเมื่อเรียนอยู่มหาลัยปี2 จำได้ว่ารูมเมทซื้อมือถือมาใช้ ซึ่งก็คือNokia 3310 รุ่นที่เห็นในรูปข้างบนนั่นเอง(อันซ้ายมือ) ตอนนั้นเพื่อนบอกว่าพ่อซื้อให้ ราคาก็เกือบๆสองหมื่นบาท เห็นของเพื่อนแล้วก็อิจฉา อยากได้ตามประสาวัยรุ่น แต่เห็นราคาแล้ว ก็เลยต้องทนใช้เพจเจอร์ต่อไป ไม่ไหวครับแพงเกิน

สำหรับยุคนั้นแบรนด์Nokiaถือเป็นสุดยอดปรารถนาของบรรดาวัยรุ่นทั้งหลาย โดยเฉพาะโนเกีย3310รุ่นนี้ เป็นรุ่นที่ใครมีแล้วเท่ห์มากๆในยุคนั้น

เวลาผ่านไปมือถือกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีค่าใช้จ่ายถูกลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นปัจจัย5สำหรับมนุษย์เราไปเสียแล้ว

มือถือนอกจากจะเป็นเครื่องมือสื่อสารแล้ว ยังเป็นของที่เอาไว้อวดหรือแสดงถึงฐานะของเราอีกด้วย ถ้าใครมีมือถือแพงๆสวยๆใช้ ก็จะดูดีมากๆในกลุ่มเพื่อน

สำหรับผมเองแล้วมือถือไม่ได้เป็นอะไรที่มากกว่าเครื่องมือสื่อสาร ดังนั้นผมเองจึงไม่ค่อยคิดมากกับราคาค่างวดของมันสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามีเงินพอก็อาจจะหารุ่นดีๆหน่อยมาใช้ มือถือเครื่องแรกของผมได้มาตอนที่จะขึ้นมหาลัยปี4 พอดีคุณน้าใจดีให้เงินมา1หมื่นบาทถ้วน เพื่อซื้อโทรศัพท์ใช้ คงต้องบอกว่าถ้าไม่มีน้าคนนี้ ตอนนั้นคงไม่ได้ใช้มือถือแบบคนอื่นแน่ๆ ต้องขอบคุณคุณน้าไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

มือถือเครื่องแรกของผมคือNokia3350อันขวามือที่เห็นในรูปข้างบนนั้น ผมใช้มันอยู่5ปีกว่าๆกว่าจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ ยังจำความรู้สึกวันที่กำเงิน1หมื่นบาท ไปซื้อมันมา แล้วได้ทอนเป็นแบงค์500คืนมา1ใบ ความรู้สึกตอนนั้นมันแปลกๆ เพราะว่าไม่เคยใช้เงินซื้อของมากขนาดนั้นมาก่อน
แต่ถ้าเลือกย้อนกลับไปได้คงจะซื้อรุ่นอื่นที่ถูกว่านี้แล้วเก็บเงินไว้บ้างดีกว่า แต่ก็นะ ตอนนั้นก็อยากใช้ของที่ดีๆหน่อย ไม่ใช่ซื้อถูกๆมาเดี๋ยวพัง ราคามือถือตอนนั้นถูกสุดจะอยู่สี่พันถึงห้าพันบาท ยี่ห้ออะไรก็ไม่รู้จำไม่ได้ ความรู้สึกตอนนั้นคือ มือถือต้องNokiaเท่าั้นั้น ต่างจากตอนนี้ที่Nokiaดูจะได้รับความนิยมน้อยลงไปมากในบ้านเรา

