ไปเยี่ยมบ้านน้าที่น้ำท่วม

น้ำท่วมเชียงใหม่อีกครั้งในรอบหลายปี รอบนี้รู้สึกจะหนักกว่าหลายๆปีที่ผ่านมาด้วย บ้านน้าผมที่อยู่แถวๆหนองหอยก็โดนไปด้วยครับ และน้าก็โทรศัพท์มาหาแม่บอกให้เอาอาหารไปส่งหน่อย คุณแม่ที่อยากไปเยี่ยมบ้านน้าด้วย อยากไปดูน้ำท่วมอยู่แล้วก็ตอบตกลงและทำข้าวผัดกับมาม่าผัดอย่างละหม้อใหญ่ๆไปให้และเอากล่องโฟมไปด้วย เอาไปแบ่งปันให้คนแถวๆนั้น

เมื่อไปถึง เอารถจอดไว้ที่วัดก่อนเข้าหมู่บ้าน และขนหม้ออาหารลงเรือที่คนใจดีให้ยืม เดินลุยน้ำเข้าไปบ้านน้าที่ระดับน้ำท่วมถึงต้นขาอย่างทุลัทุเลพอสมควร ปีนี้หนักกว่าเมื่อหลายปีก่อนจริงๆด้วย เพราะคราวก่อนบ้านน้าที่ถมสูงไว้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่คราวนี้ระดับน้ำลามเข้าไปในบ้านอีกนิดหน่อย

แถวๆนั้นก็โดนกันหนัก แต่ยังดีที่เดินออกหมู่บ้านมาก็พ้นบริเวณน้ำท่วมแล้ว มีร้านค้าเปิดให้บริการตามปรกติ แต่หลายๆที่น่าเป็นห่วงเพราะระดับน้ำสูงและถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

เมื่อปี2549ที่บ้านก็ถูกน้ำท่วมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ผมเกิดมา น้ำมาเร็วไปเร็วมาก ท่วมสูงเกือบเอว แต่ก็ลดลงจนแห้งหมดภายใน6ชั่วโมง น้ำท่วมบ้านแค่6ชั่วโมง แต่กว่าจะเก็บกวาดทำความสะอาดจนทุกอย่างเป็นปรกติได้ก็ใช้เวลานานหลายเดือนเหมือนกันแค่นั้นก็ว่าเหนื่อยแล้ว ไม่อยากคิดเลยว่าพี่น้องชาวไทยที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมในหลายๆพื้นที่ที่เค้าท่วมกันมาเป็นเดือนๆ หลายๆที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างพอเพียง และหลังน้ำลดกับการเก็บกวาด ซ่อมแซมสิ่งต่างๆนั้นคงหนักหนาสาหัสกว่าที่เราเคยเจอมากนัก

ถึงบ้านน้าจัดแจงตักข้าวผัดและมาม่าผัดใส่กล่องโฟมและแจกจ่ายเพื่อนบ้านของน้าในบริเวณนั้น รู้สึกดีจริงๆที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นถึงจะแค่เล็กน้อยก็ตาม ถามไถ่เรื่องเหตุการณ์น้ำท่วมจากน้าน้าก็บอกว่ารอบนี้แย่กว่าคราวก่อนและรับมือไม่ทัน ทำให้น้ำเข้าไปท่วมห้องน้ำชั้นล่างของบ้านด้วย เพราะมัวแต่ไปดูบ้านคนอื่น หลายๆบ้านที่ยังเป็นระดับพื้นบ้านเดิมๆไม่ได้ถมสูงบางบ้านท่วมเกือบครึ่งบ้านชั้นล่าง บางบ้านเล่าว่าอุตสาห์เตรียมรับมือไว้แล้วด้วยการเตรียมกระสอบทรายกั้นไว้ แต่ก็กั้นไว้ได้แค่แป๊บเดียวเพราะน้ำมาสูงกว่ากระสอบทรายที่มี สุดท้ายก็ได้แต่ยืนดูน้ำค่อยๆล้นกระสอบทรายเข้ามาในบ้านเพราะหากระสอบทรายมาเพิ่มไม่ทัน ยังดีที่เก็บของหลายๆอย่างขึ้นที่สูงไว้แล้ว แต่พวกที่นอนที่ย้ายไม่ทันก็ต้องปล่อยให้แช่น้ำกันไป

น้ำท่วมแบบนี้ เจอแต่คนมีน้ำใจทำให้รู้สึกดีบอกไม่ถูก เพราะที่ผ่านๆมาเรารับรู้อะไรแย่ๆที่เกิดขึ้นในประเทศเรามาเยอะ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ คนไทยก็มีน้ำใจให้กันตลอด ได้รับรู้ถึงการช่วยเหลือกันในเรื่องต่างๆมากมาย ไปบ้านน้าก็มีคนใจดีให้ยืมเรือขนของ เราก็ตอบแทนน้ำใจด้วยข้าวผัดและมาม่าผัดให้กับเขากลับไป

