ลองชิมเค้กหยดน้ำ

Rain Drop Mizu Mochi 01
ช่วงก่อนหน้านี้โลกโซเชียลได้แชร์รูปของขนมหน้าตาน่ากินมากๆจากญี่ปุ่น รูปร่างกลมๆใสๆ เหมือนหยดน้ำขนาดใหญ่

ช่วงนั้นฮือฮามาก อยากลองชิมดูเหมือนกันว่ารสชาติจะเป็นยังไง แต่ก็ไม่รู้จะไปหากินได้ที่ไหน

พอรู้ว่าตอนนี้ที่ร้าน Kyo Roll En มีขายจึงรีบรุดไปลองชิมโดยทันที ร้านนี้หาง่ายดีด้วย

รูปร่างหน้าก็อย่างที่เคยๆเห็นกัน เป็นก้อนขนมใสแจ๋ว น่าจะเป็นวุ้นมากกว่า ทำไมเรียกเค้กล่ะ ฮ่าๆๆ
ชื่อตามเมนูในใบเสร็จ คือ “Raindrop” Mizu Mochi

เวลากินก็ต้องเทน้ำเชื่อมราดตามด้วยผงถั่วเหลือง

Rain Drop Mizu Mochi 02

ตัวก้อนเค้กแทบไม่มีรสชาติเลย รสชาติที่เราสัมผัสได้ก็เป็นรสของน้ำเชื่อมกับผงถั่วซะมากกว่า สัมผัสที่ใช้ช้อนตัดตัวเค้กก็รู้สึกเหมือนตัดก้อนวุ้นหยุ่นๆ แต่ไม่ใช่แบบวุ้นหรือเยลลี่ซะทีเดียว จะมีความนุ่มแน่นกว่า

เป็นขนมที่หน้าตาสวยงามน่าสนใจ แต่พอได้ทานแล้ว ก็แบบว่า อร่อยดีนะ แต่ก็ไม่ถึงกับ โอ้โห อร่อยมาก สุดยอด อะไรแบบนี้ อาจจะเพราะคาดหวังก่อนไปกินไว้เยอะเกินไปก็ได้

เค้กหยดน้ำ “Raindrop” Mizu Mochi ราคา 135 บาท ที่ร้าน Kyo Roll En ครับ

J Series Festival : ได้เจอ Yuko Oshima แล้ว

J Series Fes 04
เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเป็นผู้โชคดีได้บัตรไปร่วมงาน J Series Festival ที่โรงหนังสยามภาวาลัย สยามพารากอนครับ

สำหรับงานนี้ก็จัดมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นงานที่รู้กันในบรรดาแฟนๆฝั่ง J ว่าขึ้นชื่อเรื่องความยากในการได้บัตรเข้าร่วมงาน เพราะการจะได้บัตรมาต้องร่วมเล่นเกมกับทางผู้จัดงานผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊คหรือทางไลน์เท่านั้น

ด้วยจำนวนบัตรอันน้อยนิด จึงต้องเกิดการแย่งชิงกันเป็นธรรมดา ปีนี้ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะต้องเข้าร่วมศึกเพื่อแย่งชิงบัตรกับเขา จนกระทั่งมีการประกาศว่า ยูโกะ โอชิมะ ดาราสาวและอดีตสมาชิกแถวหน้าของวงไอดอล AKB48 จะมาร่วมงานด้วย จำได้ว่าตอนเห็นประกาศจากทางเพจ J Series Festival นั้น ขนลุกเกรียวไปทั้งตัวเลย

เอาแล้วไง นี่เราต้องเข้าร่วมศึกแย่งชิงบัตรงานปีนี้ด้วยสินะ

เกมแล้วเกมเล่า เล่นทุกเกม ก็ไม่ได้สักที แต่ก็เล่นไปเรื่อยๆ ถึงไม่ได้บัตรก็ตั้งใจว่าจะไปดูผ่านจอที่ฉายหน้างานเอาก็แล้วกัน จนมาถึงเกมรองสุดท้าย ก็ทำสำเร็จ มีชื่อเราเป็นผู้โชคดีได้รับบัตรกับเขาด้วย ดีใจมากกกกก ตอนที่เปิดดูผลกำลังอยู่ในร้านก๋วยเตี่ยว ถ้าอยู่ในห้องพักคงเฮลั่นไปแล้ว