3310 เครื่องในรูปนั้นเป็นมือถือเครื่องที่สองของผมที่เปลี่ยนมาใช้เนื่องจากเครื่องแรกอาการหนักแล้ว ไม่สามารถกดปุ่มได้ ก่อนหน้านั้นมันมีอาการเล็กๆน้อยเช่นติดๆดับๆ กดปุ่มไม่ได้ เป็นๆหายๆอยู่นานมาก แต่ผมไม่อยากเปลี่ยนเลยทนใช้มาเรื่อยๆจนมันพัง แต่มือถือเครื่องที่สองนี่ก็ไม่ได้ซื้อนะครับ เป็นของญาติให้มาใช้ ใช้ได้อีกเกือบสองปีก็เสีย เปลี่ยนไปใช้เครื่องเก่าของอาอีกเครื่อง ใช้ได้ไม่กี่เดื่อนก็พังอีก แล้วก็มาได้น้าคนเดิมที่ซื้อมือถือเครื่องแรกให้ เอามือถือที่ใช้อยู่ให้มาใช้ ซึ่งก็คือ Nokia 2630 เครื่องปัจจุบันที่ใช้อยู่นี่เอง(เครื่องนี้ก็ใช้มาจะสามปีเข้าไปแล้ว)

จะเห็นได้ว่าผมเปลี่ยนมือถือไม่บ่อย และจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อมันใช้การไม่ได้หรือเสียจริงๆเท่าั้นั้น ดังนั้นเวลาผมเห็นวัยรุ่นที่ชอบเปลี่ยนมือถือบ่อยๆตามแฟชั่นหรือตามเพื่อนทีไรมักจะไม่ค่อยเข้าใจพวกเขาเอาซะเลย

ตอนที่ได้มือถือเครื่องแรกมา จำได้ว่าก็เห่อไม่ใช่น้อย เอาเบอร์ไปแจกเพื่อนๆพี่ๆน้องๆไปทั่ว แต่ไม่ค่อยมีใครโทรหาหรอกครับ โดยเฉพาะสาวๆ(ฮ่าๆ เศร้า)

ในช่วงที่เริ่มเปลี่ยนจากเพจเจอร์ไปสู่ยุคของมือถือนั้น ช่วงนั้นจะมีประโยคทักทายยอดนิยมเกิดขึ้นเวลาเจอเพื่อนๆก็คือ”เรามีมือถือแล้วนะ เบอร์xxxxxxxxx โทรหาเราด้วยนะ” หรืออะไรแนวๆนี้ แล้วจากนั้นประโยคสนทนาก็จะเป็นการถามเกี่ยวกับมือถือว่าซื้อมือถือรุ่นไหน ซื้อมาเท่าไหร่ ดีไหม อะไรประมาณนั้น

เมื่อก่อนมือถือNokiaคืออันดับหนึ่ง เวลาเราจะซื้อมือถือสักเครื่อง ยิ่งรุ่นแพงๆของโนเกียถ้าใครใช้นี่จะเท่ห์มากๆ

กาลเวลาผ่านไป นึกถึงเงินหนึ่งหมื่นที่เอาไปซื้อเจ้า3350มาตอนนั้น ตอนนี้สามารถซื้อมือถือทัชโฟน แอนดรอยด์ บางรุ่นได้เลยนะเนี่ย ไม่งั้นก็มือถือราคาไม่เกินหมื่นที่สามารถดูหนังฟังเพลงเล่นอินเตอร์เนทได้ เทียบกับตอนนั้นที่ได้มือถือจอขาวดำ กับลูกเล่นธรรมดาๆแล้วมันต่างกันลิบลับเลย

แบรนด์Nokiaเองก็ดูตกๆไป เพราะมีคู่แข่งที่มาแข่งด้วยเยอะไปหมด ในระดับมือถือรุ่นแพงๆก็โดน iPhone กับ BlackBerry ขึ้นไปแทน รุ่นกลางๆก็ต้องแข่งกับ Samsung, LG, i-Mobile และอื่นๆอีกมากมาย ให้ปวดหัวเล่น แอบเสียดายแทนที่เมื่อก่อนถ้าใครจะซื้อมือถือ ต้องNokiaเท่านั้น แต่ตอนนี้มันต่างไป

มือถือเป็นเครื่องมือสื่อสารสำคัญที่จำเป็นมากในปัจจุบัน แถมยังสามารถทำอะไรได้มากกว่าแค่เป็นมือถืออย่างสมัยก่อน ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ เล่นเกม ทำงาน เล่นอินเตอร์เนท รับส่งอีเมล ทำให้เมื่อได้กลับมาดูของเก่าๆแล้ว ก็อดขำไม่ได้จริงๆ เทคโนโลยีมันไปเร็วมาก เดี๋ยวนี้ซื้ออะไรที่เป็นสินค้าเทคโนโลยีต้องทำใจไว้เลยว่ามันจะตกรุ่น และราคาตก ไม่ใช่แค่มือถือเท่านั้น ยังรวมไปถึงคอมพิวเตอร์ กล้องดิจิตอล และอื่นๆ

