ชมดอกทานตะวันที่มอชอ

ผมมีความหลังกับทุ่งดอกทานตะวันแห่งนี้พอสมควร เนื่องด้วยเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แห่งนี้ ประมาณปลายภาคเรียนฤดูร้อนตอนปี1 ผมเริ่มหัดถ่ายรูปโดยกล้องแมนนวล ตามรอยพี่ๆที่ชมรมและตามความสนใจที่ตัวเองมีอยู่ และสำหรับนักศึกษาที่เรียนที่นี่ที่เริ่มสนใจจะหัดถ่ายรูปจริงๆจังๆ หนึ่งในสถานที่ที่พวกเขาจะไปเริ่มต้นถ่ายรูปกันก็มักจะนึกถึงที่นี่เป็นอันดับต้นๆ นอกเหนือไปจากหน้ามอ อ่างแก้ว หรือในบริเวณคณะของเจ้าตัวเอง

แต่เวลาก็ผันผ่าน ล่วงเลยมาจนถึงปีนี้ ผมถึงได้มีโอกาสหยิบกล้องไปถ่ายรูปที่ทุ่งดอกทานตะวันแห่งนี้ (ตั้งแต่ปี 43 น่ะคิดดู) รุ่นน้อง รุ่นพี่ เค้าชวนไปถ่ายกันก็มักจะติดนู่นติดนี่ ไม่ได้ไป จนเรียนจบ พอเรียนจบมาว่าจะไปจะไป ก็ลืมอีก พอนึกขึ้นมาได้ดอกก็ร่วงหมดแล้ว ต้องรอปีหน้า พอปีหน้าก็ลืมอีก จนในที่สุด ปีนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดีเสียดี

แต่ถึงกระนั้น กว่าจะได้ไปก็เป็นช่วงที่ดอกเริ่มเหี่ยวแล้ว ดอกดูไม่สดใสสดชื่นเท่าไหร่ แต่ก็เอาเถอะ ดอกทานตะวันสีเหลืองตัดกับสีเขียวของใบ อากาศเย็นๆ ในตอนเย็นที่เห็นวิวของดอยสุเทพตอนอาทิตย์กำลังจะตก ยังมีเสน่ห์ที่คู่ควรแก่การไปเยี่ยมชมตลอดมา

ตอนที่ไปเวลาบ่ายสี่โมงเย็น อากาศเย็นก็จริงแต่แดดแรงมาก ดอกทานตะวันผ่านช่วงบานเต็มที่มาแล้ว ยืนคอตกตากแดด ทำให้เลือกมุมถ่ายรูปยากจริงๆ ถ่ายรูปมากเยอะมาก แต่มีที่พอเอามาลงบล็อกได้เท่าที่เห็นนี่แหละครับ

จากรูปข้างบนถ้าดอกทานตะวันมันพูดได้ มันคงพูดว่า “แกลองมายืนตากแดดแรงๆแบบนี้นานๆมั่งไหม ใครจะเบ่งบานสดใสได้ตลอดเวลาเล่า เอ๊อ…”

แปลงดอกทานตะวันนี้เป็นผลงานของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มช.ครับ เป็นที่ที่คนชอบมาถ่ายรูปกันมาก ช่วงรับปริญญาก็จะมีคนมาถ่ายรูปกันเยอะ แปลงข้างๆจะปลูกดอกชนิดอื่นไว้ด้วย มันเหมาะแก่การพาเพื่อน พี่ น้อง มาถ่ายรูปกันจริงๆ ทำให้นึกถึงตอนหัดถ่ายรูปใหม่ๆตั้งใจว่าจะมาลองถ่ายที่นี่ดูแต่เรื่องราวก็เป็นไปตามที่เล่ามาข้างต้น แต่มักจะเห็นน้องๆที่หัดถ่ายรูป อัดรูปที่ไปถ่ายแปลงดอกทานตะวันมาให้ดู รวมถึงรุ่นพี่หลายคนที่เคยเอารูปตอนหัดถ่ายรูปใหม่ๆมาให้ดูก็มักจะมีรูปดอกทานตะวันอยู่ด้วย ดังนั้นที่นี่ จึงเป็นที่ที่ใช้ฝึกมือของคนถ่ายรูปเก่งๆมาแล้วมากมายหลายรุ่นทีเดียว

