เดินเล่นในร้านหนังสือ

บทความนี้เป็นตอนต่อของ คิดเล่นๆในร้านหนังสือ ครับ

วันหนึ่งผมไปเดินเล่นที่ร้านหนังสืออย่างที่ชอบทำอยู่เป็นประจำ สายตาก็ไปสะดุดกับปกหนังสือเล่มนึงเข้า เล่มนี้ครับ

ถ้าดูผ่านๆตา อย่างไม่ละเอียดแล้ว อาจจะมีหลายคนที่คิดเหมือนกับผมว่า

“เฮ้ย พี่โน้ตอุดม ออกหนังสือใหม่แล้ว”

ด้วยความดีใจ แว่บนั้นก็รีบเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ครับ ฮ่าๆ คนที่อยู่บนปกคือ อ.จำรัส เซ็นนิล ผู้เขียนหนังสือชื่อ เล่มเดียวคุ้มโรคภัย เล่มนี้นี่เอง(พี่โน้ตคงไม่เขียนหนังสือและตั้งชื่อแนวนี้แน่ๆ)

จากนั้นเวลาไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือทีไร เวลาเห็นหนังสือเล่มนี้ทีไรก็ต้องขำตัวเองทุกที

           ล่าสุด อาจารย์่ท่านก็ได้ออกเล่ม2มาแล้วครับ วางแผงเรียบร้อย มาคราวนี้ไม่พลาดอีกแล้ว แต่ก็ยังแอบเหมือนอยู่นะ ดูผ่านๆก็นึกว่าพี่โน้ตอุดมเหมือนเดิม

ใครที่อยากรู้ว่าอาจารย์เป็นใคร หนังสือมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ลองเข้าไปดูที่เว็บของอาจารย์่ท่านได้เลยครับ www.jamrat.net

แต่หลังจากนั้นพี่โน้ตก็ได้ออกหนังสือเล่มใหม่ของพี่เค้ามาจริงๆ ชื่อหนังสือ “ดมได” ครับ มีหน้าปกตามรูป

(หน้งสือเล่มใหญ่มากครับ ไม่ใช่ขนาดพ็อคเก็ตบุ๊คทั่วไป)

เนื้อหาในหนังสือก็คือไดอารี่ที่พี่โน้ตเขียนไว้ ถ้าใครติดตามหนังสือเล่มก่อนๆของพี่โน้ตอุดมเค้า เล่มนี้มีรูปแบบเดียวกันกับหนังสือ GU เล่ม1-2-3 นั่นเอง

“คนดังเขียนไอดารี่ก็ขายได้ละ”

มีหลายๆคนพูดไว้ แต่การที่เราจะไปอยู่ในสถานะคนดังและเขียนไดอารี่ให้คนอ่านได้ไม่เบื่อและสอดแทรกแนวคิดที่เป็นประโยชน์ให้กับคนอ่านได้ มันก็ยากและมีต้นทุนเหมือนกันนะ

ผมอยากซื้อมาอ่านเหมือนกันครับ แต่ติดตรงที่หนังสือเล่มนี้ราคาสูงพอสมควร 450 บาทครับ เลยต้องถอยมาตั้งหลักก่อน เพราะช่วงนี้ดันซื้อหนังสือมาหลายเล่มละ นอกจากไม่มีตังค์แล้ว เล่มที่ซื้อมาเล่มก่อนๆยังอ่านไม่จบเลย แต่ถ้าเป็นสาวกพี่โน้ตแล้วก็คงควักเงินออกมาซื้อได้ไม่ยาก เพราะพี่โน้ตไม่ได้ออกหนังสือมานานมาก คนที่รออยู่ตอนนี้ก็คงสมใจแล้ว

………………………………
เครดิตรูปประกอบบทความ
เล่มเดียวคุ้มโรคภัย1 www.se-ed.com
เล่มเดียวคุ้มโรคภัย2 www.thaispecial.com/bookshop
ดมได www.se-ed.com

ร้านหนังสือแห่งกาลเวลา

สถานที่ๆผมชอบไปมากคือร้านหนังสือครับ
ถ้าไม่ติดเรื่องเวลา น่าจะอยู่ในนั้นได้ทั้งวัน จนบางครั้งคิดว่าอยากจะเปิดร้านหนังสือของตัวเองซะให้รู้แล้วรู้รอด
วันศุกร์ที่ผ่านได้มีโอกาสไปเยือนร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดทั้ง2ร้านในเชียงใหม่ ร้านที่คุณก็รู้ว่าร้านไหน ภายในวันเดียว