เหมือนเพื่อนทั้งสองที่ตอนนี้เอาไปขายคงได้ไม่กี่บาทจากที่ถ้าเป็นเมื่อก่อน สองเครื่องรวมกันราคาก็คงเกือบสามหมื่น

ไม่รู้จะจบยังไง จบลงที่การถอนหายใจดัง “เฮ้อ” กับรอยยิ้มเมื่อนึกถึงวันเก่าๆก็แล้วกันครับ

ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดเมื่อขับรถ

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจผมมานานมากแล้วครับ เป็นเหตุการณ์จริงๆที่เกิดขึ้นกับเพื่อนของผมและผมก็เป็นคนที่อยู่ในรถที่เพื่อนเป็นคนขับคันนั้นด้วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณสิบเอ็ดปีก่อน เมื่อวันที่ผมกลับจากกิจกรรมรับน้องเพื่อเตรียมตัวเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยไปเป็นน้องใหม่เฟรชชี่
เพื่อนคนหนึ่งที่สอบเรียนที่อื่นได้และไม่ได้ไปรับน้องด้วยกัน ได้อาสามารับผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งกลับ แต่ก่อนกลับได้ชวนผมกับเพื่อนไปเดินเที่ยวที่ห้างแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่รอบนอก ที่ตอนนี้เป็นบิ๊กซี ดอนจั่น แต่ตอนนั้นใช้ชื่อว่า โอชอง

ผมและเพื่อนกลับมาจากรับน้องเหนื่อยๆก็อยากไปเที่ยวพอดี เลยตกลงไปเที่ยวกับเพื่อนที่มารับ ก่อนจะกลับมาขึ้นรถกลับบ้าน
จากตัวเมืองลำพูนถึงเชียงใหม่ใช้เวลาไม่นาน ระหว่างทางก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรน่าตื่นเต้นหวาดเสียว เพื่อนขับรถได้อย่างระมัดระวังและปลอดภัยดีมาก
ไปถึงห้างที่ว่า เดินเที่ยวซื้อของกันเสร็จก็นั่งรถกลับบ้านกัน ในใจยังชมเพื่อนว่า”ขับรถดีจัง ไม่มีลูกหวาดเสียวเลย”
ทั้งๆที่ตอนแรกก็หวั่นๆว่า เอ เพื่อนเรามาก็ยังเด็ก จะขับรถคล่องพอหรือยัง ขับรถได้ปลอดภัยรึเปล่า แต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป ไปเดินห้างเสร็จ จนเดินทางกลับระหว่างทางก็ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายความกังวลเรื่องการขับรถของเพื่อนก็หมดไป

นั่งรถคุยกันกันอย่างออกรสชาติถึงสิ่งที่ได้ไปเจอมาที่กิจกรรมรับน้อง ตลอดเส้นทางทั้งขาไป ขากลับ
ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น กลับมาถึงบ้านเพื่อนแล้ว รียบร้อย เพื่อนขับรถเข้าที่จอดรถในบ้าน

“โครม”

ตกใจ เกิดอะไรขึ้น

เพื่อนขับรถไปชนชั้นวางรองเท้าที่อยู่ในที่จอดรถ กันชนหน้ามีรอยแตกเล็กน้อย
เพื่อนคงกะระยะผิดแล้วขับไปชนชั้นวางรองเท้า ทั้งที่ชั้นวางรองเท้านั้นตั้งอยู่ด้านหน้าคนขับแท้ๆ

ขับไปไกลถึงเชียงใหม่กลับมาไม่มีอะไร กลับมาชนชั้นวางรองเท้าที่ที่จอดรถที่ตัวเองถอยเข้าถอยออกมันทุกวันซะงั้น

นี่เป็นสิ่งที่เตือนใจผมว่า ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดเวลาขับรถ ก็คือช่วงเวลาที่เราประมาทและคิดว่ามันไม่มีอะไรนั่นเอง

