ล่องแม่น้ำปิงชมสะพานดำ

การที่เราเป็นคนแถวๆนี้ ก็อาจจะทำให้เราไม่ได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่คนอื่นๆที่เป็นนักท่องเที่ยวเค้ามาทำกันเวลามาเที่ยวอย่า่งเช่นการนั่งเรือชมแม่น้ำปิง

เราเคยขี่รถ ขับรถผ่านไปผ่านมา นั่งริเวอร์ไซด์ กู๊ดวิว เฮือนโบราณกันมาบ้าง (รวมถึงร้านอาหารริมแม่น้ำปิงอื่นๆด้วย) แต่บางคนก็ไม่เคยนั่งเรือชมแม่ปิงกัน ก็มันเห็นซะเคยชินอ่ะนะ

คราวนี้มีโอกาสโดยบังเอิญ เนื่องจากทางครอบครัวและญาติๆนำอัฐิของคุณปู่ไปลอยอังคาร(ในวันอาทิตย์) เลยได้ลงเรือล่องแม่น้ำปิงไปในตัว เรือลอยอังคารนำเที่ยวแถมอีกหน่อย วนเวียนแถวๆบริเวณวัดชัยมงคล วัดดังของเชียงใหม่ที่อยู่ติดน้ำปิง ที่นี่มีคนนิยมมาทำบุญปล่อยนกปล่อยปลากันเยอะ แถวๆนั้นมีบ้านและสถานที่ริมน้ำสวยๆอยู่พอสมควรเหมือนกัน อย่างบ้านของนางสาวเชียงใหม่คนแรก โรงแรมเชดีย์ บ้านเก่าๆ เป็นต้น

(คลิกที่รูปเพื่อชมรูปใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย)

รูปนี้เป็นรูปของสะพานดำ สะพานที่สร้า้งขึ้นเพื่อจำลองสะพานนวรัฐในอดีตก่อนสร้า้งใหม่ มุมมองจากเรือกลางแม่น้ำเป็นมุมมองที่ผมไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักเลยถ่ายรูปเอามาแบ่งกันดู

Continue reading “ล่องแม่น้ำปิงชมสะพานดำ”

ลานประตูท่าแพยามเย็น

มีอยู่วันหนึ่ง ไปตระเวณเดินแกร่วห้างและดูของตามห้างต่างๆกับเพื่อน วันนั้นเป็นวันเสาร์ หลังจากที่ขี่รถเครื่อง(รถมอเตอร์ไซค์)ตระเวณรอบเชียงใหม่ไปตั้งแต่พันทิพ สยามทีวี เซนทรัลแอร์พอร์ต คอมพลาซ่า ไอค่อน จนหมดมุขเดินดูของ ตัดสินใจจะกลับบ้านกันแล้ว แต่ระหว่างทางขี่รถผ่านลานประตูท่าแพ หรือที่มักจะเรียกกันว่าข่วงท่าแพ ตอนนั้นก็เป็นเวลาเย็นๆ อากาศดีๆ เพื่อนก็เสนอว่าไปนั่งให้อาหารนกกันไหม นั่งเล่นชมวิว ชมสาวกันไป ก็เป็นไอเดียที่เข้าท่าดี (โดยเฉพาะดูสาวๆต่างชาติ) นั่งพักสักหน่อยก็ดีเหมือนกันเพราะเดินมาเกือบทั้งวันแล้ว แล้วเราสองหนุ่มก็จอดรถบนลานประตูท่าแพ ชิลๆ ชมบรรยากาศยามเย็นกันไป

ประตูท่าแพน่าจะเป็นประตูเมืองเชียงใหม่ที่มีคนรู้จักมากที่สุดในบรรดาประตูเมืองเชียงใหม่ทั้งหมดและเป็นประตูเดียวที่มีลานกิจกรรมกว้างๆไว้สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆเนื่องในวันสำคัญหรือเทศกาลต่างๆ ที่นี่จึงเป็นประตูเมืองที่มีบรรยากาศคึกคักที่สุด
เวลาที่มีภาพยนต์ ละคร หรือโฆษณาอันไหนที่ต้องการสื่อถึงเชียงใหม่ก็มักจะมาถ่ายทำกันที่นี่เป็นส่วนใหญ่

               คนส่วนใหญ่จะมาที่นี่ก็ต่อเมื่อมีการจัดงาน แต่วันนี้ผมมาในยามปรกติ ยามเย็นธรรมดาๆของวันหยุดวันนึง ก็ทำให้ได้บรรยากาศที่ต่างออกไป ถึงแม้จะไม่มีผู้คนล้นหลามคับคั่งแต่ที่นี่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเชียงใหม่ จึงมีผู้คนเดินสัญจรไปมาโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา บ้างก็ใช้เป็นที่นัดพบปะพูดคุย บางครั้งก็จะเห็นคนมาทำกิจกรรมที่นี่ อย่างเช่นวันนั้นก็มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นมาหัดเล่นจั๊กกลิ้ง(เขียนอย่างนี้รึเปล่านะ)อยู่คนเดียว ถ้าใครไม่รู้ว่าจั๊กกลิ้งคืออะไร มันคือการแสดงประเภทโยนของ ควงของให้ลอยบนอากาศนั่นเองครับ บางคนก็มาขี่จักรยานเล่น