ไม่ได้ไปมานานมาก บางทีไปก็ไปได้แค่แป๊บเดียว แต่ครั้งนี้มีเวลาเหลือเฟือเลย เลยสามารถเอ้อระเหยลอยชายได้นานกว่าทุกครั้ง
และไปครั้งนี้ ให้ความรู้สึกที่แปลกและแตกต่างกว่าทุกครั้ง เพราะตั้งแต่โตมา ไปเองตลอด แต่คราวนี้ คนที่ไปด้วยคือคนที่เคยพาเราไปเมื่อตอนเรายังเด็กๆ คือคุณพ่อนั่นเอง แถมคราวนี้คุณแม่ก็ไปด้วย

ย้อนความหลังกันอีกแล้ว ตอนเด็กทุกครั้งที่ปิดเทอม พ่อจะพาผมและน้องสาวมาเที่ยวเชียงใหม่ ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีห้างให้เดินเล่นนอกจากตันตราภัณฑ์(ใครรู้จักและเคยไปต้องอายุเกือบ30ปีหรือมากกว่านั้น) และก็จะพามาที่ร้านหนังสือนี่แหละ ตอนนั้นดวงกมลยังไม่มีเลย สุริวงค์บุ๊คเซ็นเตอร์จึงเป็นร้านหนังสือที่พ่อมักจะพาผมและน้องสาวไปเที่ยวหาซื้อหนังสือและเครื่องเขียนกัน พ่อจะปล่อยให้เราเดินหาหนังสือกันเอง อยากได้เล่มไหนก็ซื้อตามสบาย

ครอบครัวเราไม่เคยมีรถส่วนตัว จึงต้องอาศัยรถโดยสารประจำทาง เดินทางมาจากบ้าน ต้องขึ้นรถ3ต่อถึงจะมาถึงที่นี่ได้ ดังนั้นทุกครั้งที่มาเที่ยวเราจึงมีมีเวลาไม่มากนักที่จะอยู่ที่ร้านหนังสือ เพราะแค่การเดินทางไปกลับก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ (เกือบสี่ชั่วโมงได้) ถ้าออกจากบ้าน ตอน 8โมงเช้า ถึงสุริวงค์ก็ประมาณเกือบ11โมง หักเวลากินข้าวกลางวันไปหนึ่งชั่วโมง ก็จะมีเวลาเที่ยวเชียงใหม่แค่ประมาณ3ชั่วโมงเท่านั้น แล้วก็ต้องรีบกลับบ้านไม่งั้นรถโดยสารเที่ยวกลับบ้านจะหมด ดังนั้นทุกครั้งที่ได้ไปเชียงใหม่ ก็จะได้ไปเที่ยวแค่ร้านหนังสือที่เดียวเท่านั้น ไม่ได้ไปที่อื่นเลย

เวลา3ชั่วโมงในร้านหนังสือ มันน้อยไป ไม่เพียงพอสำหรับเด็กตัวเล็กๆสองพี่น้องที่ต้องผจญภัยในดินแดนที่เต็มไปด้วยหนังสือ มีเรื่องราวต่างๆมากมายให้เราเดินเข้าไปหา

นอกจากหนังสือนิทานภาพสวยๆ การ์ตูนน่ารักๆที่เหมาะกับเด็ก ที่เราสองคนพี่น้องจะใช้เวลากับมุมนี้มากเป็นพิเศษแล้ว ที่ที่พลาดไม่ได้เลยที่จะแวะก็คือมุมสมุดภาพระบายสี ที่ที่เรามักจะค้นหาการ์ตูนเรื่องที่เราชอบว่ามีออกมาเป็นสมุดภาพระบายสีบ้างไหม ตอนนั้นที่เป็นการ์ตูนดังๆก็มีหมด โดเรมอน เซนต์เซย่า ดราก้อนบอล บางเล่มวาดไม่เหมือนต้นฉบับสักนิด หน้าตาเบี้ยวๆเราก็ยังซื้อมา

ชั้นหนังสือสูงกว่าส่วนสูงของเรา มันจึงเหมือนกับว่าเรากำลังเดินเล่นอยู่ในเขาวงกต ที่มีหนังสือเป็นผนัง ให้เราตื่นตาตื่นใจไปกับมัน
เดินผ่านทางนี้อาจจะมีรถยนต์อยู่เต็มไปหมด สิงสาราสัตว์ รูปปั้น งานศิลปะ คนที่น่าตาไม่คุ้นแต่เห็นเขาบอกเราว่าเป็นบุคคลสำคัญ พวกเค้าพร้อมจะให้เราทำความรู้จักและรับรู้เรื่องราวของเค้าเพียงเราหยุดทักทายพวกเค้าด้วยการหยิบพวกเค้าออกมาจากชั้นวาง ชื่นชอบใครเป็นพิเศษก็พาเค้ามาอยู่กับเราที่บ้าน มาอยู่บนชั้นหนังสือของเรา