ผู้ชายขายน้ำกับเด็กน้อย

ระหว่างที่ผมว่างงานอยู่นี้ผมมีหน้าที่ในการช่วยแม่ขายของครับ แม่จะไปขายกับข้าวในโรงเรียน โดยที่ผมไปช่วยแม่ขายน้ำหวานให้กับบรรดานักเรียนทั้งหลาย
และที่นี่การขายน้ำให้กับเด็กเล็กๆที่ยังเรียนชั้นอนุบาลนั้น บางทีก็สร้างรอยยิ้มให้กับผมที่รู้สึกขำๆไปกับความไร้เดียงสาของเด็กๆ

เรื่องของเด็กๆกับตัวเลข หลายๆครั้งเวลาเด็กเล็กที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเงินทองและตัวเลขมาซื้อน้ำก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้

“ซื้อน้ำครับ”
ผมตักน้ำใส่แก้วให้เด็กคนนั้น แก้วเล็ก3บาท แล้วเด็กคนนั้นก็ยื่นเงินมาให้ผม ในมือของเด็กคนนั้นเป็นเหรียญ5บาท 3 เหรียญ ผมยิ้มออกมา พร้อมกับคืนเงินกลับไป2เหรียญ และทอนเงินให้อีก2บาท อธิบายให้แกเกี่ยวกับเรื่องจำนวนเงิน แกก็ทำหน้างงๆ และเดินจากไป
………………………………………………..
“ผมอยากกินน้ำแต่มีเงินไม่พอครับ”
“ไหนเอามาให้พี่ดูหน่อยครับ”
ในมือเด็กคนนั้นมีเหรียญ10บาทอยู่ น้ำที่ผมขายมีแก้ว3บาท กับ5บาท ผมก็เลยรับมาแล้วทอนเงินให้พร้อมกับอธิบายเดี่ยวกับเรื่องจำนวนเงินที่แกมีไป แกก็ทำท่าทางเหมือนจะเข้าใจแบบงงๆแล้วเดินจากไป
……………………………………………….

“ซื้อน้ำค่าาาา”
“น้ำอะไรค่ะ พี่”
บางทีก็ตลกกับเด็กๆที่ว่า แกซื้อทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าว่าวันนั้นผมขายน้ำอะไร บางทีตักใส่แก้วยื่นให้แกรับไปแล้ว แกก็ยังมาถามว่าน้ำอะไร คนเราตอนโตแล้วก็จะถามก่อนซื้อ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ซื้อ แต่สำหรับเด็กๆแล้ว เค้าซื้อไว้ก่อน น้ำอะไรก็ไม่รู้ ถามทีหลังเอา
………………………………………………
“ผมอยากกินน้ำครับ แต่ไม่มีตังค์ครับ”
เด็กชายตัวน้อยยืนทำหน้าตาวิงวอน สงสารก็สงสาร แต่ก็ต้องอธิบายไปว่าต้องมีตังค์นะครับ หรือไม่ถ้าเด็กคนไหนที่แม่รู้จักกับผู้ปกครองก็จะให้ไปก่อนแล้วไปเอาเงินค่าน้ำกับผู้ปกครองเด็กคนนั้นแทน บางทีก็อยากให้ฟรีกับเด็กบางคนเพราะสงสารเหมือนกัน แต่เคยแบบให้คนนึงไป แล้วด้วยความที่เป็นเด็กก็ไปบอกต่อกัน ไปลากเพื่อนมาขอฟรีอีกเป็นพรวนเลย ไม่ไหวๆ แม่ผมขาดทุนกันพอดี
……………………………………………….
เด็กคนหนึ่งร้องไห้แล้วเดินมาซื้อน้ำ
“ถ้าผมซื้อน้ำแล้วผมจะไม่มีเงินไปฝากคุณครูครับ ฮือๆๆๆๆ”
เด็กคนนั้นร้องไห้หนักทีเดียว ผมก็ไม่รู้จะทำไง ผมก็เลยบอกว่า
“ถ้างั้นก็ไม่ต้องกินน้ำสิครับ เอาเงินไปฝากคุณครูดีกว่านะ”
แล้วเด็กคนนั้นก็หยุดร้องไห้ แต่ยังมีลูกสะอื้นนิดหน่อย น้ำตาหยุดไหล แล้วก็เดินกลับห้องไป
ผมงง……….
……………………………………………….
“ซื้อน้ำหน่อยครับ”
“เอาแก้วละกี่บาทครับ”
“พี่ขายแก้ว3บาท กับ 5บาทครับ เอาแบบไหนเอ่ย”
“เอาแก้ว10บาทครับ ผมมีตังค์10บาท”
แบบนี้มีบ่อยครับ สิ่งที่ต้องทำก็คือถามว่าจะเอาแก้วใหญ่หรือแก้วเล็ก แล้วรับเงิน10บาทนั่นมา แล้วทอนเงินให้ ตอนรับเงินทอนจะมีทำหน้างงๆก่อน ต้องบอกว่าให้เก็บไว้ไปฝากคุณครูถึงจะเดินจากไป
………………………………………………
“ซื้อน้ำหน่อยครับ”
“เอาแก้วเล็กแก้วใหญ่ครับ”
“เอาแก้วใหญ่ครับ”
ผมตักแก้วใหญ่ให้เด็กคนนั้น แต่พอจะรับเงินแกยื่นเหรียญ1บาทให้เหรียญเดียว……
ผมต้องอธิบายให้แกเข้าใจ แกถึงเอาเงินเหรียญ1บาทออกมา อีก4เหรียญ
แต่หลายๆครั้งก็มีกรณีนี้ แต่มีเงินบาทเดียวจริงๆ