น้ำท่วมปีนี้โซเชียลเน็ทเวิร์คมีประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารและรายงานสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี อัพเดทเร็วยิ่งกว่าสื่อไหนๆ ในFacebook มีแต่เพื่อนๆแชร์รูปน้ำท่วมและประการเฝ้าระวังระดับน้ำ เป็นการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีไปในทางที่ดี

ค่ำแล้วคงต้องลาน้ากลับบ้านแล้วล่ะ

แม่กับน้าตอนลากหม้อเปล่าๆกลับมาที่รถเตรียมตัวกลับบ้าน คุณลุงในรูปเป็นคนแถวนั้นที่เดินออกมาพร้อมกัน

หวังว่าสถานการณ์ในหลายๆพื้นที่จะกลับมาสู่ภาวะปรกติในเร็ววัน และขอให้ผู้ประสบภัยในทุกๆพื้นที่ปลอดภัย ส่วนเราที่ไม่ได้รับความเดือดร้อนถ้าช่วยเหลืออะไรได้ก็ช่วยกันไปครับ พี่น้องชาวไทย

หนังสือ Starbucks กับคูปองซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง(ที่หมดเขตไปแล้ว)

น้อยคนนักหรือแม้แต่เืเพื่อนที่รู้จักกันมานานก็อาจจะยังไม่รู้ว่าผมเป็นคนที่สนใจศึกษาเรื่องของการสร้างแบรนด์เป็นอย่างมาก หลายคนอาจจะบอกว่าก็ไม่เห็นยากอะไรเลย เค้าก็แค่เอาไก่มาต้มทำซุปให้เป็นซุปเข้มข้นแล้วก็เอามาใส่ขวดขาย ปั๊ดโธ่ นั่นมันแบรนด์ซุปไก่ จะเอาฮาไปถึงไหน

“แบรนด์ คือ อะไรเหรอ ? (What is a Brand ?) แบรนด์ คือ ภาพลักษณ์ หรือ ความคาดหวังที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์หรือ บริการขององค์กร ซึ่งแบรนด์นั้นกินเนื้อความกว้างไกลกว่าคำว่า ตราสินค้า หรือ Logo เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวทั้งหมดที่ผู้บริโภคเกิดการรับรู้เกี่ยวกับองค์กรของเราเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดความเชื่อถือและไว้ใจ”
(Credit : www.thaicontractors.com)

การสร้างแบรนด์นั่นช่างล้ำลึก มีพลัง และดูเหมือนมันเป็นสิ่งที่เรียกว่า “อาร์ต” ในความหมายของพี่โน้ต อุดม ที่ได้กล่าวไว้ในเดี่ยว 7 ตัวผมเองนั้นก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าอยู่ดีๆมาสนใจเรื่องราวแนวนี้ได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ว่ารู้สึกสนุกทุกเวลาได้อ่านหรือศึกษาเกี่ยวกับเรื่องรางของแบรนด์ต่างๆว่าเค้าเริ่มต้นมาด้วยอะไร แนวคิดในการสร้างแบรนด์ เค้าผ่านอะไรมาบ้าง อะไรทำนองนี้ มีแบรนด์อยู่หลายแบรนด์ที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นที่ผมทึ่งและสนใจอย่างมากก็คือ Starbucks นั่นเอง


เค้าทำอย่างไรถึงขายกาแฟราคาแพงขนาดนั้นได้ แล้วอยู่ได้ด้วยนะ ผู้คนที่ชอบดื่มกาแฟในระดับจริงจังส่วนใหญ่รู้จักและชื่นชมสตาร์บัคส์ หลุยส์วิตตองล่ะ กระเป๋าแพงขนาดนั้น ทำไมคนถึงอยากซื้อ ทั้งๆที่มีกระเป๋ายี่ห้ออื่นๆที่ใส่ของได้เหมือนกันในราคาที่ถูกกว่าให้เลือกมากมายในท้องตลาด ทั้งหมดที่ว่ามานั้นก็เป็นผลพวงมาจากการสร้าง Brand ทั้งนั้น
             มีหนังสือเกี่ยวกับ สตาร์บัคส์ออกวางขายเป็นภาษาไทยมาแล้วก็หลายเล่ม แต่ก็พลาดมาตลอดครับ หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Brand ต่างๆที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมมีเหตุทำให้ต้องพลาดหนังสือที่น่าสนใจไปหลายเล่มและตอนนี้ก็หาซื้อยากมากแล้ว อย่างเช่น หนังสือ 100แบรนด์ล้มดัง, 100สุดยอดแบรนด์โลก (BRAND ROYALTY) สองเล่มนี้ยังอยากอ่านมากแต่ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหนแล้ว