เฝ้าคอยจนถึงวันงาน ก็มีไปนั่งลุ้นบัตรกับน้องที่รู้จักกันตั้งแต่งาน TCC ที่หน้างาน มีแจกบัตรหน้างานอีกจำนวนนึง คนที่ยังไม่ได้บัตรก็ไปลุ้นกันจนหยดสุดท้ายที่หน้างานกันเลยทีเดียว คนที่พยายามจนถึงขนาดนี้แล้วไปได้บัตรก็เศร้าใจกันไป

บรรยากาศงานคึกคักดี แฟนๆล้นหลาม เสียดายตรงสถานที่นี่แหละ บริเวณหน้าโรงหนังสยามภาวลัยพื้นที่มันน้อยนะ งานดูเหมือนจะไปรบกวนคนที่มาดูหนังตามปรกติด้วย โดยเฉพาะช่วงที่มีการเข้าแถวรอเข้าโรงหนัง เจ้าหน้าที่โรงหนังกับเจ้าหน้าที่ของงานมีปากเสียงกันเล็กน้อย เพราะพื้นที่ที่คนเข้าแถวไปกินบริเวณทางเดินของคนจะเข้าไปดูหนังจนเดินผ่านไปแทบไม่ได้

งานจัดได้ตรงตามเวลาและกำหนดการเป๊ะๆเลยทีเดียว เริ่มจากมีการฉายวิดีโอแนะนำรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่มีออกอากาศในประเทศไทย อุ่นเครื่องด้วยให้ผู้ชมปรบมือและใช้พัด แล้วก็มีตัวมาสค็อตของงานที่ออกมาแบบโฮโลแกรมยังกะโวคอลลอยด์มาทักทาย ปีนี้ใส่ชุดนินจา

ตามด้วยวิดีโอแนะนำละครญี่ปุ่นที่กำลังจะออกอากาศภายในปีนี้หลายเรื่อง แต่ละเรื่องน่าสนใจมากๆ น่าดูๆทั้งนั้น ระหว่างนี้จะมีวิดีโอชวนให้ดูซีรียส์จากนักแสดงของเรื่องนั้นๆแทรกมาด้วย เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆได้เยอะอยู่ แฟนใครออกมาก็กรี๊ดกันใหญ่ โซตะ ฟุคุชิ งี้ ยามะพี งี้

จากนั้นก็เป็นเวลาที่ทุกคนรอคอยกับช่วงสัมภาทย์แขกรับเชิญสุดพิเศษ Yuko Oshima และ Daiki Arioka

J Series Fes 05

การสัมภาทย์เป็นไปอย่างสนุกสนานไปกับความน่ารักของแขกรับเชิญทั้งสอง เรียกเสียงกรี๊ดเสียงเฮได้ตลอดช่วงการสัมภาทย์เลย

Continue reading

กว่าจะเลือก TV ได้สักเครื่อง

Sony Bravia LED TV 32 W700C_01
ในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อTVได้สักที หลังจากยึกๆยักๆ ลังเลมานาน กินเวลานับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ กทม.ก็อยากได้ทีวีสักเครื่องตั้งแต่ตอนนั้น เวลาผ่านมาก็ 3ปีกว่าเกือบจะ 4ปีเลยครับ

แรกเริ่มเดิมทีก็งงๆ เลือกไม่ถูกเหมือนกันนะ มันมีให้เลือกเยอะแยะไปหมด ยิ่งเป็นพวกชอบอ่านข้อมูลเทคนิคที่บางทีเราเองก็ไม่เข้าใจอะไรหรอก ยิ่งอ่านยิ่งงง ยิ่งลังเลไปกันใหญ่

หลังๆมาเลยเปลี่ยนเป็นเริ่มจากกำหนดความต้องการของตัวเองก่อน มานึกก่อนว่าเราต้องการอะไร กำหนดงบประมาณไว้คร่าวๆด้วย

พอสรุปความต้องการของเราแล้ว ไม่ได้มีอะไรมากเลย แค่อยากได้ทีวีLEDสักเครื่องที่จะเอามาไว้ดูทีวี ดูหนังจาก DVD หรือ Blu-ray เท่านั้นเอง เลยพยายามตัดเรื่องเทคนิคยิบย่อยลงไปให้หมด เหลือแค่หลักๆ คือต้องเป็น Full HD1080 มีช่องต่อ HDMI และเป็น Digital TV ในตัว