ตั้งแต่นั้นมาถ้าเป็นเด็กเล็กๆมาซื้อ ผมจะขอดูเงินก่อน
……………………………………………..
หลายครั้งความเครียดของผมก็ได้รับการเยียวยาจากความน่ารักของเด็กๆเหล่านี้บางทีความไร้เดียวสาของเด็กๆก็นำความสุขมาให้เรา

ครั้งหนึ่งในชีวิต ตอน รับรางวัลที่ช่อง7สี

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี2550นู่นแล้วครับ แต่ก็ตามฟอร์มครับ มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่งจนเวลาล่วงเลยมาถึงเดี๋ยวนี้เพิ่งมีโอกาสได้เอามาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ตอนที่ยังเป็นนักเรียนทำ3Dอยู่ที่Sipa เชียงใหม่
ผมคุยกับรุ่นน้องคนนึง เรื่องอยากส่งงานAnimationเข้าประกวดกับช่อง7สี เพราะเห็นเค้าประกาศทางโทรทัศน์ แล้วเราก็ยังเรียนทำอนิเมชั่นอยู่พอดี
“อย่าส่งเลยพี่ ผมรู้จักคนวงใน พวกนี้เค้าจัดประกวดกันเองแล้วก็ให้รางวัลคนที่เค้ารู้จักกัน เราส่งไปก็ไม่ได้หรอกพี่ เสียเวลา”
ผมได้ยินที่น้องมันพูด แต่ก็ไม่เชื่อเพราะคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง ใครเค้าจะมาทำเรื่องแบบนี้ให้เสียชื่อเสียง โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆอย่างช่อง7 ผมเลยหาเวลาว่างเท่าที่จะหาได้ ทำผลงานส่งไป โดยไม่ได้หวังอะไรมาก ถือเป็นการหาประสบการณ์ เพราะว่าเวลาที่ใช้ทำก็น้อยเนื่องจากต้องหาเวลาว่างจะช่วงเรียน และช่วยงานทีมอนิเมชั่นที่เค้ามาสอน ทำงานที่ห้องคอมของSipa เพราะไม่มีคอมของตัวเองใช้ อนาถามากครับตอนนั้น

อยู่ๆก็มีโทรศัพท์โทรมาหาในวันหนึ่ง

“สวัสดีค่ะ ขอเรียนสายคุณ NoNo ค่ะ”
“สวัสดีครับ ผมคุยอยู่ครับ”
“โทรมาจาก ช่อง7 นะคะ อยากขอแสดงความยินดีที่ผลงานของคุณได้เข้ารอบสุดท้ายนะคะ”
“ว้าว จริงเหรอครับ แล้วผมต้องทำไงบ้างครับ”
“ทางเราโทรมาแจ้งให้ทราบก่อนคะ แล้วจะติดต่อเรื่องวันและเวลาที่จะให้มารับรางวัล หลังจากนึ้ค่ะ”