เกริ่นมาซะยาวเลย จะเข้าสู่สาระสำคัญของบทความนี้กันแล้วนะครับ (ที่อ่านไปเมื่อกี้เป็นน้ำครับ เนื้อกำลังจะเริ่ม ฮ่าๆๆ) เรื่องก็คือในที่สุดผมก็ได้ซื้อหนังสือที่เกี่ยวกับสตาร์บัคส์มาเล่มหนึ่ง ตอนนี้ยังไม่ได้อ่านครับ ถ้าอ่านแล้วเป็นอย่างไรจะมาเขียนถึงอีกที แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่คิดผมว่าหลายๆคนคงสนใจเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือ หนังสือเล่มนี้แถมคูปองสำหรับซื้อกาแฟสตาร์บัคส์ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ด้วย และคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนอุดหนุนซื้อหนังสือเล่มนี้มา สำหรับคนที่ยังไม่ได้ซื้อและคิดจะซื้อ คงอยากรู้ว่า มันมีกำหนดหมดเขตไหม หมดเขตเมื่อไหร่ คำตอบคือมีครับ และก็หมดไปแล้วด้วย ฮือๆๆ T o T


เล่มที่ผมซื้อมาเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ครับ ไม่แน่ใจว่าถ้ามีพิมพ์ครั้งต่อไปจะมีแถมคูปองแล้วขยายเวลาหมดเขตสำหรับฉบับ พิมพ์ครั้งที่ 3 ไหม สำหรับฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 นี้ หมดเขตไปแล้วเมื่อ 31 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมาครับ ที่น่าเจ็บใจก็คือ ผมเพิ่มซื้อมาหลังจากคูปองหมดเขตไปแล้วไม่กี่วันมานี่เอง เซ็งจริงๆเลย
ดังนั้นใครที่สงสัยเรื่องคูปองอยู่ก็ตามนั้นครับ ตอนซื้อผมไม่ได้ดูซะด้วยว่าคูปองมันหมดอายุรึเปล่า เพราะหนังสือมันอยู่ในซีลพลาสติกแกะดูไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เช็คว่าคูปองเค้าเอาไว้ตรงไหน ลืมดู

ตอนแรกกะไปกับเพื่อนอีกคนแล้วหารค่ากาแฟกันสักหน่อยจะได้ประหยัด ฮ่าๆๆๆ
ถึงผมจะอยากรู้เรื่องสตาร์บัคส์แต่ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปอุดหนุนได้บ่อยๆนะครับ ตั้งแต่เกิดมาจำได้ว่าเคยไปซื้อกินแค่สองสามครั้งเอง คิดแล้วมันเศร้า จริงๆแล้วผมไม่ชอบกินกาแฟซะด้วยซ้ำ ชอบดื่มชามากกว่า เหอ เหอ

สาระมีเ่ท่านี้แหละครับสำหรับบทความนี้ แค่อยากมาบอกคนที่สนใจหนังสือเล่มนี้และสงสัยเรื่องคูปองจะได้หายสงสัยกัน ถ้าใครอยากได้คูปองอาจจะต้องรอลุ้นตอนพิมพ์ครั้งที่ 3 เอาว่าจะมีแบบนี้มาอีกรึเปล่า ส่วนเรื่องหนังสือ ไว้อ่านจบแล้วจะมาเขียนถึงอีกทีครับ เวลาผมอ่านหนังสือแบบนี้มักจะต้องใช้เวลาอ่านนานหน่อย ใจร้อนอยากมาคุยเรื่องคูปองก่อน

เพื่อนๆคนไหนมีแบรนด์ในดวงใจแบรนด์อะไร เค้ามีเรื่องราวการสร้างแบรนด์ที่น่าสนใจแบบไหน เขียนคอมเมนต์แนะนำผมกันหน่อยนะครับ ที่ผมรู้จักและสนใจตอนนี้มีอยู่ไม่กี่แบรนด์เอง หรือถ้าใครมีหนังสือแนวนี้เล่มไหนน่าสนใจก็แนะนำกันเข้ามาได้นะครับ

หลักฐานจบการศึกษาควรเก็บรักษาไว้ให้ดี

เรื่องนี้เป็นเรื่องของเพื่อนผมเองครับ เรื่องมันมีอยู่ว่าเพื่อนของผมคนหนึ่งเค้าไปสมัครงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเพื่อนคนนี้จบการศึกษาในระดับปริญญาโท
ตามความคิดของผมและทั่วๆไป ปรกติแล้วอย่างมากหลักฐานวุฒิการศึกษาที่ต้องใช้ ย้อนไปอย่างมากก็คงเอาแค่ของปริญญาตรีมาประกอบกับวุฒิปริญญาโทก็น่าจะพอ แต่ที่นี่ไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ เค้าต้องการดู รบ.ของ ม.ปลาย และ ม.ต้น ด้วย

งานเข้าเพื่อนผมเลยสิครับ ต้องให้ที่บ้านค้นหากันน่าดู สุดท้ายเจอแต่ของ ม.ปลาย ของ ม.ต้น หาไม่เจอ
ดังนั้นก็เลยต้องไปติดต่อขอคัดใบ รบ. จากที่โรงเรียน หุหุ แล้วเพื่อนก็ทำงานอยู่ที่กทม.ซะด้วย จะปลีกตัวมาก็ไม่ได้ แต่ในที่สุดเค้าก็ได้เพื่อนคนนึงเป็นธุระให้ ซึ่งก็คือผมนี่แหละ ในที่สุดก็เรียบร้อยครับ แต่ก็เ่ล่นเอาลุ้นเหงื่อแตกเหมือนกัน เพราะทวงยิกๆเสียวว่าจะไม่ได้งานนั้น