เพื่อนผมบอกว่านกพิราบมันน้อยกว่าเมื่อก่อนเยอะ แล้วรถขายขนมปังก็ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เขาห้ามขายหรือยังไง สุดท้ายเค้าเลยเดินไปซื้อขนมปังมาจากเซเว่นแถวๆนั้นมาให้นกแทน นั่งๆให้อาหารนกอยู่ดีๆมีนักท่องเที่ยวคู่หนุ่มสาวชาวจีนที่พกกล้องมาเที่ยวแอบถ่ายรูปเพื่อนผมซะงั้น ตอนแรกก็แอบๆถ่ายไกลๆ พอเห็นว่าเพื่อนผมไม่ว่าอะไรก็เข้าไปใกล้เรื่อยๆ ตอนแรกก็กะจะเนียนไปขอถ่ายรูปสาวจีนซะหน่อย ขาวสวยหมวยมากๆ แต่ไม่ดีกว่า ผู้ชายจีนที่มาด้วยกันน่าจะเป็นแฟนเค้า กลัวเกิดเรื่อง

นกพิราบที่นี่น่าจะคุ้นกับคนเป็นอย่างดี เพราะไม่มีท่าทีกลัวคนเลย บางตัวจับเพื่อนผมจับมันมาอุ้มเล่นยังได้เลย


สิ่งที่เราพบเห็นเป็นประจำที่นี่ก็แน่นอนล่ะครับว่าคือภาพของนักท่องเที่ยวถ่ายรูปหน้าประตูท่าแพ  ท่าแพยามเย็นนี่บรรยากาศดีเหมือนกันนะ นั่งชมวิวชิลๆเพลินๆ หลือบไปเห็นร้านกาแฟสตาร์บัคส์ตรงมุมตึกริมถนน มาเปิดที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ดูแล้วเป็นร้านกาแฟที่น่านั่งมาก นั่งจิบกาแฟชิลๆ ชมวิวบรรยากาศประตูท่าแพไป โอ้วว ชิลสุดๆ

ผมเองก็ผ่านแถวๆนี้บ่อยๆนะ แต่ไม่เคยสังเกตเห็นสตาร์บัคส์เลย อาจจะเป็นเพราะเวลาเราขี่รถมาถึงบริเวณนี้ต้องใช้สมาธิกับการขับขี่มากพอสมควร เพราะว่าเป็นจุดที่จะมีรถจากถนนท่าแพมาบรรจบกับถนนรอบคูเมืองรอบนอกบริเวณหน้าประตูท่าแพ ซึ่งถ้ารถเยอะๆจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ไหนจะคนที่เดินข้ามถนนอีก รถที่มาบรรจบกันอีก ถ้าไม่ดูดีๆมีโครมแน่ๆครับ

ทำให้นึกถึงเรื่องราวบางอย่างในชีวิตของเราครับ บางสิ่งอาจจะอยู่ใกล้หูใกล้ตาเราเกินไป จนเราให้ความสนใจกับสิ่งอื่นจนไม่สังเกตว่ามีมันอยู่ตรงนั้น เฮ้อ

เหลือบไปเห็นแมคโดนัลด์ด้วย ไม่รู้สาขาเปิด 24 ชั่วโมงเหมือนที่ไนท์บาร์ซาร์รึเปล่า ถ้าใช่ก็ได้ทำเลใหม่ยามดึกมาอีกที่หนึ่งแล้วครับ

ย้อนกลับที่สตาร์บัคส์ มองตาละห้อย แล้วก็เดินไปซื้อชาเย็นเซเว่นมานั่งดื่มที่ม้าหินอ่อนบนข่วง ชิลๆตามกำลังทรัพย์ บรรยากาศดีๆทำให้ชาเซเว่นมีรสชาติดีขึ้นได้โดยอัตโนมัติ(คิดไปเองทั้งนั้น)

เดินเล่น นั่งเล่นกันสักพัก นึกขึ้นได้ว่าอยากแบ่งปันภาพบรรยากาศตอนนั้นให้ผู้อ่านบล็อก จึงเกิดไอเดียอยากลองถ่ายภาพพาโนราม่า 360 ของบรรยากาศลานหน้าประตูท่าแพยามเย็นดู ว่าแล้วก็จัดเลยครับ แล้วก็ได้ผลงานออกมาดังรูป

(คลิกที่รูปเพื่อดูภาพขนาดใหญ่ครับ)

รูปนี้ก็ตามเคยครับ ใช้โปรแกรมขาประจำที่ผมใช้ทำรูปพาโนราม่าบ่อยๆครับ สนใจใช้โปรแกรมนี้อ่านได้ที่บทความนี้ Hugin – Panorama photo stitcher ทำภาพพาโนรามาง่ายๆ ใช้กันฟรีๆ

ว่างๆถ้าไปเชียงใหม่แล้วไม่รู้จะไปไหนตอนเย็นๆ ผมว่าจะแวะไปนั่งเล่นที่ประตูท่าแพอีกก็ได้ครับ ชักติดใจบรรยากาศแถวนี้ตอนเย็นๆในวันปรกติเข้าให้แล้ว แต่เฉพาะตอนเย็นๆนะครับ ตอนกลางคืนน่ากลัวมาก เคยขี่รถผ่านแถวๆนั้นตอนดึกๆแล้วเห็นคนตัวซีดๆแต่งตัววับแวมๆหน้าตาน่ากลัว คอยยืนโบกรถด้วย บรื๋อ ขนลุกไปหมด