นึกถึงตอนนั้นทีไร ก็รู้สึกดีทุกครั้ง

มาวันนี้ด้วยรถส่วนตัวที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของแม่ พาเราสามคนพ่อแม่ลูก และคุณน้าอีกหนึ่งคน มายืนร้านหนังสือแห่งนี้อีกครั้ง ออกจากบ้านมาตอนบ่ายโมงนิดๆ ถึงราวๆบ่ายสองโมงกว่าๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงมีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นที่จะเดินดูหนังสือ เพระาต้องออกจากเชียงใหม่กลับบ้านไม่เกินบ่ายสาม แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว กลับกี่โมงก็ได้สบายใจ ดูได้เรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ดูกันจนเมื่อยขาไปเลยทีเดียว

พ่อได้หนังสือมาตั้งใหญ่เพื่อจะเอาไว้ทำงาน แต่เรามันดวงไม่ดี ทีตอนอยากได้เล่มนั้นเล่มนี้ ไม่มีเงิน พอพ่อมาด้วยแล้วจะจ่ายตังค์ให้ดันไม่เจอเล่มที่อยากได้เลยซะอย่างงั้น เซ็งจริงๆ

แยกย้ายกันไปดูหนังสือที่แต่ละคนสนใจ ที่นี่ต่างจากเมื่อก่อนเยอะ พ่อเองยังแปลกใจเพราะพ่อก็ไม่ได้มาที่นี่เลยตั้งแต่พวกเราโต เป็นสิบปีแล้วมั๊ง หรืออาจจะนานกว่านั้น

หนังสือบางเล่มเราเห็นเค้ามาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้เค้าก็ยังอยู่ทักทายเราบนชั้นหนังสือ แค่เปลี่ยนปกเปลี่ยนรูปเล่มใหม่ แต่ก็ยังเป็นเค้าคนเดิม
ตอนนั้นพ่อพาเรามา ตอนนี้เราขับรถพาพ่อมา แถมคราวนี้แม่มาด้วย แต่ดันขาดน้องสาวเพราะน้องต้องทำงาน พี่ชายว่างงานเลยเป็นคนขับรถไปก่อน
เมื่อก่อนแม่ยุ่งมาก ยุ่งจนทุกๆครั้งที่มาเที่ยวกัน มักจะมีแค่พ่อ ผม กับน้องสาวเท่านั้น วันนี้รู้สึกดีที่แม่ได้มาที่นี่กับเรา กับพ่อ เหมือนกับตอนนั้นที่อาจจะเคยนึกในใจแต่ไม่เคยพูดออกมา “แม่ไม่มาเที่ยวด้วยกันเหรอครับพ่อ” ที่ที่ตอนนั้น มีเราเกือบครบครอบครัว ขาดแม่อยากให้แม่มาด้วย

บ่าย4โมง เปลี่ยนสถานที่ ออกเดินทางไปเดินเล่นดูหนังสือที่ดวงกมลต่อ มาทั้งทีก็เอาให้คุ้มเอาให้ครบ กลับเมื่อไหร่ก็ได้
เดินดวงกมล เห็นน้องๆนักศึกษามาหาดูตำราเรียนกัน ดูจากชุดและป้ายชื่อแล้วก็รู้ว่าเป็นรุ่นน้องคณะ เพราะคณะนี้ต้องหาหนังสือประกอบการสอนหรือสื่อการเรียนการสอนอยู่ตลอด เห็นแล้วก็นึกถึงตัวเองตอนนั้นจัง เคยนั่งรถแดงจากหลังมอมาดวงกมลโดยใช้เวลาสองชั่วโมงถ้วน เพราะรถติดมากแถมรถแดงยังวนไปส่งคนนั้นคนนี้หลายที่เหลือเกิน พอมาถึงก็เจอเพื่อนคณะ ที่เค้าไปกลับเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หอแล้วขี่มอไซค์มาเอง เลือกหนังสือเรียนเสร็จแล้ว กำลังจะจ่ายเงินและกลับมหาลัย ฮ่วย
“อ่าว เพิ่งมาถึงเหรอ เห็นขึ้นรถแดงมาตั้งตอนเลิกเรียนแล้วนี่” พอแล้วให้ฟังเพื่อนมันก็ขำเราใหญ่เลย