เรื่องนี้ทำเอาผมต้องค้นดูของตัวเองบ้างว่ายังอยู่ครบรึเปล่า ของผมอยู่ครบย้อนไปถึงระดับประถมเลย ดีจังที่ยังอยุ่ นึกว่าหายไปไหนหมดแล้วนะเนี่ย

เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเอามาเล่าสู่กันฟังครับ หลักฐานการศึกษาระดับชั้นต่างๆของเราที่ได้มาควรเก็บรักษาไว้ให้ดี วันหนึ่งเราอาจจะต้องได้ใช้ก็ได้ และถ้าจำเป็นต้องใช้แล้วหาไม่เจอก็ต้องเจอกับเรื่องยุ่งยากอย่างนี้แหละครับ นี่โชคดีที่บริษัทที่เพื่อนไปสมัครงานไว้เค้าพอยืดหยุ่นเรื่องการส่งหลักฐานให้ได้ แต่ถ้ามีบริษัทไหนที่เค้าเรียกร้องมาแล้วเราหาไม่เจอ ทำหาย แล้วเอาไปยื่นสมัครไม่ทันเวลาที่กำหนด คุณอาจจะพลาดงานงานที่คุณอยากทำนั้นไปเลยก็ได้

แถมท้ายด้วยประสบการณ์การขอคัดใบ รบ. จากโรงเรียนเก่าที่เราจบมาครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาอ่าน เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครรู้รายละเอียดเท่าไหร่ ผมเองตอนแรกที่รับปากเพื่อนไว้ก็งงๆเหมือนกัน สุดท้ายก็ต้องไปสอบถามรายละเอียดที่ฝ่ายงานทะเบียนของโรงเรียนเอาเลยดีกว่า ง่ายดีเร็วด้วย

รายละเอียดมีดังนี้ครับ

– ถ้าจะให้ดีควรไปติดต่อด้วยตัวเอง หากไม่สามารถไปได้สามารถให้คนอื่นไปทำเรื่องแทนได้ถ้ามีเหตุผลเหมาะสม กรณีของเพื่อนผมคือทำงานอยู่ต่างจังหวัด ไม่สามารถมาทำเรื่องเองได้
– เตรียมรูปถ่ายปัจจุบันสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเท่านั้น ไม่ต้องมีเครื่องหมายใดๆบนเสื้อหรือสวมเนคไท ขนาด2นิ้ว จำนวน 2 รูปต่อ1หลักฐาน
กรณีของเพื่อนผมขอทั้งใบ รบ. ของม.ต้นและม.ปลาย จึงต้องใช้ 4 รูป
– กรอกเอกสารแบบขอหลักฐานการศึกษาที่ฝ่ายทะเบียนของโรงเรียน แล้วยื่นทำเรื่องพร้อมกับรูปที่เตรียมมา
– รอเป็นระยะเวลาประมาณ 3 วันทำการ หรือตามที่ฝ่ายทะเบียนแจ้งกำหนดมาให้ถึงจะได้รับเอกสารที่ขอไป

รายละเอียดและวิธีการต่างๆอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละโรงเรียน ควรสอบถามรายละเีอียดจากฝ่ายงานทะเบียนประจำโรงเรียนของท่าน

จากที่เขียนมาจะเห็นได้ว่ากว่าจะขอได้ต้องใช้เวลาพอดูเหมือนกัน อย่างน้อยก็ต้องรอตั้ง3วัน ส่วนกรณีของผมนั้นใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์ เพราะต้องเข้าไปโรงเรียน 3 รอบ ด้วย รอบแรกไปสอบถามรายละเอียด รอบที่สองไปยื่นเอกสารและคำร้อง รอบที่สามไปรับเอกสาร กินเวลาเกือบสองอาทิตย์ เพราะไม่รู้ว่าต้องใช้รูป กว่วเพื่อนจะถ่ายรูปส่งมาให้อีก ไหนจะติดวันเสาร์อาทิตย์อีก

ดังนั้นถ้าใครไม่อยากยุ่งยากกับเรื่องนี้ก็ควรเก็บรักษาหลักฐานเหล่านั้นไว้ให้ดีๆ จะดีกว่าครับ เผื่อได้ใช้มาจะได้ไม่ยุ่งยาก เพราะบางครั้งอาจจะทำให้คุณพลาดงานที่อยากทำอยากสมัครไปเลยก็ได้ แต่เคสแบบนี้ก็ไม่ค่อยมีให้ห็นบ่อยๆเหมือนกันนะครับ แต่ก็เตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่า