เมื่อไม่นานมานี้มีภาพยนต์เรื่องหนึ่งมาถ่ายทำฉากนักเรียนตีกันที่ลานท่าแพนี้ด้วย เรียกกระแสวิจารณ์เชิงไม่พอใจจากคนเหนือบางส่วนไปไม่น้อย ส่วนตัวแล้วเฉยๆกับเรื่องนี้ครับ คิดเสียว่ามันก็เป็นแค่ฉากหนึ่งในภาพยนต์ เพราะปรกติถ้านักเรียนแถวๆนี้จะตีกันเค้าไม่มาตีกันที่ข่วงท่าแพหรอกครับ มาตีกันแถวนี้ไม่สนุกหรอกครับ ตีกันได้แป๊บเดียวตำรวจก็คงมาไล่แล้วล่ะ ฮ่าๆๆ

ท่าแพตอนเย็นๆบรรยากาศดีจริงๆครับ มีโอกาสมาเที่ยวเชียงใหม่ มีเวลาว่าง ลองมาเดินเล่นดูนะครับ

ผ้าเช็ดตัวกับผ้าเช็ดตีน

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งตอนที่เรียนปีหนึ่ง ผมพักหอพักห้องเดียวกับเพื่อนที่จบโรงเรียนเดียวกันมาอีกสองคน สนิทกันมาตั้งแต่ม1. เพราะเรียนห้องเดียวกันจนจบม.ต้น ผ้าเช็ดตัวที่ผมใช้อยู่เป็นผ้าเช็ดตัวสีชมพู เพราะเหตุใดไม่ทราบได้ ผ้าเช็ดตัวที่ผมใช้ เมื่อใช้ไปสักพักก็มักจะมีรอยเขียวๆ น้ำเงินๆ ขึ้นมาเป็นดวงๆ พูดง่ายๆก็คือเชื้อราขึ้นนั่นเอง จะว่าผมตากผ้าเช็ดตัวไม่แห้งรึก็เปล่า ของเพื่อนๆในห้องทั้งสองคนก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ผมทนใช้อยู่อย่างงั้น เพื่อนรูมเมททั้งสองก็มักจะค่อนแคะ แซว กระแนะกระแน ผมทุกครั้งที่เห็นผมเอาผ้าเช็ดตัวผืนนั้นมาใช้

“เฮ้ย นี่มันผ้าเช็ดตัวหรือผ้าเช็คตีนวะเนี่ย”
“นี่คิงยังจะใจ้อยู่กาผ้าผืนนี้ เดวเชื้อรามันจะติดผิวหนังคิงนาโว้ย”
“ผ้าผืนนี่น่ะ เอาแป๋งผ้าเจ็ดตี๋นเหียเต๊อะคิง”
“สกปรกง่าว”
…………….
และอีกสารพัดที่คำพูดที่สองรูมเมทช่างสรรหามาใช้แซวผมทุกครั้งที่เห็นผ้าเช็คตัวผืนนั้น

ผมเองตอนแรกไม่สนใจ นานๆไป ผ้าผืนนั้นก็เหมือนผ้าเช็ดเท้าอย่างที่เพื่อนมันแซวเข้าไปทุกๆที เชื้อราแพร่กระจายกว้างขึ้นเรื่องยๆ เป็นดวงด่างทั่วผืน สีชมพูอ่อนๆที่เคยสวยงามตอนนี้กลายเป็นสีออกดำๆด่างๆ น่าสยองยิ่งนัก

“เฮ้ย เอาแป๋งผ้าเจ็ดตีนเต๊อะ เจื่อฮา”
เพื่อนมันหยิบผ้าเช็ดตัวผมขึ้นมาดู ผมนอนอยู่บนเตียงชั้นสองมองลงมา และก็คิดได้ว่ามันถึงเวลาที่ควรจะเปลี่ยนได้แล้ว
              “อืือ เอาเลย”
เมื่อจบคำพูดของผม ผ้าที่อยู่ในมือเพื่อนก็ร่วงลงสู่พื้นห้อง เปลี่ยนสภาพจากผ้าที่ใช้เช็ดตัว การเป็นผ้าขี้ริ้วที่เอาไว้เช็ดพื้นห้องและเช็ดเท้าไปในทันที แอบอาลัยอยู่หน่อยๆ แต่มันก็สกปรกอย่างที่เพื่อนมันว่าจริงๆ

“มีผ้าเจ็ดตี๋นใจ้แล้วบ่ะ ห้องนี้”
เพื่อนทั้งสองคนดีใจที่ห้องนี้มีผ้าไว้ทำความสะอาดพื้นห้อง มีผ้าเช็ดเท้าใช้ น้ำเสียงของทั้งสองคนเหมือนกับว่าทำภารกิจอะไรสักอย่างสำเร็จ ผมเองติดใจว่าที่ผ่านๆ ตกลงรูมเมททั้งสองมันปรารถนาดีกับสุขภาพเพื่อนร่วมห้อง หรือจริงๆแล้วมันทั้งทั้งสองแค่อยากได้ผ้าเช็ดเท้าใช้กันแน่

น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่านะ ผมว่า

เผลอแป๊บเดียว

วันประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย

เฮ้ย กูสอบติดแล้วโว้ยๆๆๆๆๆๆๆๆ ดีใจๆๆๆๆ
…………………………………….
ก่อนเปิดเทอม

วันนี้ต้องขนของเข้าหอแล้ว ตื่นเต้นชะมัดเลย กับชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อนใหม่ สังคมใหม่
…………………………………….