เห็นน้องๆนักศึกษาทีไรก็นึกถึงตอนเรียนมหาลัย คิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกครั้ง

เดินผ่านชั้นหนังสือชั้นแล้วชั้นเล่า สะดุดตากับหนังสือเล่มหนึ่ง มันคือภาค2ของหนังสือที่เคยอ่าน เป็นหนังสือที่อ่านแล้วสะเทือนความรู้สึกมากๆเล่มหนึ่ง ชื่อเรื่อง”หัวใจนี้ไม่มีพอ” ที่เป็นเรื่องอ่านแล้วเกิดความรู้สึกแปลกๆ มีหลายอารมณ์อยู่ในนั้น แต่ก็จบลงด้วยบทเรียนสำคัญ เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นโรคขาดผู้ชายไม่ได้ เป็นสาวสวย ฐานะดี แต่มีความประพฤติไม่ดี วันนี้เห็นเล่ม2วางอยู่ข้างๆเล่มแรก พร้อมกับบทสรุปของเรื่องราวที่ทิ้งท้ายไว้ในเล่มแรก ที่เราค้างคาใจ ตอนนี้คนเขียนเรื่องนี้ได้รับผลกรรมที่ตัวเองได้ก่อไว้แล้ว เธอน่าอิจฉา น่าหลงไหลในตอนต้นเรื่อง แต่เรากลับสงสารเธอจับใจในตอนจบ
อ่านเล่มแรกไปเมื่อ3-4ปีก่อน พอมาเจอเล่ม2 เหมือนเราได้รู้ข่าวคราวของคนที่เรารู้จักที่เราไม่ได้เจอกันมานาน ข่าวนี้ช่างน่าเศร้า และทำให้เราสงสารเธอมากยิ่งขึ้นไปอีก
ยังไม่ได้อ่านทั้งหมดหรอกครับ อ่านปกเอาใจความสำคัญก่อน ถ้ามีเวลาคงได้กลับไปรับฟังเรื่องราวเต็มๆของเธอต่อจากตอนนั้น

เดินๆไปสนใจหนังสือเล่มหนึ่ง หยิบขึ้นมา เล่มนี้แหละที่วันนี้จะพาเค้าไปอยู่บ้านด้วย แต่ดูจากรูปเล่มและสภาพแล้ว น่าจะเป็นหนังสือเก่า เปิดดูก็พบว่าเค้ามาจากปี50เลยทีเดียว ขอบใจมากนะที่นั่งไทม์แมชชีนมา เราชอบหนังสือแบบนี้จริงๆ ดีใจที่เจอ

นวนิยายบางเรื่อง คนแต่งไว้เป็นร้อยๆปี ก็ยังมีหนังสือพิมพ์ออกมาให้อ่านกัน เราได้รับความบันเทิงแบบเดียวกับที่คนเมื่อร้อยกว่าปีก่อนได้รับ แต่กับบางเล่มที่เคยอยากได้แต่พลาดไปในเวลาไม่กี่ปี วันนี้หาพวกเค้าไม่เจอเสียแล้ว แย่จัง ยังอยากอ่านนะ

5โมงเย็นกว่าๆพ่อกับแม่และน้าเหนื่อยแล้ว เมื่อยขาและหิวข้าวด้วย เราไปจ่ายเงินค่าหนังสือแล้วไปหาอะไรกิน น้องสาวเลิกงานแล้วตามมากินข้าวเย็นด้วย บ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปเดินร้านหนังสือด้วย กว่าจะกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่ม

กลับถึงบ้าน แยกหนังสือของใครของมัน พ่อ แม่ ลูก แยกย้ายกันคนละทิศละทางไปตามมุมส่วนตัวของแต่ละคน เพื่อที่จะรับฟังเรื่องราวของเพื่อนใหม่ที่เพิ่งมาอยู่กับเราสดๆร้อนๆ หรือไม่ก็ทำความรู้จักคร่าวๆก่อน แล้วค่อยหาเวลามาคุยกันอย่างละเอียด