นานๆทีได้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าก็รู้สึกดีเหมือนกันนะเนี่ย

มุมมองความรักของ นาเดีย นิมิตรวานิช

(เครดิตรูปภาพจาก news.giggog.com)
เข้าพิธีวิวาห์กันไปแล้ว ระหว่างคุณนาเดีย นิมิตรวานิช กับเจ้าบ่าวที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว นักการเมืองชื่อดัง ม.ล.อภิมงคล โสณกุล หรือรู้จักในฉายา “หล่อจิ๋ว” นั่นเอง

หุหุนี่ไม่ใช่เว็บข่าวบันเทิง เป็นบล็อกเรื่อยเปื่อยดังนั้นจะไม่ขอยืดเยื้อ เข้าเรื่องเลยก็แล้วกันครับ ข่าวงานแต่งรายละเอียดมีเว็บอื่นให้อ่านเป็นกระตั๊กๆแล้ว

เรื่องของเรื่องก็คือผมได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาทย์คุณนาเดียในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับ วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม 2554 คอลัมน์โลกสีสวยแล้ว คิดว่ามีข้อคิดดีๆที่อยากเอามาแชร์ให้คนที่ไม่มีโอกาสได้อ่าน ได้อ่านกัน เป็นเรื่องของมุมมองเรื่องความรักของคุณนาเดียที่อ่านแล้วน่าจะโดนใจคนโสดที่กำลังโหยหาใครสักคนอยู่ในตอนนี้
นี่เป็นบางส่วนของบทสัมภาทย์ที่ตัดมาให้อ่านครับ

คิดว่าตัดสินใจแต่งงานเร็วไปไหม?

“ถ้าถึงวันแต่งงานก็คบเป็นแฟนกันมาประมาณ 7-8 เดือน ไม่ถึงปี ถามว่าเร็วมั้ยก็เร็วนะ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเร็วไป กลับรู้สึกว่าเร็วดี เดียคิดว่าเดียพร้อมที่จะมีครอบครัว รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ใช่สำหรับเรา เขาก็รู้สึกแบบเดียวกัน แต่เดียคิดว่าเวลามันไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ หลาย ๆ คู่คบกันนานสุดท้ายก็เลิกนี่ หรือคบกันแป๊บเดียวอยู่กันยืดก็เยอะ”

ถึงวันนี้มุมมองความรักของนาเดียเปลี่ยนไปเยอะไหม?

“เดียว่าส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องของโชคชะตา ความรักเป็นเรื่องมหัศจรรย์มันกะเกณฑ์ไม่ได้ เดียไม่สามารถที่บอกว่าได้ว่าเราจะแต่งงานพรุ่งนี้มะรืนนี้ หรืออยากได้คนมาแต่งงานตอนอายุเท่านี้ สุดท้ายถ้าไม่ใช่เขาก็ไป แต่บทจะใช่ทุกอย่างลงตัวไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เดียคงจะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น เหนื้อย…เหนื่อย… ความรักมันไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องประคับประคองให้ได้”

บางครั้งระยะเวลาสั้นหรือยาวก็ไม่ใช่คำตอบของความรัก เหมือนกับความรักของสาวคนนี้ นาเดีย ที่เมื่อเจอคนที่ใช่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรออีกต่อไป ก็ขออวยพรให้มีความสุขในชีวิตคู่ ครองเรือนกันไปตลอดกาลนะจ๊ะ.

(อ่านบทสัมภาทย์เต็มๆได้ที่ www.dailynews.co.th)

ไม่รู้คนอื่นอ่านแล้วรู้สึกยังไง แต่ผมอ่านแล้วรู้สึกดี เลยอยากเอามาแบ่งกันอ่านครับ ใครที่กำลังลังเลอะไรบางอย่างเกี่ยวคนที่เราคบอยู่ตอนนี้ ใครที่ได้แต่เฝ้ารอคอยใครสักคนอย่างกระสับส่าย ใครที่กะเกณฑ์อะไรกับความรักมากเกินไป อ่านแล้วน่าจะช่วยได้นะครับ

ความรักอยู่รอบตัวเราครับ จบเอาดื้อๆ อย่างนี้แหละ

NoNo and PSU เมื่อต้องเปลี่ยนพาวเวอร์ซัพพลาย

ในการใช้คอมพิวเตอร์นั้น นอกจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ทำสิ่งต่างๆแล้ว สิ่งหนึ่งที่คิดว่าเราควรจะศึกษาไว้ด้วยก็คือการแก้ไขปัญหาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน และการบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น เพราะคอมพิวเตอร์มักจะมีปัญหาเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอๆ บางกรณีสามารถแก้ไขได้ง่ายๆด้วยเอง ซึ่งถ้าคอมเป็นอะไรนิดๆหน่อยๆแล้วเราตามช่างมาแก้ไขตลอดก็อาจจะไม่เป็นอันทำอะไรกันเลยทีเดียว แถมยังต้องเสียค่าใช้จ่ายไปทั้งๆที่การแก้ไขปัญหาบางอย่างเราสามารถทำเองได้ง่ายๆ ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อคอมเราติดไวรัสบางตัว เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการไปโหลดตัวแก้มาจัดการ บางกรณีที่เราเปิดคอมไม่ติด แค่เราถอดแรมออกมาแล้วเอายางลบถูๆที่ขั้วแรมแล้วเสียบเข้าไปใหม่ก็แก้ได้แล้ว ถ้าเรียกช่างมาดูอาจจะมีค่าใช้จ่าย