ได้กลับมาทำสิ่งที่ติดค้างไว้ในใจหมดไปอีกเรื่องนึง รู้สึกดีมากครับ ได้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆตอนเรียน เสียดายที่ว่ากล้องที่เอามาถ่ายเป็นกล้องที่ปรับแต่งอะไรมากไม่ได้ ไม่งั้นคงได้สนุกกับการถ่ายรูปมากกว่านี้ แต่เท่านี้ก็ดีแล้วครับ

และถ้าใครไปเที่ยวไปถ่ายรูปกันแล้ว ช่วยกันรักษาด้วยนะครับ ไปถ่ายก็อย่าไปเด็ด ไปหมุด ไปเหยียบอะไรแปลงดอกมาก เข้าใจว่าอยากได้รูปสวยๆ แต่ช่วยเห็นใจคนปลูกกับคนที่จะไปถ่ายรูปทีหลังท่านกันด้วยนะคร้าบบ

ใครมาเที่ยวเชียงใหม่ตามช่วงเวลาดังกล่าว (ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์) แวะมาเที่ยวชม มาถ่ายรูปแปลงดอกทานตะวันสวยๆในมช.สักหน่อยก็ดีนะครับ มีให้ชมที่เดิมทุกๆปีแน่นอน
ปีหน้าผมว่าจะไปอีก(ถ้าไม่ลืม)และหวังว่าตอนนั้นจะมีกล้องคู่ใจอันใหม่ที่ใช้เก็บภาพได้ดีกว่านี้ และจะพยายามยามไปให้ทันตอนที่มันบานใหม่ๆไม่ใช่ตอนที่เริ่มจะเฉาแล้ว ฮ่าๆ

แผนที่สำหรับคนที่อยากไปเที่ยวแปลงดอกทานตะวัน คณะเกษตรศาสตร์ มช. ครับ


View CMU Sunflower field in a larger map

เดินเที่ยวเรื่อยเปื่อย ถนนคนเดินเชียงใหม่ ตอนที่2

ที่ถนนคนเดินนอกจากจะมีสินค้ามากมายให้ให้เลือกชมแล้ว ตามสไตล์ของถนนคนเดินทุกที่ก็จะมีกิจกรรมและการแสดงต่างๆให้เราได้ชมกัน

วันที่ไปนั้นโชคดีที่ได้ดูการแสดงหุ่นช่างฟ้อนโจหน่า ที่ไปสร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลมาให้ประเทศไทยของเราด้วย รายละเอียดอ่านได้จากบทความ หุ่นช่างฟ้อนโจหน่า
เพราะเค้าไม่ได้มาแสดงทุกอาทิตย์



เดินเล่นกันตั้งแต่ตอนเย็นๆโพล้เพล้ ไปจนตอนกลางคืนเลย ส่วนตัวแล้วผมชอบบรรยากาศตอนที่ถนนคนเดินยังมีแสงแดดตอนเย็นๆอยู่หน่อยๆ ตอนก่อนมืด เพราะมันทำให้บรรยากาศ แสงสีบริเวณนั้นดูสวย มีแดดย็นๆสีเหลือง ห้องฟ้าสีสวยๆ ชิวสุดๆ

ตอนแรกก็กะจะไปถ่ายรูปของที่ขายแถวนั้นสวยๆมาให้ดูกัน ไปๆมาๆ ร้านบางร้านห้ามถ่ายรูปของที่เค้าขาย บางร้านก็ไม่ห้ามนะ แต่ขี้เกียจถามละ ประกอบกับเคยมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวไปโดนพ่อค้าต่อว่าที่ไปถ่ายรูปของในร้านเค้า เลยไม่ถ่ายดีกว่า ถ่ายบรรยากาศทั่วไปก็พอ