การไปเดินเล่นร้านหนังสือสำหรับผมแล้วมันให้ความสุขอย่างประหลาดจริงๆ

คิดเล่นๆในร้านหนังสือ

เรื่องนี้แว้บขึ้นมาในสมองตอนเดินเล่นในร้านหนังสือครับ เกิดจากการเราได้อ่านชื่อหนังสือแต่ละเล่ม อ่านไปอ่านมาก็เอามาปะติดปะต่อเป็นเรื่องเดียวกันได้ซะงั้น โดยหนังสือแนวจัดการกับชีวิตหรือแนวแนะนำไปสู่ความสำเร็จหรือความสุขช่วงนี้ออกมาเยอะมาตัวอย่างเช่นบทความก่อนหน้านี้ที่ได้เขียนถึง
เข็มทิศชีวิต แล้วดูๆไปหนังสือแนวนี้มันมีเยอะมาก ยิ่งออกมาแล้วก็เหมือนมันคุยกับเราอยู่เลย

เริ่มด้วยเล่มนี้ ชีวิตถ้ามันหาทางออกไม่ได้หรือหลงทาง คุณต้องมีนี่
เข็มทิศชีวิต
แต่ถ้าคุณยังหาทางออกไม่เจอ แสดงว่าคุณไม่รู้เกี่ยวกับเข็มทิศดีพอ ใช้เข็มทิศไม่เป็นใช่ไหม งั้นต้องอ่านนี่
เห็นไหมคุณต้องรู้กฎของเข็มทิศก่อน แหม ใช้เข็มทิศไม่เป็นไม่งั้นก็หลงทางแบบเดิมแหละ
แต่เอ๊ะ ถ้าคุณหาทางออกได้แ้ล้ว หาเส้นทางแห่งความสุขเจอแล้ว คุณจะมีความสุขได้ไง ถ้าคุณไม่รู้จัก

นี่ไง ความสุขเค้าก็มีกฏของมันนะคุณ จะไปมีความสุขพร่ำเพรื่อมันไม่ได้ มันจะไม่สมบูรณ์
เอ่อ ผมจะทุกข์เพราะค่าหนังสือนี่แหละครับ ถ้าต้องซื้อทั้ง3เล่ม ฮ่าๆ (พูดเล่นนะครับ หนังสือเขาดีจริงๆ ใครที่ชอบเล่มแรกก็น่าจะหาเล่ม2กับ3มาอ่านกันนะครับ)
อ๊ะ นี่ก็อีกชุดนึง เป็นหนังสือที่ดังพอๆกันเลย
คนเราจะประสบความสำเร็จได้ เพราะในชีวิตและการใช้ชีวิตนั้นมีเคล็ดลับและความลับ(The Secret)อยู่ คนที่เค้ามีชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จเค้ารู้ความลับเหล่านี้และใช้มัน หนังสือเล่มนี้จะบอกคุณถึงความลับนั้น แล้วคุณจะประสบความสำเร็จ มีความสุขในชีวิต
ชื่อหนังสือ The Secret
แต่ออกมาไม่นาน ก็มีคนมาบอกว่า มีความลับที่ลับกว่านั้น เป็น
ไงละนี่ลับกว่านะ The Top Secret เชียวนะ แค่ความลับธรรมดาๆ The Secret มันอาจจะน้อยไปนะ
แต่ เดี๋ยวก่อน มันยังมีที่ลับกว่านั้นอีก
นี่ไงภาคสอง เล่มที่แล้วมันลับไม่พอ นี่เล่มสอง ลับเข้าไปอีก
นึกว่าจะไม่มีอะไรลับกว่านี้อีกแล้ว แต่เดี๋ยวก่อน เดินไปเดินมาเจอเล่มนี้เข้าก็เหมือนมีคนมาบอกว่า
คุณจะรู้ความลับได้ไงถ้าคุณยังไม่มี
The Key กุญแจไงคุณ ไม่มีกุญแจก็หาไม่เจอหรอกความลับอะไรนั่น มันจะไขเข้าไปหาความลับไม่ได้ไง ฮ่าๆๆๆๆๆ
เอือม ความสำเร็จในชีวิตนี่ มันได้มาไม่ง่ายจริงๆนะเนี่ย ต้องมีเข็มทิศ มีความลับอะไรเต็มไปหมด แล้วก็ต้องมีกุญแจไว้ไขความลับอีก
โอ้ย จะบ้าตาย
ขำๆนะครับ หนังสือข้างบนทุกเล่มเป็นหนังสือดีจริงๆครับ หรือดีไม่ดียังไงลองไปหาอ่านตามร้านหนังสือดูกันครับ
ผมว่าผมคงผิดปรกติแล้วนะ คิดอะไรเป็นวรรคเป็นเวรได้ขนาดนี้ คงจะว่างมากไปหน่อย ฮ่าๆ
อ่อ แต่ถ้าอยากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แล้วล่ะก็อย่าลืมถามตัวเองด้วยนะ ว่า