และแล้วคอมพิวเตอร์ของผมที่ใช้งานมานานก็เริ่มมีอาการแปลกๆ เมื่อเสียบ External Hard disk หรือ เสียบอุปกรณ์อื่นๆทางช่อง USB เริ่มมีอาการมองไม่เห็น ไฟไม่เข้า โดยเฉพาะเวลาที่เสียบอุปกรณ์หลายๆอย่างพร้อมๆกันจะทำให้มองเห็นบางตัว บางตัวมองไม่เห็น บางตัวเห็นๆหลุดๆเหมือนเราเสียบเข้าเสียบออกทั้งๆที่เราเสียบคาไว้เฉยๆ จึงได้ลองค้นหาสาเหตุในอินเตอร์เนทดูว่ามันเกิดจากอะไร (โดยเฉพาะที่ Pantip ห้อง Hardware ต้องขอขอบคุณหลายๆท่านที่เคยให้คำแนะนำดีๆเกี่ยวกับเรื่อง PSUไว้) และเมื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกเรื่อยๆ ก็เริ่มมั่นใจได้ว่า
“เราต้องเปลี่ยนพาวเวอร์ซัพพลายคอมใหม่”
เฮ้อ… เสียเงินอีกแล้วเรา

PSU ย่อมาจาก Power Supply Unit ที่เราเรียกกันสั้นๆว่าพาวเวอร์ซัพพลาย เป็นตัวจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อื่นๆในคอมพิวเตอร์ของเรา

จากอาการของคอมพิวเตอร์ของผมแสดงให้เห็นว่าPSUเริ่มจ่ายไฟไม่พอกับอุปกรณ์ของเราแล้ว และPSUที่ใช้อยู่เป็นPSUเก่าที่ใช้งานมานาน4-5ปีแล้ว แถมยังเป็นPSUราคาประหยัดที่ติดกับเคสมา ท้งหมดก็เข้าข่ายที่ต้องเปลี่ยนPSUตัวใหม่ ตามคำแนะนำที่เจอในเว็บบอร์ดต่างๆ

เอาล่ะเมื่อต้องเปลี่ยนแล้วก็หาข้อมูลกันต่อว่าจะเปลี่ยนไปใช้รุ่นไหน ยี่ห้ออะไรดี เมื่อหาข้อมูลไปเรื่อยๆพบว่า PSU มีหลายรุ่นหลายราคา เอ เราจะเอาแบบไหนดีล่ะ

ข้อแรกที่ต้องคำนึงถึงคือจำนวนWATT ของ PSU ต้องเหมาะสมกับอุปกรณ์ในคอมพิวเตอร์ของเรา ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าต้องคำนวนยังไง แต่มีคนแนะนำว่าให้ไปที่ extreme.outervision.com/psucalculatorlite แล้วคำนวนดู ผลที่ได้ให้เอามาคูณ 1.5 เราก็จะได้ค่าโดยประมาณของ PSU ที่เหมาะกับสเปคคอมพิวเตอร์ของเรา

งง ครับ แต่ก็มั่วๆไป สุดท้ายก็คำนวนออกมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ของผมแค่ใช้ PSU 400 Watt ก็เหลือๆแล้ว แต่ผมคิดเผื่อไว้ว่าจะเอาสัก500Wไปเลย เผื่ออัพเกรดและต่ออะไรเพิ่ม เช่นอาจจะต่อฮาร์ดิสอีกตัวหรือเพิ่มพัดลมเพื่อช่วยลดความร้อน

คราวนี้ก็มาเลือกยี่ห้อ เลือกราคา กัน…..

โอ้โห ราคามีตั้งแต่ราคาถูกๆ เรียกกันว่า วัตถ์และบาทกันเลย ไปจนถึงหลายพันถึงหลักหมื่นเลยก็มี เอาแบบไหนดี

ซื้อทั้งทีอยากได้ที่มันดีๆหน่อย แต่ก็มีงบจำกัด เลยตั้งงบไว้ที่ไม่เกิน 2 พันบาท ตอนแรกหาข้อมูลในอินเตอร์เนทก็เลือกที่อยู่ในงบมาสองสามรุ่น แล้วก็ไปเดินดูของที่ร้านกันเลย

เมื่อไปถึง รุ่นต่างๆที่จดมาไม่มีขาย เพราะเราอยู่ ตจว. รุ่นต่างๆที่เค้าแนะนำในเว็บบอร์ดต่างๆคงหมายถึงซื้อที่กทม.