เปิดเทอมวันแรก

ตื่นเต้นจังจะได้เรียนคาบแรก กับการเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

โลกของชีวิตในมหาวิทยาลัยที่จะต้องฝึกฝนตนเอง หาวิชาความรู้ มีกิจกรรมมากมายให้ทำ มีประสบการณ์ชีวิตหลากหลายมากมายให้เราได้เรียนรู้ ตื่นเต้น ตื่นเต้น
……………………………………

เผลอแป๊บเดียว

สี่ปีผ่านไปแล้ว

นั่งเก็บของใส่กล่องคนเดียวในหอพัก พรุ่งนี้ที่บ้านจะเอารถมารับ ขนของกลับไปอยู่บ้าน รูมเมทเพื่อนรักขนของกลับไปกันหมดแล้ว

วันนี้ต้องนอนคนเดียวกับคืนสุดท้ายของการอยู่หอพักนักศึกษา และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย

นอนๆนั่งๆนึกๆไป ยังไม่อยากเรียนจบเลย
คงจะคิดถึงเพื่อนๆ แล้วก็ต้องออกไปต่อสู้กับชีวิต หางานทำ และเริ่มชีวิตการทำงาน เฮ้อ

มองย้อนกลับ เวลามันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียจริง ยังมีหลายๆสิ่งที่เคยคิดว่าเข้ามาเรียนแล้วอยากจะทำแต่ก็ยังไม่ได้ทำ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะรีบทำเสียก่อนที่จะไม่มีโอกาส บางครั้งก็มัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง บางครั้งก็มัวแต่เพลินกับการทำอย่างอื่น บางสิ่งบางอย่างก็เลยลืมทำไป

หอพักตอนนี้ก็ช่างเงียบเสียจริง น้องๆที่สอบเสร็จ เพื่อนๆที่เรียนจบก็กลับบ้านกันไปหมดแล้ว

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้

……………………………………..
เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตื่นมาก็ใกล้เวลาที่ที่บ้านจะเอารถมารับแล้ว ค่อยๆขนข้าวของลงไปรอที่หน้าหอ ทีละกล่องสองกล่อง

ชุดสุดท้ายก่อนจะปิดห้องและเอากุญแจไปคืนทางหอพัก

ผมวางกล่องไว้ที่หน้าห้อง gดินกลับเข้าไปดูห้องที่ว่างเปล่าอีกครั้ง ยังจำวันแรกที่เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ เผลอแป๊บเดียว แป๊บเดียวจริงๆ

ไปละนะ เดี๋ยวก็คงมีน้องๆเข้ามาพักต่อเทอมหน้า
………………………………………

นั่งกระบะหลังรถ รถที่ค่อยๆเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยไปทีละนิดๆ เราคงจะคิดถึงที่นี่มากๆ ความรู้สึกแปลกๆที่ว่าทั้งๆที่กำลังจะกลับบ้าน แต่กลับมีความรู้สึกว่า เรากำลังจากบ้านไปต่างหาก

วิวทิวทัศน์ที่คุ้นเคย กำลังค่อยๆลับสายตาไป
………………………………………

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งช่วงใกล้ๆเรียนจบ ทั้งของตัวเอง และการได้คุยกับเพื่อนๆ มักจะมีประโยคคล้ายๆกันหลุดออกมาว่า
“เสียดายที่ไม่ได้ทำ”
“ยังไม่อยากจบเลย ยังมีอีกตั้งหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ทำ”
“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะ……”

เวลามันมันผ่านไปแล้ว ย้อนเวลากลับมาไม่ได้

แต่กับน้องๆที่กำลังจะเข้าเรียน กำลังเรียนอยู่ น้องๆยังมีโอกาส ที่จะไม่ต้องพูดว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้”

ก็อยากให้น้องๆใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า ให้มีมิติที่หลากหลาย ทั้งเรื่องสังคม การศึกษาเล่าเรียน การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง เหมือนประโยคเดิมๆที่มักจะวนเวียนมาให้ได้ยิน

เคยมีการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า “มหาวิทยาลัยเป็นสวรรค์ที่อยู่ระหว่างนรกของการสอบเข้าและนรกของการทำงาน”

ช่วงเวลาดีๆมักจะทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

แล้วมันก็ เผลอแป๊บเดียวจริงๆ

……………………………………

จากใจ เจ้าของบล็อก

บทความนี้เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านพ้นช่วงเวลาใกล้เรียนจบ ที่มักจะเกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้น ก็คือใจหนึ่งอาลัยอาวรณ์ชีวิตนักศึกษา ชีวิตในมหาวิทยาลัย คิดถึงเพื่อนๆ กับอีกความรู้สึกหนึ่งที่ดีใจที่จะได้เรียนจบแล้วก็ไปประกอบอาชีพหางานทำ มีรายได้ เพื่อที่จะได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

ความรู้สึกนี้มักจะตามมาด้วยการรำลึกความหลังต่างๆ โดยเฉพาะเวลานั่งคุยกับเพื่อนๆ ช่วงใกล้เรียนจบ แล้วก็มักจะมีคนพูดขึ้นมาว่า
“เสียดายจัง ยังมีอีกตั้งหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ”

มักจะมีเรื่องราวแบบนี้เวียนวนกันไปซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า รุ่นสู่รุ่น ทั้งๆที่ก่อนจะเข้ามาเรียนก็มีรุ่นพี่พูดให้ฟังแล้วว่า เวลาของชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นผ่านไปเร็ว ให้ใช้เวลาและชีวิตในมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่าที่สุด

อยากให้รุ่นน้องที่กำลังเรียนอยู่ หรือ น้องๆที่กำลังจะเข้าเรียนศึกษาต่อได้มาอ่านบทความนี้ แล้วใช้เวลาในมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่าที่สุด จะได้ไม่ต้องมานึกย้อนหลัง แล้วเสียดายโอกาสในชีวิตหลายๆอย่าง เพราะกว่าจะรู้ตัวบางทีมันก็ เผลอแป๊บเดียว จะเรียนจบแล้ว
เผลอแป๊บเดียวจริงๆ
……………………………………..

