NoNotaro129

เรื่องราวเรื่อยเปื่อยของชายคนหนึ่ง

เมื่อ Blogger เปลี่ยน Dashboard interface ใหม่

ผู้ใช้งาน Blogger หลายๆท่านคงได้ลองเปลี่ยนมาใช้งาน User interface ใหม่กันบ้างแล้ว โดยความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว ผมชอบ UI ใหม่นี่เหมือนกันนะ เรียบง่ายดี พื้นสีขาว ตัวหนังสือและปุ่มคำสั่งต่างๆเป็นสีส้มเรียบง่าย สบายตา

ใหม่ๆก็คงต้องปรับตัวกันนิดหน่อย บางทีหาคำสั่งบางอย่างไม่เจอนอกจากเรื่อง UI แล้ว ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่ผมสังเกตได้ก็คือในส่วนของ template ของบล็อก เราสามารถปรับความกว้างของหน้าบล็อกได้เพิ่มขึ้น จากที่เมื่อก่อนเหมือนจะล็อกไว้ที่ 1000 pixel ตอนนี้สามารถปรับได้กว้างสุดถึง 1500 pixel ซึ่งก็น่าจะถูกใจใครหลายๆคนที่ทำบล็อกแบบแบ่งคอลัมน์เยอะๆ คราวนี้จะได้ปรับแต่งความกว้างของ sidebar และ widget ต่างๆ ได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

ส่วนความเปลี่ยนแปลงอื่นๆยังไม่ได้สังเกตครับ ใครรู้บ้างว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปอีกบ้าง
ถ้าไม่ชอบก็สามารถปรับกลับไปใช้รูปแบบเดิมที่คุ้นเคยได้ครับ
ว่าด้วยเรื่องของ UI ใหม่ เวลาหลายๆเว็บหรือหลายๆโปรแกรมเปลี่ยนแปลงหน้าตากันทีบางทีก็สร้างความลำบากให้เราพอสมควรเลยนะครับ โดยเฉพาะคำสั่งบางอย่า่งที่ไม่รู้ว่าหายไปไหนfacebook เอย twitter เอย เปลี่ยนทีก็ต้องมาปรับตัวกันใหม่ หลายๆครั้งกลับมีความรู้สึกว่าชอบแบบเก่ามากกว่า

มีอยู่ครั้งนึงที่เฟซบุ๊คเปลี่ยนการกดปุ่ม Enter ให้เป็นการโพสคอมเมนต์ทันทีแทนที่จะเป็นการขึ้นบรรทัดใหม่แบบเดิม เล่นเอาหลายๆคนงงไปตามๆกัน จะเริ่มบรรทัดใหม่ดันกลายเป้นกดส่งคอมเมนต์ไปซะงั้น ยังพิมพ์ไม่จบเลย (ถ้าอยากขึ้นบรรทัดใหม่ให้กด Shift + Enter)

ถึงยังไงตราบใดที่เรายังต้องใช้งานเว็บหรือโปรแกรมนั้นๆอยู่ ชอบไม่ชอบก็ต้องใช้กันล่ะครับ เนาะ ^_^

มุมมองความรักของ นาเดีย นิมิตรวานิช

(เครดิตรูปภาพจาก news.giggog.com)
เข้าพิธีวิวาห์กันไปแล้ว ระหว่างคุณนาเดีย นิมิตรวานิช กับเจ้าบ่าวที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว นักการเมืองชื่อดัง ม.ล.อภิมงคล โสณกุล หรือรู้จักในฉายา “หล่อจิ๋ว” นั่นเอง

หุหุนี่ไม่ใช่เว็บข่าวบันเทิง เป็นบล็อกเรื่อยเปื่อยดังนั้นจะไม่ขอยืดเยื้อ เข้าเรื่องเลยก็แล้วกันครับ ข่าวงานแต่งรายละเอียดมีเว็บอื่นให้อ่านเป็นกระตั๊กๆแล้ว

เรื่องของเรื่องก็คือผมได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาทย์คุณนาเดียในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับ วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม 2554 คอลัมน์โลกสีสวยแล้ว คิดว่ามีข้อคิดดีๆที่อยากเอามาแชร์ให้คนที่ไม่มีโอกาสได้อ่าน ได้อ่านกัน เป็นเรื่องของมุมมองเรื่องความรักของคุณนาเดียที่อ่านแล้วน่าจะโดนใจคนโสดที่กำลังโหยหาใครสักคนอยู่ในตอนนี้
นี่เป็นบางส่วนของบทสัมภาทย์ที่ตัดมาให้อ่านครับ

คิดว่าตัดสินใจแต่งงานเร็วไปไหม?

“ถ้าถึงวันแต่งงานก็คบเป็นแฟนกันมาประมาณ 7-8 เดือน ไม่ถึงปี ถามว่าเร็วมั้ยก็เร็วนะ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเร็วไป กลับรู้สึกว่าเร็วดี เดียคิดว่าเดียพร้อมที่จะมีครอบครัว รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ใช่สำหรับเรา เขาก็รู้สึกแบบเดียวกัน แต่เดียคิดว่าเวลามันไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ หลาย ๆ คู่คบกันนานสุดท้ายก็เลิกนี่ หรือคบกันแป๊บเดียวอยู่กันยืดก็เยอะ”

ถึงวันนี้มุมมองความรักของนาเดียเปลี่ยนไปเยอะไหม?