เอาไงดี สุดท้ายก็เลยเอายี่ห้อที่เลือกไว้นั่นแหละ แต่ดูรุ่นที่ราคาอยู่ในงบ ไปร้านแรกของมีให้เลือกน้อย เลยออกไปดูร้านอื่น ร้านที่สองมีแต่ยี่ห้อแปลกๆที่ไม่เคยได้ยินชื่อ…ไม่มั่นใจ มาร้านที่สามเจอยี่ห้อที่เล็งไว้แล้วอยู่ในงบก็เลยซื้อร้านนั้นเลย ไม่ไปดูเปรียบเทียบที่อื่นละ (เป็นนิสัยเสียนะครับ จริงๆควรถามเปรียบเทียบราคาหลายๆร้านดู แต่ผมขี้เกียจ อย่าเอาอย่างนะครับ)

แล้วก็ได้ตัวที่อยู่ในรูปด้านบนมา พันกว่าบาท อยู่ในงบ

ซื้อมาก็รีบจัดแจงเปลี่ยนทันที ทำเองมันก็สนุกดีนะครับ แต่ก่อนแกะอันเก่าออกจะต้องจำไว้ก่อนว่าถอดอันไหนออกมาจากตรงไหน จะได้ไม่ลืมตอนจะเสียบกับPSUตัวใหม่ ถ้าลืมเสียบสักช่องนี่แย่แน่ๆ

เมื่อแกะกล่องออกมา โอ้โห้ มันช่างแตกต่างจากของเดิมเหลือเกิน ตัวPSUสีดำ พัดลมอันโตๆ มันดูเท่ห์กว่าอันเก่าเยอะ สายไฟ หัวเสียบต่างๆ ดูแล้วใช้วัสดุที่ดีกว่าอย่างชัดเจน สายที่ต่อกับเมนบอร์ดถูกหุ้มด้วยท่อตาข่ายสีดำ สวยเขียว
(ท่านที่ได้เข้ามาอ่านบางคนอย่าเพิ่งหัวเราะนะครับ ผมรู้ว่ามันยังมี่PSUที่เจ๋งกว่านี้อีกเยอะ แต่มันเป็นความรู้สึกของคนที่เพิ่งลองเปลี่ยน PSU เองน่ะครับ แถมที่ผ่านมาใช้แต่แบบถูกๆประหยัดๆ มันเลยตื่นเต้นฮ่าๆ)

ลงมือเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว เมื่อเปิดคอมขึ้นมา ก็พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดีขึ้นหลายประการเลยครับ
– หลังจากเปลี่ยนPSUแล้ว เมื่อทดสอบการใช้อุปกรณ์หลายๆอย่างพร้อมๆกันทางพอร์ต USB แล้ว ฉลุยครับ ใช้ทีเดียวพร้อมกันได้หลายๆอันไม่มีปัญหา ปัญหาที่เจอก่อนหน้านี้หายเป็นปลิดทิ้ง แถมด้วยไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่ามันหาพวก External Hard disk หรือ Card Reader ต่างๆเจอเร็วขึ้นตอนเราเสียบเข้าไป ไม่ต้องรอนานเหมือนเมื่อก่อนเสียบไปตั้งนานเพิ่งตึ๊ง..ตึ่ง..(เสียงเวลาเราเสียบอุปกรณ์เข้าช่องUSBไงครับ) หาเจอ
– คอมพิวเตอร์เสียงเบาลงกว่าเดิมเยอะมาก อาจจะเพราะว่าพัดลมของ PSU ตัวก่อนมันเสียงดัง พอเปลี่ยน PSU ตัวใหม่เข้าไป เสียงเงียบลงเยอะเลย ซึ่งถือเป็นผลพลอยได้ที่ตอนแรกไม่ได้นึกถึงเลยครับ
– อันนี้ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวหรือเปล่านะครับ ตั้งแต่เปลี่ยน PSU มา เวลาจะ Safe remove อุปกรณ์ต่างๆออกจากช่อง USB นั้นเร็วขึ้นและไม่มีแจ้งว่า”ไม่สามารถถอดออกได้” แบบทุกที ก่อนจะเปลี่ยนนั้นเวลาจะถอดอุปกรณ์ออกบางครั้งก็ได้ บางครั้งก็แจ้งว่าไม่ได้ แต่ตั้งแต่เปลี่ยนมาSafe remove ได้ทุกครั้งไม่มีงอแง

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เห็นผลกันจะจะ ยังไม่รวมถึงการจ่ายไฟที่ดีขึ้นจะช่วยถนอมอุปกรณ์อื่นๆในคอมพิวเตอร์ของเราให้ใช้งานได้นานขึ้น