น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ REAL

เรื่องราวของรุ่นน้องจอมแสบคนหนึ่ง ที่ผมเจอมากับตัวเอง

ตอนนั้นผมเองได้ขึ้นปี2 เป็นรุ่นพี่เต็มตัว มีหน้าที่ดูแลเทคแคร์และให้คำแนะนำรุ่นน้องที่เข้ามาเป็นน้องใหม่เฟรชี่ปี1ต่อจากเรา
ตามประสารุ่นพี่หมาดๆ บวกกับเห่อน้องๆ เราเองก็ไฟแรงเต็มที่ มีกิจกรรมอะไรก็เข้าร่วมกับเพื่อนๆร่วมชั้นปีมิได้ขาดเพื่อต้อนรับรุ่นน้อง และผมก็ได้รู้จักกับน้องคนนั้น ขอใช้นามสมมุติว่า น้องตวย ก็แล้วกันครับ

ตวยเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอมเก้งก้าง ผิวดำคล้ำ น่าตาดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ แต่พอเค้าเข้ามาคุยกับพี่ๆแล้วดูเป็นรุ่นน้องที่พูดดีและดูมีสัมมาคารวะกับรุ่นพี่มาก ตวยมักจะได้เจอกับผมบ่อยเวลารุ่นน้องปี1มีกิจกรรมต่างๆ เช่นเข้าเชียร์ มาซ้อมกิจกรรมแสดงวันขึ้นดอย เค้ามักจะเข้ามาถามนั่น ถามนี่ผมอยู่เสมอ

ตวยมักจะพูดกับผมและรุ่นพี่คนอื่นๆว่าเค้ามีชีวิตค่อนข้างลำบากและยากจน จนเราทุกคนสงสารและเห็นใจเค้า รุ่นพี่ที่อยู่หอเดียวกับเค้าเลยให้ความช่วยเหลือตวยหลายๆอย่าง ตามประสาพี่ๆน้องๆ

หลายๆครั้งตวยก็ร่วมดื่มกับรุ่นพี่ตามประสารุ่นน้องเจ้าสำราญ ตอนมีอาการเมาตวยดูเหมือนคนกร้านโลกมากกว่าที่จะเป็นเด็กอ่อนน้อมแบบที่เราเคยชินในยามปรกติ ท่าทางในการนั่งดื่ม วาจาที่พูดออกมา แววตา สูบบุหรี่จัด ดูเหมือนเป็นคนละคนกับรุ่นน้องที่เรารู้จัก บางทีก็แอบหลุดๆพูดจาตีเสมอกับรุ่นพี่อย่างกับเป็นรุ่นเดียวกัน แต่นั่นเราก็คิดเอาว่า อาจจะเพราะว่าความเมา บวกกับความจริงแล้วถ้านับอายุกัน ตวยอาจจะมีอายุมากกว่ารุ่นพี่ปี2หรือปี3บางคนด้วยซ้ำไป

ผมเองก็ไม่ได้สนิทกับตวยมากนอกจากทักทายกันบ้างเวลาเจอกัน แต่เพื่อนผมที่เป็นรุ่นพี่วิชาเอกเดียวกับตวยมักจะเล่าให้ฟังว่าไม่ถูกชะตากับน้องคนนี้เอาซะเลย

“คิงกึ๊ดนักไปคนเดวก้า”
“คนอย่างอี้นา ฮามองออกเว้ย มันไม่ใช่คนดีอย่างที่มันแสดงออกมาหรอก” เพื่อนผมบอก
“ก่อยๆผ่อไปดีกว่า จะไปตัดสินอะหยังตอนนี้เลย ผ่อไปเมินๆ”

ถึงแม้ว่าในใจผมเองก็แอบคิดว่ารุ่นน้องคนนี้ มีอะไรแปลกๆ ทะแม่งๆในใจ แต่ใจนึงก็ชอบที่มันเป็นคนดูมีสัมมาคารวะดี และก็ไม่อยากใช้อคติตัดสินคน เลยยังไม่เชื่อที่เพื่อนเตือนไว้

มีอยู่วันหนึ่งขณะที่กำลังจะเดินไปหน้าห้องประชุมที่น้องๆกำลังซ้อมเชียร์กันอยู่เพื่อไปดูน้องเตรียมพร้อมการเชียร์สำหรับแสดงวันขึ้นดอย ขณะกำลังเดินขึ้นบันไดไป จะถึงหน้าห้องเชียร์ ตวยวิ่งออกมามีอาการเหมือนคนจะอ้วก ร้องโอ้กอ้าก ชะโงกหน้าออกไปทางระเบียงด้านหน้าประห้องประชุม ผมเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง ไปช่วยลูลหลัง เอาน้ำมาให้ดื่ม

“ตวย เป็นอะไรวะ”
ไม่รู้เหมือนพี่ มันมึนๆเมาๆเหมือนอยากจะอ้วก แต่ก็อ้วกไม่ออก มวนๆท้อง”
“แกไปกินอะไรมารึเปล่า”
……….. บทสนทนาเต็มไปด้วยคำถามที่ผมพยายามถามอาการและหาสาเหตุของอาการ แต่ก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด

“เฮ้ย เอาน้องไปส่งหอเถอะ ให้มันไปพัก เดี๋ยวเราไปส่งน้องมันเอง”

เพื่อนผมที่เป็นรุ่นพี่วิชาเอกเดียวกับน้องตวยก็ออกมาดู เห็นน้องตวยนั่งพักอยู่ตรงม้านั่งหน้าห้องเชียร์ แล้วก็พูดกับผมว่า
“ให้มันนั่งอยู่นี่แหละ เลิกห้องเชียร์ให้มันกลับพร้อมเพื่อนๆ”
“มันจะเกินไปหน่อยมั๊ง ไม่เห้นเหรอว่ามันไม่สบาย”
ผมเถียงกับเพื่อนอยู่นาน และผมบอกว่าจะพามันไปหาหมอก่อนก่อนกลับหอด้วย จนสุดท้ายเพื่อนผมลากผมไปคุยตัวต่อตัว ไกลจากจุดที่ตวยนั่งซึม ทำหน้าตาอิดโรย แล้วก็ลากผมเข้าไปคุยตรงมุมบันไดที่ลับสายตาน้องตวย
“มึงดูไม่ออกเหรอเหรอว่ามันแกล้งทำน่ะ”
“หา มึงเอาอะไรมาพูดวะ”
“มึงไม่รู้หรอกว่าไอ้น้องคนนี้น่ะ จริงๆแล้วมันเป็นคนยังไง มันไม่ใช่คนแบบที่มันทำให้เราเห็นหรอกนะ”
“มึงอคติกับมันอ่ะดิ”
“กูไม่ได้อคติ เรื่องมันมีเยอะกว่าที่มึงรู้ แต่ไว้เดี๋ยวเลิกเชียร์ก่อน กูจะเล่าให้มึงฟัง”

หลังเลิกเชียร์ ส่งน้องๆกลับหอกันหมด เพื่อนคนนั้นก็มาเล่าให้ฟังตวยไม่ได้เป็นใสซื่อแบบที่เราเห็น แถมยังเป็นคนฉลาดแกมโกงเสียด้วย ตวยมักไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับกิจกรรมใดๆอย่างที่รับปากไว้อย่างจริงจัง ที่เค้าแสดงทำเป็นป่วยแบบนี้ก็เ่ืพื่อจะได้หนีกลับไปนอนหอก่อนเพื่อนๆ ผมเองพอเพื่อนเตือนถึงได้นึกขึ้นได้ว่าถึงตวยจะทำเหมือนจะอ้วกร้องโอ้กๆอ้ากๆ แต่ไม่ได้มีสีหน้าที่ซีดเซียวหรืออาการอย่างอื่นเลย มันก็น่าสงสัย แต่ก็ยังคิดว่าเพื่อนอคติกับน้องอยู่ดี เพื่อนจึงเล่าต่อไปว่า ตวยเที่ยวไปบอกกับคนโน้นคนนี้ว่าจน เสื้อผ้าชุดนักศึกษามีใส่แค่ชุดเดียว รองเท้าก็ขาดวันหนึ่งท่านคณบดีคณะรู้เข้า เกิดสงสารเลยให้เงินไปไว้ซื้อชุดน้องศึกษา

“แต่มึงดูมันแต่งตัวสิ กางเกงนักศึกษาขาบาน สีน้ำเงินไม่ใช่กรมท่า ร้องเท้าคอนเวิสเนี่ยนะ คณบดีเค้าให้มันเอาเงินไปซื้อชุดนักศึกษา มันก็น่าจะซื้อให้ถูกระเบียบมาใส่สิ”

ผมเองก็เพิ่งสังเกตว่าน้องตวยแต่งตัวอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆ

“จริงๆพวกเมเจอร์กูก็ให้ชุดนักศึกษาให้มันไปใช้ตั้งหลายชุด แต่ไม่เคยเห็นมันใส่เลย รองเท้าที่ให้ไปก็เป็นรองเท้าหนังสีดำถูกระเบียบมันก็ไม่ใส่”

“ตอนรับน้องเมเจอร์อีกนะ ฯลฯ”
เพื่อนสาธยายวีรกรรมน่าสงสัยของน้องคนนี้ออกมาให้ผมทราบอีกมากมาย หลายครั้งก็แอบหลุดพูดจาปีนเกลียวรุ่นพี่ ต่างจากภาพลักษณ์เด็กอ่อนน้อมที่เค้าแสดงออกมาให้เราเห็น

ผมรู้ดังนั้นก็ได้แต่ระวังเอาไว้ แค่ไม่ไปยุ่ง หรือหลงกลอะไรแกอีกก็พอ

แต่แล้วก็มีกิจกรรมที่ผมต้องไปหาน้องผู้ชายมา9คนมาเป็นลีดเดอร์เอนเตอร์เทนในวันสปอร์ตเดย์ เนื่องจากคณะผมผู้ชายมีน้อย เลยต้องดึงน้องตวยมาร่วมด้วย

ก่อนจะเริ่มซ้อมกัน ผมได้ขอคำยืนยันน้องๆทั้ง9คนว่า ทุกคนต้องมาร่วมซ้อมและต้องอยู่แสดงในวันสปอร์ตเดย์ได้ ทุกๆคนรวมถึงน้องตวยก็ตกปากรับคำเป็นอย่างดี