เค้าใช้คำว่าเข้ารอบผมเลยดีใจครึ่งเดียวก่อน เพราะไม่มั่นใจว่าจะได้รับรางวัลหรือเปล่า โดยรางวัลชนะเลิศมี7รางวัลด้วยกัน และไม่มีรางวัลรอง แต่เท่านี้ผมก็ดีใจมากแล้ว นับว่าปีนั้นเป็นปีดีๆที่สุดปีนึงของผมเลยก็ว่าได้ครับ เพราก่อนหน้านั้นไม่กี่วันผมเองก็เพิ่งได้รับการตอบรับเข้าทำงานจากบริษัทที่สมัครงานไว้ หลังจากที่ตกงานมานาน

บริษัทที่รับผมเข้าทำงานอยู่ที่กทม. แล้วเค้าก็แจ้ง วัน และเวลาที่จะให้ไปรับรางวัลในช่วงที่ผมอยู่ กทม. พอดี ช่างเหมาะเจาะอะไรอย่างนี้ โดยนัดเป็นวันศุกร์ 10 โมง ที่ สถาณีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง7
โอ้ววว จะได้ไปเที่ยวช่อง7 ครับ แค่ได้ไปก็ดีใจแล้ว ตอนนั้นผมเองก็ยังไม่ชัวร์เท่าไหร่ว่าผมได้รับรางวัลขนะเลิศไหม เพราะเค้าไม่ได้แจ้งมาอย่างชัดเจน แค่บอกว่าได้เข้ารอบ แต่ถึงกระนั้นผมก็ดีใจและเต็มใจมาก เพราะแค่ได้เข้าไปในนั้นก็ถือเป็นโอกาสดีๆครั้งหนึ่งในชีวิตแล้ว

ถึงวันศุกร์ผมจำใจต้องลางานทั้งๆที่เพิ่งได้เริ่มงานมาแค่2อาทิตย์ เกรงใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่อยากพลาดโอกาสดีๆไป โชคดีที่เจ้านายใจดีอนุญาติ และเดินทางไปที่ช่อง7สีตามเวลานัดหมาย

จากสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตผมเดินเข้าไปจนถึงช่อง7 ซึ่งก็ไกลพอสมควร มอไซต์รับจ้างก็มี แต่เดินเอาดีกว่า แล้วก็ขออนุญาติยามที่ป้อมทางเข้าด้านหน้า บอกว่ามารับรางวัลครับ เค้าก็ให้เข้าไป

เดินเข้าไปด้านหน้า ไปแจ้งประชาสัมพันธ์เค้าก็ให้เดินขึ้นไปชั้นไหนก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว เป็นห้องประชุมเล็ก ไปถึงมีคนรอต้อนรับก็คือคุณสัตตกมล วรกุล ผู้ประกาศข่าวที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตาดี แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เห็นเค้าอ่านข่าวเท่าไหร่ โดยมีคนมารออยู่แล้วสองสามคน ลงทะเบียนเซ็นชื่อเสร็จ ผมก็ดีใจได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากว่าใบเซ็นชื่อนั้นมีรายชื่อแค่7คน ซึ่งก็หมายความว่าผลงานของผมได้รับเลือกให้เป็นรางวัลชนะเลิศ1ใน7นั่นเอง ว้าวดีใจจังเลย

จากนั้นคุณสัตตกมล ก็ได้กล่าวต้อนรับ พร้อมกับชึ้แจงรายละเอียดและซักซ้อมกำหนดการต่างๆให้เข้าใจ พร้อมกับบอกว่าพิธีการรับรางวัลจะเริ่มจริงๆตอนบ่าย2โมง ช่วงนี้ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อน ฮ่วย แล้วนัดมาซะเช้าเลยอ่ะ แอบเซ็งเล็กๆ แต่เค้าก็ชี้แจงว่าเพื่อป้องกันการมาสายของผู้มารับรางวัล อืมม นัดเผื่อซะ แต่ไม่เป็นไร กำลังดีใจ อารมณ์ดี