การแสดงกลองสะบัดชัยและรำดาบจากเด็กนักเรียนตัวน้อยๆ

เด็กๆมาเดินขอเงินบริจาค หน้าตาน่าเอ็นดู

นี่เป็นวงที่น่าจะอาวุโสที่สุดในถนนคนเดินแล้ว

ที่เวทีหน้าโรงเรียนเมตตาศึกษา วัดเจดีย์หลวงวรมหาวิหาร มีเวลาการแสดงของเด็กนักเรียนให้ดู ทั้งร้องเพลง ฟ้อนรำ

บริเวณลานหน้าอนุเสาวรีย์สามกบัตริย์ มักจะมีกิจกรรมที่จัดขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละอาทิตย์ วันที่ไปนั้นเป็นกิจกรรมของโรงเรียนโรงเรียนหนึ่งที่มีการประกวดแสดงความสามารถของเยาวชนกัน

ถนนคนเดินยังคงจัดต่อมาจนถึงปัจจุบัน และน่าจะยังจัดต่อไปอีกเรื่อยๆ โดยรวมแล้วสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเชียงใหม่แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเลยจริงๆ ทั้งบรรยากาศ สินค้า สถานที่ แม้แต่คนที่อยู่ที่นี่หรือจังหวัดใกล้เคียงที่มาเที่ยวบ่อยๆอยู่ยังติดใจไปเที่ยวกันบ่อยๆ

มาเดินเล่น มาซื้อของ มาถ่ายรูป ยิ่งถ้ามาเดินช่วงหน้าหนาวยิ่งได้บรรยากาศสุดๆ

ไปที่ไรก็ไม่เบื่อเลยจริงๆ

กลับไปอ่าน ตอนที่1

เดินเที่ยวเรื่อยเปื่อย ถนนคนเดินเชียงใหม่ ตอนที่1

ใครมาเชียงใหม่ ถ้าไม่ได้มาเดินเล่นที่ถนนคนเดิน ก็เหมือนกับว่าการมาเชียงใหม่ครั้งนั้นไม่สมบูรณ์
ความเป็นมาของถนนคนเดินที่จังหวัดเชียงเชียงใหม่ต้องย้อนไปสมัยช่วง Amazing Thailand นู่นเลย แรกเริ่มเดิมทีนั้นจัดเป็นรายการส่งเสริมการท่องเที่ยวชั่วคราวที่จะจัดเพียง สามอาทิตย์เท่านั้น แต่ด้วยกระแสตอบรับล้นหลาม เลยมีการจัดต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ช่วงเริ่มต้นนั้นใช้ถนนท่าแพเป็นสถานที่จัดถนนคนเดิน แต่ด้วยข้อจำกัดที่มากมายและเรื่องของปัญหาการจราจร จึงได้ย้ายมาจัดบริเวณถนนพระปกเกล้าและถนนราชดำเนินจนถึงปัจุบัน

ถนนคนเดินเชียงใหม่นั้นตอนแรกจัดเพียงวันอาทิตย์เท่านั้น แต่ภายหลังเพิ่มถนนคนเดินวัวลายในวันเสาร์มาด้วย ดังนั้นทุกๆสัปดาห์ ที่เชียงใหม่จะมีถนนคนเดินสองวัน คือในเสาร์ที่ถนนวัวลาย วันอาทิตย์ที่ ใจกลางเมืองเชียงใหม่ บริเวณถนนพระปกเกล้าและถนนราชดำเนิน เวลาตั้งแต่5โมงเย็นจนถึงห้าทุ่ม

นี่เป็นแผนที่ของถนนคนเดินทั้งสองที่ครับ


View Chiang Mai Walking street in a larger map

นอกจากถนนคนเดินหลักที่เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ยังมีถนนคนเดินย่อมๆจัดขึ้นบริเวณหลังห้างคาร์ฟูอีกด้วย

สินค้าที่มีวางขายที่ถนนคนเดินเชียงใหม่นั้นมีหลากหลาย ทั้งอาหารการกิน เสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว ของใช้ ของประดับบ้าน งานศิลปะ พูดไปก็อธิบายไม่หมด

เวลามาเที่ยวถนนคนเดินนั้นนอกจากจะได้ซื้อของ ดูของสวยๆงามๆแล้ว ยังได้เที่ยวแวะชมความงามของสถานที่สำคัญๆและวัดวาอารามบริเวณนั้น อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น วัดพันเตา

ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา คุ้มเจ้าบุรีรันต์ ที่นี่จะมีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทางภาคเหนือ โดยอาคารนี่เป็นคุ้มหรือที่พักอาศัยของเจ้าในสมัยก่อน เป็นบ้านแบบโบราณที่หาดูได้ยากแล้ว

วัดเจดีย์หลวงวรมหาวิหาร

ส่วนตัวแล้วไปถนนคนเดินทีไรไม่ค่อยได้ไปซื้ออะไรเท่าไหร่ ชอบไปเที่ยวเดินเล่นเอาบรรยากาศมากกว่า ไปชมของสวยๆงามๆในบรรยากาศดีๆ
ถ้าจะต้องเสียเงินก้มักจะเสียเงินไปกับของกินซะเป็นส่วนใหญ่ หลายๆครั้งเวลาเราไปเดิน ในฐานะคนใกล้เคียง เราเองก็รู้สึกธรรมดาๆ แต่หลายๆครั้งเวลาไปเที่ยวแล้วพบเห็นความตื่นตาตื่นใจของนักท่องเที่ยวที่มาจากจากที่อื่น เราก็รู้สึกดีกับเขาไปด้วย

อ่านต่อตอนที่2
…………………………………….

ตะลอนเที่ยวงานลอยกระทงเชียงใหม่ (ตอนที่2)

ปีนี้ทางเชียงใหม่ก็ได้จัดกิจกรรมพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวขึ้นสำหรับเทศกาลลอยกระทงนั่นก็คือ เทศกาลประติมากรรมโคมไฟยี่เป็ง ที่แสดงอยู่ที่ประตูเมืองทั้ง4และบริเวณอนุเสารีย์3กษัตริย์

สิ่งนี้แหละที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจจากที่ว่าปีนี้จะลอยกระทงอยู่แถวๆบ้าน ต้องเปลี่ยนใจขี่มอเตอร์ไซค์มาเที่ยวเชียงใหม่จนได้ เพราะอยากดูโคมไฟเหล่านี้นี่เอง เห็นในหนังสือพิมพ์แล้วอยากไปดูด้วยตัวเอง ไม่ผิดหวังครับสวยดี บรรยากาศคึกคัก โคมสวยงาม สาวก็สวย อิอิ

ชุดแรกจากประตูสวนดอกครับ



ในคูเมืองก็มีโคมไฟแสดงอยู่เป็นจุดๆ

ที่ประตูช้างเผือกมีแค่โคมรูปช้าง มีหลายตัวเลย

บริเวณประตูท่าแพ มีโคมแขวนอยู่เยอะมากๆ สวยดี

ปิดท้ายกันที่บริเวณอนุเสารีย์3กษัตริย์ จริงๆอยากถ่ายรูปมาให้เยอะกว่านี้แต่ว่ากล้องผมดันแบตหมดเสียก่อน แหมยังถ่ายไม่จุใจเลยครับ และใจจริงอยากถ่ายรูปให้ดีกว่านี้แต่นี่ก็คือที่สุดเท่าที่กล้องจะถ่ายได้แล้วครับ จากทริปนี้แล้วยิ่งทำให้อยากได้กล้องใหม่ขึ้นมาตงิดๆ แต่ติดตรงไม่มีเงินนี่แหละ เลยต้องใช้เท่าที่มีไปก่อน พลาดมุมสวยๆไปหลายมุมเลย เสียดายจริงๆ

งานประติมากรรมโคมไฟได้รับผลตอบรับที่ดีมากๆ คิดว่าปีต่อๆไปก็คงจะมีแบบนี้อีกเรื่อยๆ ใครชอบเที่ยวและถ่ายรูปไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้าได้ไปกับคนที่เรารัก วิ้ดวี้ว ลอยกระทง ปล่อยโคม ชมโคมไฟ สนุกดีครับ

จากนั้นก็ขี่รถกลับบ้านท่ามกลางความหนาวเย็น เป็นอันจบทริปนี้ เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย ออกจากบ้านตอนสี่โมงเย็นกลับถึงบ้านตี4หนึ่งรอบนาฬิกาพอดี