เป็นความต้องการที่พื้นฐานมากๆเลย

เมื่อตัดนู่นตัดนี่ออกจนเหลือแค่นี้แล้ว ก็มาตัดสินใจเลือกขนาดจอกัน ต้องสรุปขนาดหน้าจอ เลือกขนาดจอตั้งแต่ก่อนไปซื้อให้เด็ดขาดครับ จะได้ไม่ไปลังเลเวลาเซลล์ถามว่าพอเหรอ? ไม่เอาจอใหญ่กว่านี้อีกสักนิดเหรอ? ไรงี้ ตรงนี้ต้องหนักแน่นก่อนครับ งบจะได้ไม่บานปลาย

ช่วงที่ตัดสินใจเลือกขนาดจอเนี่ยล่ะครับ ที่ทำเอาลังเลอยู่นาน ไปเดินๆดูตามงานเครื่องใช้ไฟฟ้า Power Mall, Power Buy บ่อยๆ ก็ลังเลอยู่ว่าจะเอาแค่จอเล็กๆแค่พอไว้ดูทีวีได้ก็พอ หรือ เอาใหญ่หน่อยแต่ไม่ใหญ่มาก สัก 32 นิ้ว กำลังดี มาคิดๆดู ถ้าจะดูบลูเรย์ด้วยก็เอาใหญ่ๆหน่อยก็ได้ แต่ก็ยังไม่อยากให้ใหญ่มาก เผื่อเวลาต้องย้ายห้องพักไปไหนจะได้สะดวก ก็เลยลงตัวที่สเปค 32 นิ้ว และต้อง Full HD

ปรากฎว่าด้วยความต้องการตามนี้เนี่ย ตัดตัวเลือกออกไปได้เยอะเลย เพราะนอกจาก Sony แล้วแบรนด์อื่นๆที่เป็นแบรนด์ใหญ่ๆไม่มีใครทำ 32 นิ้วแบบ Full HD เลย (ณ ตอนนั้นนะครับ) ตอนไปถามเซลล์ของยี่ห้อนึงเค้าบอกว่า มันไม่เห็นความแตกต่างมากนักที่จอแค่ 32 นิ้ว หลายๆแบรนด์เลยไม่ทำออกมาขาย 

แต่เราจะเอาอ่ะ จะ Full HD อ่ะ จอเล็กแยกออกไม่ออกเราไม่สน ^_^

ซึ่งเราเองก็เป็นคนที่หลงไหลในอารยธรรมอยู่แล้ว จริงๆก็ตั้งใจแต่แรกแล้วล่ะว่าอยากได้ Sony แต่ก็หาข้อมูลของแบรนด์อื่นๆเปรียบเทียบดูก่อน

เมื่อรูปการณ์ออกมาแบบนี ก็ตัดสินใจง่ายขึ้น ตอนนั้นถ้าตัดสินใจเลือกจอเล็กๆก็คงต้องมองแบรนด์ที่ชื่ออาจจะไม่คุ้นหูนักแทน เพราะแบรนด์ดังๆส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำจอที่ขนาดเล็กกว่า 32 นิ้วเท่าไหร่ เห็นมี Philips กับ Toshiba ที่มีขนาดจอ 24 นิ้ว อยู่ แต่ตอนนั้นถ้าจะเอาเล็กๆก็คงเป็น 18 นิ้วไปเลย

เมื่อหลายๆอย่างลงตัว สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อ ทีวี Sony รุ่น LED W700C ขนาด 32 นิ้ว ราคาปรกติอยู่ที่ 16,490.00 บาท
ตอนซื้อมีโปรโมชั่นจ่ายด้วยเงินสดหรือรูดบัตรเครดิตเต็มราคา ราคาลดเหลือ 15,170 บาท กับมีโปรโมชั่นซื้อพร้อมเครื่องเล่น Blu-ray จะลดราคาเครื่องเล่นจาก 2,990 เหลือ 1,490 บาทด้วย (บทความ : เรื่องที่เพิ่งรู้หลังซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์)

สรุปจ่ายไปรวมทั้งหมด 16,660 บาท เกินงบที่ตั้งไว้ตอนแรกว่าไม่อยากให้เกิน 15,000

Continue reading

เรื่องที่เพิ่งรู้หลังซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์

BDP-S1500 Sony blu-ray player 01
ซื้อทีวีใหม่มาได้สักพักแล้ว (บทความ : กว่าจะเลือก TV ได้สักเครื่อง)  ตอนซื้อมีโปรโมชั่นซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ในราคาพิเศษ ซึ่งเราเองก็ตั้งใจจะซื้อรุ่นนี้อยู่แล้วพอดีด้วย เป็นเครื่องเล่นของโซนี่ BDP-S1500