ผมออกมากินข้าวหน้าช่อง7นั่นแหละครับไปกล้าไปไหนไกลกลัวกลับมาไม่ทัน ทั้งๆที่คนอื่นเค้าออกไปข้างนอกกันหมด ตอนนั้นก็เพิ่ง11โมง นิดๆเอง เวลายังอีกยาวไกล กินเสร็จแล้วไม่รู้ไปไหน เลยกลับเข้าไปนั่งเล่นในช่อง7นั่นแหละ นั่งเล่นบริเวณด้านในของอาคารชั้นล่าง ดูทีวี อ่านหนังสือฆ่าเวลาไป

ไปช่อง7ครั้งนี้แอบหวังเล็กๆว่าจะได้เจอดารา ก็ได้เจอบ้าง เช่น เห็นคุณนิหน่าเดินไปเดินมาแถวๆนั้น เห็นพี่เพชร กรรมการเดอะสตาร์ มายืนรอใครไม่รู้ แล้วในที่สุดคนที่เค้ารอก็มา ซึ่งก็คือพี่แจ็คกี้ พิธีกรรายการกีฬาชื่อดังนั่นเอง เสร็จแล้วก็ออกไปกันสองคน ตอนไปเข้าห้องน้ำ เจอ คุณภาษิต(ที่ตอนนี้ย้ายไปอ่านข่าวกับคุณสรยุทธ์ที่ช่อง3) กำลังเช็คความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายอยู่ คงกำลังเตรียมตัวไปอ่านข่าวแน่ๆ

ออกมานั่งรอเวลาไปเรื่อยๆ ก็นั่งดูทีวีไป ซึ่งเป็นช่วงข่าวเที่ยงพอดี ก็สนุกดีครับ เมื่อกี้ยังเห็นเดินเข้าๆออกๆอยู่ตัวเป็นๆ ทั้งคุณภาษิต คุณศุภรัตน์ คุณนิหน่า ตอนนี้อยู่ในทีวีแล้ว แล้วพออ่านเสร็จก็เดินออกมากัน เมื่อกี้ยังอยู่ในทีวีอยู่เลย

เมื่อใกล้ถึงเวลานัดผมก็กำลังจะเดินขึ้นไปตามนัด ที่คุณสัตตกมลบอกไว้ว่าถ้าใกล้ถึงเวลาแล้วให้เดินขึ้นไปที่ห้องประชุมเล็กได้เลย แล้วผมเองก็เห็นผู้มารับรางวัลบางท่านเดินขึ้นไปแล้ว เลยเดินขึ้นไปบ้าง แต่ยังไปทันพ้นบูทประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์สาวสวยก็ถามขึ้นมา
“จะไปไหนคะ”
“ไปรับรางวัลครับ”
“เค้าจะให้คนมาเรียกไม่ใช่เหรอคะ รออยู่ข้างล่างดีกว่าค่ะ”
อ่าว แล้วทีสองสามคนที่ขึ้นไปก่อนหน้านี้ล่ะ ทำไมไม่ถามมันมั่ง ฮ่วย
เอาเถอะ หน้าตาผมมันไม่มีจิตสังหารมั๊ง เค้าเลยไม่กลัว มันเป็นเรื่องปรกติในชีวิตผมอยู่แล้วครับ เจอบ่อย หวยมักจะมาออกที่ผมตลอด
จริงๆแล้วเธอก็คงอยากจะถามคนที่ขึ้นก่อนหน้าผมเหมือนกัน แต่คงไม่กล้า มากล้าที่ผมนี่แหละ
อารมณ์เสียครับ แต่ก็เข้าใจว่าเธอเองก็ทำตามหน้าที่ไม่ว่ากัน เลยนั่งรอเค้ามาเรียก

พอถึงเวลาคุณสัตตกมลก็ลงมาเรียกจริงๆครับ เดินผ่านสาวประชาสัมพันธ์คนนั้นอย่างเคืองๆ หน้าตาดีแต่ดุจัง