กลับไปอ่านตอนที่1

ตะลอนเที่ยวงานลอยกระทงเชียงใหม่ (ตอนที่1)

งานลอยกระทงเชียงใหม่นั้นเป็นที่รู้จักและดึงดูดนักเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปีอยู่แล้ว คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรให้มากความ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่หลงไหลและติดอกติดใจบรรยากาศของงานลอยกระทงของเชียงใหม่มาก เพราะได้มีโอกาสสัมผัสในช่วงที่ไปเรียนและทำงานอยู่ที่นั้น ถึงแม้ว่าปีนี้จะมาอยู่ที่บ้านที่ลำพูนแต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรค เพราะลำพูนกับเชียงใหม่นั้นใกล้กันนิดเดียวเอง ไปมาก็สะดวก

พูดถึงลอยกระทงเชียงใหม่ บริเวณที่ผู้คนไปเที่ยวกันเยอะทุกๆปีก็ต้องเป็นบริเวณสองฝั่งของแม่น้ำปิงตั้งแต่บริเวณหน้าเทศบาลนครเชียงใหม่ไปจนถึงสะพานนวรัฐ

ปีนี้ก็เหมือนกับทุกๆปีผู้คนล้นหลามเหมือนเดิม กิจกรรมที่นิยมกันนอกจากลอยกระทง ก็คือเล่นดอกไม้ไฟ จุดประทัดและปล่อยโคมลอยกัน โชคดีจริงๆที่เดี๋ยวนี้ทางการเข้มงวดเรื่องประทัดมากขึ้น รู้สึกได้ว่าเสียงดังๆและประทัดที่มีความรุนแรงเกินไปนั้นน้อยลงเยอะ ต่างจากเมื่อก่อนที่อย่าเรียกว่าประทัดเลย เรียกว่าระเบิดไปเลยดีกว่า ทั้งดังทั้งอันตราย เพื่อนนักศึกษาที่เรียนด้วยกันเคยโดนสะเก็ดประทัดยักษ์กระเด็นใส่ตาเกือบบอดมาแล้ว หมอบอกว่าถ้าสะเก็ดโดนเข้าไปใกล้ตาดำมากกว่านี้อีกสัก5มิลลิเมตร ก็ตาบอดเลยทีเดียว รู้สึกได้เลยว่าความรุนแรงและจำนวนประทัดที่ดังมากๆนั้นลดลงไปมากกว่าแต่ก่อน ไปเที่ยวงานลอยกระทงเดี๋ยวนี้เลยสบายใจขึ้นเยอะเลย

แน่นอนว่าทุกๆปีจะมีการแห่ขบวนกระทงทั้งใหญ่และเล็กของหน่วยงานและสถาบันต่างๆ สวยๆงามๆทั้งนั้น แต่ด้วยความอนาถาของแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปของผมทำให้พลาดถ่ายรูปขบวนกระทงไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าอยากดูรูปขบวนแห่กระทงบางส่วนก็คลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยครับ
Krathong Parade (Small Krahtong)
Krathong Parade (Big Krahtong)

ผมชอบเวลาที่ได้ดูโคมลอยเยอะๆลอยไปบนฟ้า รู้สึกเหมือนกับว่าเราได้ปล่อยความทุกข์บางส่วนให้ลอยไปกับโคมลอยเหล่านั้น และรู้สึกเหมือนกับว่า คนเรามีความสามารถที่จะเพิ่มดวงดาวขึ้นไปบนท้องฟ้าได้

เทศกาลลอยกระทงสำหรับผมจึงเป็นเทศกาลแห่งการปลดปล่อย มีการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งบอกไว้ว่าเวลาที่เรามีความทุกข์ให้ไปดูผลุ ผลุจะระเบิดในท้องฟ้าช่วยให้เรามีความสุขกับความสวยงามของมัน และช่วยให้ทุกข์ในใจเรานั้นหายไปพร้อมกับผลุดอกนั้นในยามที่มันสลายหายไปในอากาศ จะจริงหรือไม่ก็แล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคล แต่สำหรับผมแล้วมันช่วยได้จริงๆ(ถึงแม้ว่าจะคิดไปเองก็เถอะ)