การซ้อมการทำกิจกรรมก็เป็นได้ด้วยดี และทุกๆคืนหลังจากซ้อมเสร็จผมก็จะย้ำกับน้องทั้ง9คนที่มาซ้อมว่า
“อย่าทิ้งหน้าที่นี้กลางคันนะ อยู่ด้วยกันจนถึงสปอร์ตเดย์นะครับน้องๆ” ซึ่งทุกคนก็รับปากหนักแน่น

จนเมื่อสปอร์ตเดย์ใกล้เข้ามา น้องตวยก็เดินมาบอกว่าอาจจะไม่ได้อยู่ร่วมวันสปอร์ตเดย์และขอถอนตัว ฮ่วย

“ตวย ไหนรับปากพี่ไว้แล้วไง”
“มันจำเป็นจริงๆพี่”
“เราจะไปไหน”
“ไปทำธุระครับ”
“ธุระอะไร”
ผมถามน้องตวยอยู่นาน ก็ไม่ได้ใจความว่าเค้าไปจะไปไหน ไปทำอะไรในวันสปอร์ตเดย์ รู้แต่ว่าเป็นธุระสำคัญ
“ตามใจมึง”
ผมพยายามระงับความโกรธและพยายามคิดว่ามันอาจจะจำเป็นจริงๆก็ได้ แต่อีกใจนึกก็คิดว่า ที่มันสมัครใจมาซ้อมลีเดอร์เอนเตอร์เทนก็เพื่อหลบห้องเชียร์ และนี่มันก็จะหลบไม่ร่วมงานสปอร์ตเดย์อีก หลบไปได้อีกต่อนึง โดยที่ไม่คิดถึงเพื่อนๆอีก8คนที่เหลือ และผมที่ต้องรีบหาคนมาแทนและช่วยกันซ้อมท่าเต้นให้คนใหม่ที่มาแทนน้องตวย โชคดีที่น้องคนที่มาแทนนั้นนั่งดูอยู่ในห้องเชียร์ทุกๆวันก็เลยจำท่าได้เร็ว เป็นอันรอดตัวไปสำหรับปัญหาที่น้องตวยทิ้งไว้ให้ ซึ่งก็เป็นดังที่เพื่อนๆเคยเตือนไว้ว่าน้องคนนี้มันหลบนู่นหลบนี่อยู่ตลอด เราได้ประสพพบเจอกับตัวเองแล้ว ซึ้ง…

หลังจากผ่านพ้นงานสปอร์ตเดย์ ผมก็ไม่ค่อยได้เจอน้องตวยเท่าไหร่นัก แต่แอบเห็นว่าเดี๋ยวนี้มีมอเตอร์ไซด์มาขี่ไปเรียนหนังสือ เห็นเพื่อนๆน้องตวยเค้าบอกว่าตวยไปซื้อมือสองมาใช้

“มันแต่งรถประหลาดๆเนาะ” ผมคิดในใจ มันเหมือนเอาสีสเปร์ยมาพ่นๆให้มันเลอะๆมากกว่าที่จะดูสวย

เรื่องราวของน้องตวยยังมีมากระทบหูอยู่เป็นระยะๆ ทั้งเรื่องไม่ไปเรียน ไม่ช่วยเพื่อนทำงานกลุ่ม จนไปถึงน้องตวยมีพฤติกรรมน่าสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติด

ผมไม่สนแล้วครับ และก็พยายามไม่ยุ่งไม่สมาคมด้วยแล้ว ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า ชีวิตใครก็ชีวิตมัน

จนเรื่องสุดท้ายที่ผมรู้เกี่ยวกับน้องตวยก็คือ น้องตวยถูกตำรวจจับข้อหาลักทรัพย์และถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยเสียแล้ว
“มันไปขโมยอะไรเหรอ” ผมถามรุ่นน้องคนที่มาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
“พี่จำรถมอไซค์คันทีมันขี่ได้ไหมคะ”
“อืมม”
“นั่นแหละ มันไปขโมยมา”
“หา ลักรถเลยเหรอ”
“อืมม แล้วลักรถใครก็ไม่ลักดันลักคนที่อยู่หอเดียวกับมันนั่นแหละ มันหักคอรถ ต่อสายตรง เอาไปให้ช่างเปลี่ยนกุญแจ แล้วก็พ่นสีรถแปลกๆแบบที่เราเห็นให้เค้าจำไม่ได้ แต่เจ้าของรถเค้าจำรถตัวเองได้น่ะสิ เค้าแอบดูอยู่นานจนมั่นใจว่าเป็นรถของเค้าแน่ๆ เพราะเค้าจำตำหนิรถบางจุดได้ แล้วก็เอาเลขเครื่องยนต์มาเช็ค พอมั่นใจว่าใช่รถเค้าแน่ๆ เลยเอาหลักฐานไปแจ้งตำรวจมาจับ แล้วไอ้เจ้าของรถน่ะ ก็รุ่นพี่ที่เป็นพี่คณะมันนั่นแหละ พี่รหัสน้องเอง”
“ฮ่วย มันบังเอิญขนาดนี้เลยเรอะ”

กล้ามากเลยครับ ทำอะไรแบบนี้ คงคิดว่าที่ๆอันตรายที่สุด คือที่ๆปลอดภัยที่สุดล่ะมั๊ง แต่สุภาษิตน่ะมันใช้ไม่ได้ผลทุกกรณีหรอกนะ