ช่างมันเถอะยังไงก็ขึ้นมาได้ละ มาสนใจพิธีรับรางวัลดีกว่า ตอนนี้บรรยากาศคึกคักกว่าตอนเช้า เพราะมีเจ้าหน้าที่มาเยอะพอสมควร มากกว่าตอนเข้าที่มีแค่สองสามคน มีการซักซ้อมกันอีกเล็กน้อย พร้อมกับรอคอยการมาถึงของ คุณแดง สุรางค์ เปรมปรีด์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดของช่อง7สี ที่จะมาเป็นผู้มอบรางวัลในวันนี้ วันนี้ล่ะจะได้เห็นตัวจริงกันละ หลังจากที่เคยเห็นเคยอ่านแต่ในข่าวบันเทิง

เมื่อคุณแดงมาถึงบรรยากาศในห้องนั้นเปลี่ยนไปทันที จากที่เมื่อกี้ยังเป็นบรรยากาศกันเองๆ เจ้าหน้าที่รอบๆบริเวณยังพูดเล่น พูดคุยกันเล่นๆสนุกสนานอยู่เลย แต่พอคุณแดงมาถึง บรรกาศกลายเป็นจริงจัง มึออาชีพ ในห้องเงียบกริบ หน้าตาเจ้าหน้าที่ในนั้นเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่ดูจริงจังไปในทันที ทำให้รู้สึกได้ถึงอิทธิฺพลของบุคคลผู้นี้

พิธีการดำเนินไปได้ด้วยดีตามลำดับขั้นตอน คุณแดงกล่าวแสดงความยินดีและมอบรางวัลให้กับเจ้าของผลงานที่ชนะเลิศทั้ง7คน หลังจากเสร็จพิธี คุณแดงกลับแล้ว บรรยากาศในห้องประชุมถึงกลับมาเป็นแบบสบายๆแบบเดิม มีเลี้ยงของว่างให้ทุกคน ผู้รับรางวัลยังต้องอยู่ต่ออีกหน่อย เพราะยังต้องเซ็นเอกสารต่างๆเพื่อมอบลิขสิทธิ์ให้ทางสถาณีเอาผลงานไปใช้เผยแพร่ได้ และเซ็นรับเช็คเงินรางวัลด้วย ระหว่างนั้นคุณสัตตกมลกับเจ้าหน้าที่บางคน เดินมาพูดคุยทักทายผู้รับรางวัลอย่างเป็นกันเอง เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็แยกย้ายกันเดินทางกลับ เป็นอันจบการเดินทางมาเยือนช่อง7สีของผม

แอบเสียดายตรงที่ปีผมมันเป็นปีแรก เลยไม่มีกิจกรรมอะไรน่าตื่นเต้นมาก แอบอิจฉาปีต่อมาที่ผู้ได้รับรางวัลนั้นได้ไปเที่ยวกันตนากับดาราด้วย ซึ่งอีกปีผมก็ส่งแต่ไม่ได้รับรางวัล

นี่ก็เป็นเรื่องราวและประสบการณ์อีกอันที่เอามาเล่าสู่กันฟังครับ เป็นหนึ่งในประสบการณ์ดีๆที่หาไม่ได้ง่ายๆที่เข้ามาในชีวิต สนุกและตื่นเต้นมากๆ กว่าจะดีใจได้เต็มที่ว่าเราได้รับรางวัลชนะเิลิศก็คือตอนขึ้นไปรับรางวัลนั่นแหละครับ เพราะตอนแรกๆไม่กล้าดีใจเต็มที่กลัวจะผิดหว้งถ้ามีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้น

ตอนนั่งรถไฟฟ้ากลับ ก็แอบน้ำตาซึมดีใจอยู่คนเดียว กลับไปแล้วยังไปแวะออฟฟิศทำงานต่อทั้งๆที่ลางานไปแล้ว เพื่อนร่วมงานก็แซวๆว่าสปิริตสูงเหลือเกิน

กลับหอพัก เก็บเอกสารและของรางวัลติดไม่ติดมือเล็กๆน้อยๆเช่นเสื้อ สมุด ปากกา โปสเตอร์ ปฏิทินให้เข้าที่ นอนยิ้มนึกถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านไปวันนี้ มันเหมือนความฝัน แล้วก็หลับไป

จบครับ