การลอยกระทงเองตามความเชื่อนอกจากเพื่อขอขมาพระแม่คงคาแล้วก็เป็นการลอยทุกข์ลอยโศกไปกับกระทง ดังนั้นเทศกาลลอยกระทงจึงมีกิจกรรมดีๆตั้ง3อย่างที่จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น จากอะไรก็แล้วแต่(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ)

อ่านต่อตอนที่2

หุ่นช่างฟ้อนโจหน่า

เคยดูรายการทีวีรายการหนึ่ง นำเสนอเรื่องราวของคณะหุ่นเชิดของไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลจากเทศกาลเชิดหุ่นในต่างประเทศมา ซึ่งบรรยากาศของรายการน่าจะเป็นบรรยากาศแห่งความสุข แต่เปล่าเลย รายการวันนั้นดูออกจะเศร้าๆด้วยซ้ำ เพราะหลังจากไปสร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลกลับมา ก็ไม่ได้มีใครเหลียวแลทเ่ท่าที่ควรทั้งๆที่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ แถมพื้นที่ที่เคยทำการแสดงอยู่ที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ก็โดนยึดคืนให้พ่อค้าแม่ค้ามาขายของแทน คณะที่กำลังพูดถึงก็คือคณะหุ่นที่ชื่อ”โจหน่า”นั่นเอง

จะเขียนถึงตั้งนานแล้วก็ลืมไป พอวันนี้ได้อ่านเรื่องราวของคู่สามีภรรยาผู้ก่อตั้งคณะเชิดหุ่น”โจหน่า”จากหนังสือคู่สร้างคู่สม ได้ข้อมูลเพิ่มเติมและก็ได้รับรู้ถึงสิ่งที่สะเทือนใจมากขึ้นวันนี้เลยต้องเขียนถึงสักหน่อย
ทั้งสองสามีภรรยาคู่นี้ ก่อนหน้าที่จะมาใช้ชีวิตแบบวนิพกแสดงเชิดหุ่นเปิดหมวกหาเลี้ยงชีพนั้นเคยทำกิจการค้าขายโคมไฟออกแบบเอง มีเงินหมุนเวียนในธุรกิจในหลักแสน แต่ชีวิตพลิกผันและเลือกที่จะทำให้สิ่งที่รัก ต้องต่อสู้หาเลี้ยงชีพอย่างลำบาก โดนดูถูกเหยียดหยามจากผู้คน ถูกพูดจาบั่นทอนกำลังใจต่างๆนาๆ

ทั้งสองต่อสู้เรื่อยมา จนวันนึงได้ีโอกาสเข้าร่วมเทศการแสดงหุ่นในต่างประเทศก็ได้ไปแสดงให้คนประทับใจและได้รางวัลกลับมา แต่สิ่งที่ได้ก็คือนอกจากจะไม่ได้รับการสนใจเท่าที่ควรแล้ว ยังโดนคนมายึดพื้นที่ที่ใช้ทำมาหากินไปซะอีก

ได้ดูรายการ ได้อ่านแล้ว สะเทือนใจมากครับ คิดว่าคณะหุ่นเชิดของทั้งสองน่าจะได้รับการดูแลและสนใจมากกว่านี้

ดูคลิบวิดีโอที่เกี่ยวกับคณะหุ่นช่างฟ้อนโจหน่ากันเลยดีกว่า

สัมภาทษ์

ข่าวและเรื่องราวเพิ่มเติมจาก hunchangfornpuppets.igetweb.com

มัลติพลายก็มีนะ
jonapuppet.multiply.com

อะไรดีๆแบบนี้ อยากให้สนับสนุนกันครับ เลยอยากช่วยบอกต่อ หรือไม่ก็อย่างที่ทั้งสองท่านเคยพูดไว้ว่า ไม่ต้องทำอะไรก็ได้อย่าขอแค่อย่าพูดจาบั่นทอนกำลังใจกันเลย

ปิดท้ายด้วยการแสดงเชิดหุ่นจากคณะโจหน่ากันดีกว่าครับ