การใช้งานของผมเนี่ย นอกจากเอาไว้ดูหนังทั่วไปตามปรกติแล้วก็คือตอนแรกกะเอามาดูแผ่น Blu-ray คอนเสิร์ตวงที่ชอบจากญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ บวกกับอยากเอาไว้ดู DVD ที่แถมมากับ CD เพลงที่สั่งมาจากประเทศญี่ปุ่น

ปัญหาที่ค้นพบคือ Blu-ray ดูได้ แต่ว่า DVD ดูไม่ได้เพราะติดล็อคโซน

เซ็งเลยครับ ที่เป็นแบบนี้เพราะการจัดโซนของแผ่น DVD นั้นต่างจาก Blu-ray
สำหรับ Blu-ray เราอยู่โซน A โซนเดียวกับญี่ปุ่น จึงเล่นแผ่นที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นได้ แต่โซนของ DVD ไทยเราอยู่ โซน 3 ต่างจากญี่ปุ่นที่แผ่นจะเป็นโซน 2

พยายามหาวิธีแก้ในอินเตอร์เนทก็ไม่เจอ มีวิธีนึงต้องไปหาซื้อรีโมทจากต่างประเทศมาทำการแฮค ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำได้จริงๆรึเปล่า จะลองเปลี่ยน Firmware ดูก็จะกลายเป็นทำให้เล่นแผ่นโซนบ้านเราไม่ได้อีก

สุดท้ายก็ดูผ่านคอมต่อไป อยากดูจอใหญ่ก็ค่อยต่อสาย HDMI เข้าทีวีไป จริงๆแล่วก็อยากดูจากแผ่นอ่ะนะถึงซื้อเครื่องเล่นมาเนี่ย

ใครที่จะซื้อเครื่องเล่นใหม่ถ้าอยากดูแผ่น DVD จากญี่ปุ่นด้วยอาจจะต้องลองหารุ่นที่ไม่ติดโซน DVD ดู

Continue reading

ลองชิมหมูคาคูนิซอสญี่ปุ่นใน 7-11

หมูคาคุนิ ซอสญี่ปุ่น 01
โซเซี่ยลมีเดียนั้นมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนปัจจุบันอย่างมาก

โดยเฉพาะผมนี่แหละ เป็นบุคคลที่ถูกสื่อชักจูงโดยง่าย ฮ่าๆๆๆ
มีเพจนึงแชร์มา จริงๆเราก็เห็นใน 7-11 หลายครั้งแล้วว่าจะลองดู พอได้อ่านรีวิวก็เลยไปซื้อมากินมั่งดีกว่า

กินกับข้าวสวยร้อนๆ เค้าว่าอร่อย

ข้าวนี่ก็ซื้อข้างใน 7-11 นี่แหละ ที่เป็นถ้วยๆของ EZY GO

หมูคาคุนิ ซอสญี่ปุ่น 02

พอได้ลองกินแล้ว ผิดจากที่คิดไว้นิดหน่อย ตรงที่ก่อนกินคิดว่ามันจะออกรสเด่นเค็ม แต่นี่จะมาเด่นหวาน
เนื้อหมูเปื่อยนุ่มอร่อยดี กินแล้วนึกถึงแกงฮังเลที่บ้านเลย ต่างกันแค่ไม่มีกลิ่นเครื่องเทศ ใช้กินแก้คิดถึงแกงฮังเลได้เลยนะเนี่ย

ถามว่าอร่อยไหมก็อร่อยดี หมูเปื่อยนุ่มในซอสเข้มข้นชุ่มฉ่ำ แค่รสไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ที่ตอนแรกพอได้ยินคำว่าซอสญี่ปุ่นนี่คิดถึงรสชาติไปอีกอย่างนึง

ซองหมูคาคูนิเนี่ยเอาเข้าไมโครเวฟได้เลยนะครับ ถ้ามีพนักงานเซเว่นสาขาไหนไม่ทราบ แล้วทำท่าจะตัดซองก่อนเอาเข้าเตาเวฟเนี่ยให้รีบบอกนะ ไม่งั้นจะลำบากตอนหิ้วกลับไปกินที่บ้าน มีเลอะเทอะแน่นอน