แสบจริงๆรุ่นน้องคนนี้

เด็กน้อยผู้น่าสงสาร

ณ ม้านั่งหน้าชมรมแห่งหนึ่งของคณะเก่าแก่หลังมช. ที่นี่เป็นที่ที่สมาชิกมักจะใช้เป็นที่นั่งพักผ่อน พูดคุย กิน ดื่ม และแม้กระทั่งใช้เป็นที่ซุกหัวนอนในบางกรณี

ในตอนกลางคืน ใครไปไหนมาไหน ยังไม่กลับหอ ก็อาจจะแวะมาดูว่ายังมีใครนั่งอยู่กันบ้าง หรือใครเบื่อก็มานั่งเล่น ง่วงก็ค่อยกลับไปนอนหอ

และเมื่อถึงช่วงเวลาใกล้สอบ ก็จะมีบรรดาๆสมาชิกที่ลี้ภัยจากที่พัก มาหาที่สงบอ่านหนังสือหนังหากัน แต่การมาอ่านหนังสือที่ชมรมไม่ค่อยได้อ่านกันหรอกครับ นั่งคุยกันซะมากกว่า ส่วนใหญ่จะไปหาที่สงบๆอ่านกันตามใต้ตึกและอาคารเรียน เวลาอยากพักก็ขี่รถมานั่งเล่น มาคุยกันที่ชมรมเอา

วันนั้นก็เหมือนกับทุกๆที ไม่ว่าจะเป็นเวลาดึกแค่ไหน ชมรมก็ยังมีพี่ๆ เพื่อนๆ น้อง มานั่งเล่นกัน ไม่ก็พลัดกันไป พลัดกันมา แวะเวียนกันมาไม่ขาดสายเนื่องจากว่าช่วงนั้นเป็นเวลาใกล้สอบ

และระหว่างที่กำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น เพื่อนคนหนึ่งก็ได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปรกติไปจากทุกๆวัน

เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ หน้าตาน่าเอ็นดู ส่วนสูงน้อยว่าถุงขยะสีดำใบใหญ่ที่เค้าแบกพาดบ่า เดินเข้ามาในคณะ เดินไปเดินมาหาเก็บขยะรีซายเคิลได้พวก ขวดน้ำ กระป๋องน้ำอัดลม
ตอนนั้นก็เป็นเวลาดึกพอสมควรแล้ว มันควรจะเป็นเวลาพักผ่อนของเด็กในวัยขนาดเขา ควรจะนอนหลับสบายอยู่บนที่นอน ไม่น่าจะต้องมาทำอะไรอย่างนี้

เราเห็นแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรในคืนแรก แต่ว่าหลังจากนั้น เราพบเห็นเด็กชายคนนี้เข้ามาเดินเก็บขยะตอนกลางคืนบ่อยๆ พวกเราจึงเริ่มให้ความสนใจ และเด็กคนนี้ก็เริ่มเป็นประเด็นในวงสนทนาของพวกเรา

“ดูเด็กคนนั้นสิ น่ารักเนาะ ขยันจัง แต่ก็น่าสงสาร ครอบครัวต้องจนมากๆแน่เลย”

“เอ็นดูมันเนาะ อ้อ..อ๊อย… ละอ่อนตั๋วเต่าอี้ เซาะหาซะตังค์ไจ้คนเดียว”

เื่มื่อบ่อยๆเข้า ก็มีเพื่อนๆน้องๆบางคนสงสาร บางคนก็เก็บขยะพวกขวดน้ำ กระป๋องน้ำอัดลม ไว้ เวลาเด็กนี่มาก็เอาให้ไป

เพื่อนคนหนึ่ง ชื่อบอย สงสารเด็กนี่มาก เลยมักจะเอาเงินให้เด็กนี่ไปด้วย ครั้งละสิบ ยี่สิบบาทก็ว่ากันไป เด็กนั่นก็มักจะดีใจและยกมือไหว้เพื่อนเราอย่างน่าเอ็นดู

“สงสารเด็กมัน”

………………….

เวลาผ่านไปสักพัก เด็กนั่นก็ยังวนเวียนมาเก็บขยะอยู่เรื่อยๆ

วันหนึ่งเรายกขโยงกันไปกินนมร้านแถวๆหลังมอกันกลุ่มใหญ่ เมื่อบทสทนาวกเข้ามาถึงเรื่องเด็กน้อยคนนั้น บอยก็เล่าให้ฟังว่า

“ฮาจะม่ัะเอาตังค์ฮื้อไอ่ละอ่อนนั้นละ”

“เยียะใดวะ” “ทำไม่ล่ะ พี่บอย”

“ฮาไปหันมันเล่นเกมอยู่ตี้ร้านหลังมอน่ะก่ะ ฮาว่าตี้มันไปเก็บขยะมาขายมันเอาตังค์มาเล่นเกมแน่ๆ เสียความรู้สึก”

“เป๋นจะอั้นไปเหีย ฮานิบ่ะเฮ้ย”

“นั่นเนาะ”

“วันนั้นมันเข้ามาเก็บขยะแหม ฮาก่อเลยสอนมันไป ว่าเยียะใดม่ะเก็บตังค์ไว้ เอาไปเล่นเกมเยียะใด มันก่อม่ะปากสักกำ แล้วเดินหนีฮาไปเลย”

หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ช่วยเหลืออะไรเด็กคนนี้อีกต่อไป และพอสักพักเด็กชายตัวน้อยก็ไม่มาเก็บขยะในคณะเราให้พวกเราเห็นอีกเลย