ใครที่ใช้คอมพิวเตอร์มานานเกิน3ปี และ PSU เก่า เป็นแบบประหยัดที่ติดกับเคสมา แล้วรู้สึกว่ามีอาการคล้ายๆกับเครื่องของผม แนะนำว่าควรเปลี่ยน PSU ได้แล้วครับ ถ้ามีงบประมาณก็เลือกแบบดีๆหน่อย(ราคาไม่ต่ำกว่าพันห้าร้อยบาท) ใช้ไปยาวๆดีกว่าครับ แต่ถ้างบน้อยก็ใช้แบบประหยัดก็ได้ แต่อาจจะต้องเปลี่ยนบ่อยก็เท่านั้นเอง อย่ารอจนวันหนึ่งมันจ่ายไฟไม่สเถียรแล้วพังไปพร้อมกับเมนบอร์ดหรืออาร์ดดิสหรืออุปกรณ์อื่นๆของคอมพิวเตอร์ของคุณ ตอนนั้นจะเสียใจไม่น้อยเลยนะครับ เสียเงินสักหน่อยแต่ได้ใช้คอมต่อไปอีกนานๆดีกว่า

ขอจบเรื่องผมและPSUไว้เท่านี้ก็แล้วกันครับ

ปล. ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับPSUยี่ห้อนี้นะครับ แต่ผมใช้ตัวนี้อยู่ก็เลยเอารูปมาประกอบบทความก็เท่านั้นเองครับ

โดนฝรั่งด่าในวัด

เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว แต่เพิ่งนึกได้เลยอยากเล่าให้ฟัง

เมื่อครั้งได้มีโอกาสไปเที่ยวที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ก็ไปเที่ยวไหว้พระตามปรกติ แล้วก็เดินชมวัดไปเรื่อยๆจนมาถึงที่ที่เค้ามีให้ปิดทองพระพุทธรูป ด้วยความที่อยากปิดทองก็เลยไปซื้อทองคำเปลวจะเอามาปิด ในขณะที่เดินไปที่พระพุทธรูปก็มีเด็กฝรั่งกำลังลูบๆคลำๆพระพุทธรูป พ่อแม่ของเด็กนั่นก็อยู่ใกล้ๆ

ไปยืนต่อหลังเด็กน้อยตั้งนานก็ไม่มีทีท่าว่าเด็กนั่นจะหยุดเล่น (พระพุทธรูปองค์เล็กๆนะครับ ตั้งอยู่บนโต๊ะ) ยืนรออยู่นานเด็กนั่นไม่ทีท่าว่าจะรู้ตัว จึงได้พูดกับเด็กน้อยนั่นไปว่า “Excuse me”
เด็กน้อยหลีกให้ แถมมายืนดูเราปิดทองอย่างสนใจ แต่รู้สึกว่าเหมือนพ่อของเด็กที่เป็นฝรั่งท่าทางดุๆหน่อยจ้องมองเขม็งมาทางเราอยู่อย่างไม่คลาดสายตา

อืมม มองอะไรวะ ผมคิดในใจ พยายามไม่หันไปมอง แต่ใช้หางตาแลๆเอา เออ เค้ามองเราอยู่จริงๆด้วย สีหน้าไม่ค่อยพอใจ

เราทำอะไรผิดวะ จริงๆผมต้องดุลูกคุณด้วยซ้ำที่ไปเล่นพระพุทธรูปแบบนั้น แถมยังมาขวางคนเค้าจะปิดทองอีก
สุดท้ายก็ช่างมันเดินไปไหว้พระข้างในวิหารต่อดีกว่า
แล้วหูก็ได้ยินคุณพ่อน้องคนนั้นพูดตามหลังมาแว่วๆ ตอนแรกไม่ใส่ใจ แต่พอแปลความหมายได้ว่า
“You should say thank you when some one do something for you.”
อ๋ออออออ เป็นอย่างนี้นี่เอง เค้าไม่พอใจที่ผมไม่ขอบคุณลูกเค้าที่หลีกให้ผมไปปิดทองพระ

แหมมมม นี่เป็นเรื่องที่แสดงถึงความคิดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องของวัฒนธรรมเลยนะเนี่ย
ฝรั่งเค้าให้ความสำคัญแก่คนในแต่ละวัยเท่าๆกัน ประกอบกับเค้าไม่รู้ว่าไม่ควรให้เด็กไปเล่น จับ ลูบ คลำพระพุทธรูปแบบนั้น เด็กทำอะไรให้เราเราต้องพูดขอบคุณเค้า เพราะเด็กนั่นมาเล่นที่พระพุทธรูปนั่นก่อนเรา

ในทางกลับกัน ในหัวของผมคือ การเห็นเด็กที่ไม่รู้กาลเทศะ นี่ถ้าเป็นลูกเป็นหลานคนไทยคงต้องโดนเตือนว่าไม่ควรทำอย่างนั้น แถมต้องโดนว่าว่าไปขวางคนอื่นที่เขาจะมาปิดทองด้วย

สุดท้ายก็เลยโกรธคุณพ่อฝรั่งคนนั้นไม่ลง แต่ก็แอบเซ็งเล็กๆ

คราวหน้าคราวหลังจะได้ระวังไว้ เดี๋ยวจะโดนฝรั่งว่าเอาได้อีก