สรุปค่าใช้จ่าย : หมูคาคูนิ 39 บาท + ข้าว 15 บาท = 54 บาท

หนังสือ Stan Lee กำเนิดจักรวาล Marvel

Stan Lee Marvel
หนังฮีโร่หลายๆเรื่องที่เข้าฉายในช่วงหลายปีมานี้ ทำให้ผมเองเริ่มรู้จักฮีโร่จากทางฝั่งตะวันตกมากขึ้น เมื่อก่อนนอกจากซุปเปอร์แมน แบทแมน สไปเดอร์แมนแล้วเนี่ยก็ไม่รู้จักละ

หลังจากที่เขียนโพสก่อนหน้านี้ (คอมมิค DC กับ Marvel) ไม่นานก็มีเพื่อนแชร์ถึงหนังสือเล่มนี้ เราก็ไปหาซื้อทันที ที่ผ่านมาชอบอ่านหนังสือหรือดูหนังที่เกี่ยวกับประวัติของบุคคลสำคัญ คนดัง หรือคนที่มีชีวิตและแนวคิดการใช้ชีวิตที่น่าสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ตอนไปซื้อที่ร้าน Se-ed นึกว่าจะมีวางตรงชั้นหนังสือออกใหม่ แต่ไม่หาเจอ เอ หรือหนังสือมันจะออกมานานแล้วเนี่ย

เอะใจลองไปดูที่โซนการ์ตูนเด็กดู ก็เจอหนังสือเล่มนี้วางอยู่ ใครที่ไปหาซื้อแล้วไม่เจอ ลองเดินไปที่โซนการ์ตูนดูก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นก็ถามพนักงานดู

หนังสือเป็นสีทั้งเล่ม เล่าเรื่องสไตล์ Comic แบบเดียวกับบรรดาฮีไร่ของ Marvel ทั้งหลาย ราคา 260 บาท นี่ถือว่าคุ้มมาก

หนังสือก็จะเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของชายที่เป็นผู้ให้กำเนิดฮีโร่ดังๆทั้งหลายที่เป็นขวัญใจของเด็กเล็ก เด็กโต เด็กแก่ ทั่วโลก

เรื่องราวความเป็นมาของมาเวล จุดกำเนิดของฮีโร่แต่ละตัว มีความล้มลุกคุกคลานน่าดูเหมือนกันกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ มีช่วงเวลาที่ถึงขั้นประกาศล้มละลายมาแล้ว

ส่วนที่ชอบ
– หนังสือเป็น Comic อ่านง่าย เล่าเรื่องด้วยภาพสีทั้งเล่ม
– ชอบมุขแอบแซะแอบแซวฝั่ง DC Comic ที่แทรกมาเป็นระยะๆ ตลกดี
– ได้เห็นภาพแรกๆของฮีโร่แต่ละตัวที่ปรากฏตัวในหนังสือ ดีไซน์แรกๆที่มีความคลาสสิค หน้าปก Comic เล่มสำคัญๆที่ผ่านๆมาของ Marvel ที่หาดูยาก เฉพาะตรงนี้สำหรับผมนี่ถือว่าคุ้มราคาค่าหนังสือไปแล้ว ที่เหลือคือกำไรล้วนๆ
– มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจที่ไม่รู้มาก่อน เช่น ไม่ใช่แค่หนังของมาร์เวลเท่านั้นนะที่สแตนลีไปเป็นนักแสดงรับเชิญ หนังบางเรื่องทีเคยดูเนี่ย ตาแก่ในเรื่องนั้นคือสแตนลีล่ะ ฮ่าๆๆๆ
– ท้ายที่สุด ก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับทางฝั่งคู่แข่งตลอดกาลอย่างฝั่ง DC ด้วย
– ชอบตอนจบของหนังสือมาก มันซึ้งดี

ส่วนที่ขอติ
– การแปลบางส่วนอาจจะดูทะแม่งๆอยู่ แต่ไม่ถึงกับแย่นะ แต่ก็ชอบภาษาพูดที่เลือกใช้มาก เป็นภาษาแบบที่เราใช้กันทั่วไปนี่ละ ได้อารมณ์ดี ฮ่าๆๆๆ

โดยสรุป เป็นหนังสือที่คุ้มค่า อ่านสนุก ชอบมากๆเล่มนึงที่ซื้อมาช่วงนี้เลยทีเดียวครับ