“เดียว่าส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องของโชคชะตา ความรักเป็นเรื่องมหัศจรรย์มันกะเกณฑ์ไม่ได้ เดียไม่สามารถที่บอกว่าได้ว่าเราจะแต่งงานพรุ่งนี้มะรืนนี้ หรืออยากได้คนมาแต่งงานตอนอายุเท่านี้ สุดท้ายถ้าไม่ใช่เขาก็ไป แต่บทจะใช่ทุกอย่างลงตัวไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เดียคงจะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น เหนื้อย…เหนื่อย… ความรักมันไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องประคับประคองให้ได้”

บางครั้งระยะเวลาสั้นหรือยาวก็ไม่ใช่คำตอบของความรัก เหมือนกับความรักของสาวคนนี้ นาเดีย ที่เมื่อเจอคนที่ใช่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรออีกต่อไป ก็ขออวยพรให้มีความสุขในชีวิตคู่ ครองเรือนกันไปตลอดกาลนะจ๊ะ.

(อ่านบทสัมภาทย์เต็มๆได้ที่ www.dailynews.co.th)

ไม่รู้คนอื่นอ่านแล้วรู้สึกยังไง แต่ผมอ่านแล้วรู้สึกดี เลยอยากเอามาแบ่งกันอ่านครับ ใครที่กำลังลังเลอะไรบางอย่างเกี่ยวคนที่เราคบอยู่ตอนนี้ ใครที่ได้แต่เฝ้ารอคอยใครสักคนอย่างกระสับส่าย ใครที่กะเกณฑ์อะไรกับความรักมากเกินไป อ่านแล้วน่าจะช่วยได้นะครับ

ความรักอยู่รอบตัวเราครับ จบเอาดื้อๆ อย่างนี้แหละ

ครั้งหนึ่งในชีวิตบนโดมอาคารสเตททาวเวอร์


(เครดิตรูปจาก www.lebua.com/lebua-at-state-tower/hotel-images)

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกิดขึ้นนานมาแล้วนะครับ นานมากจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่ามันเกิดขึ้นตอนปีอะไร น่าจะสัก4-5ปีมาแล้ว ซึ่งจริงๆอยากเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ตอนทำบล็อกเก่าที่ Windows live space แล้ว แต่ก็มีอันต้องเลื่อนมาจนวันนี้นึกขึ้นได้เลยจัดการเขียนซะ เดี๋ยวจะลืมหรือไม่มีเวลาอีก

สำหรับคนต่างจังหวัดที่นานๆจะได้มีโอกาสไปเที่ยวกทม.เมืองหลวงอันศิวิไลซ์ เมื่อตอนเด็กๆเมื่อครั้งได้ไปเที่ยว ผมมักจะสังเกตเห็นตึกสูงๆที่มีโดมสีทองอยู่บนยอดตึก เมื่อได้ไปกทม.ทีไรก็มักจะเห็นตึกตึกนี้ แล้วก็มักจะเกิดความคิดขึ้นมาในหัวทุกๆครั้งว่า “ถ้าได้ขึ้นไปเที่ยวชมวิวบนนั้นท่าจะดีแฮะ คงเห็นวิวกรุงเทพสวยมากแน่ๆ”

แต่ก็ได้แต่คิด จนเวลาล่วงเลยมาหลายปีดีดัก

ช่วงนั้นเรียนจบมายังไม่ทำการทำงาน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชอบทำคือ การส่งชิงโชคหรือส่งผลงานเข้าประกวดตามรายการต่างๆ โดยเฉพาะรายการที่ประกวดอะไรที่เกี่ยวกับไอเดีย มีอยู่รายการหนึ่งเป็นรายการประกวดตั้งชื่อทีมพริตตี้ของรถยนต์ยี่ห้อดัง ก็ส่งไปเล่นๆ ไม่ได้หวังอะไรมากเพราะคิิดว่าก็คงไม่ได้หรอกคนส่งกันเยอะแยะ

แต่แล้ววันหนึ่งโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ปลายสายเป็นเสียงหญิงสาวเสียงหวาน
“สวัสดีค่ะ ขอเรียนสายคุณNoNoค่ะ”
“NoNoพูดอยู่ครับ”
“ดิฉันโทรมาจาก……….(ยี่ห้อรถ)นะคะ ชื่อที่คุณส่งเข้าประกวดนั้นผ่านเข้ารอบสุดท้าย ทางเราจึงอยากเรียนเชิญให้มาร่วมงานปาร์ตี้ เปิดตัวทีมพริตตี้ ที่ อาคารสเตททาวเวอร์ ชั้น….ในวันที่……เวลา 18.00น. .เป็นต้นไปค่ะ”
“ครับ”
“ไม่ทราบว่าจะมาได้รึเปล่าคะ”
“ไม่แน่ใจครับ เพราะผมอยู่ต่างจังหวัด”
หลังจากนั้นมีการสนทนาต่ออีกเล็กน้อยถึงเรื่องการแต่งกายและถามทางว่า ไอ้สเตททาวเวอร์ที่ว่านี้มันอยู่ตรงไหน ได้ความว่าเป็นงานปาร์ตี้ชิวๆ แต่กายตามสบาย กับถ้าไปไม่ถูกให้บอกรถว่าไปโรงพยาบาลเลิศสิน อืมมม จะไปดีไหมวะ กทม.เลยนะ ไปแล้วจะคุ้มไหมล่ะเนี่ย

หลังจากชั่งใจอยู่นาน ก็ตัดสินใจของเงินแม่ไป โดยไปแบบประหยัดสุดๆ คือ ไปด้วยรถไฟชั้นที่ถูกที่สุดซึ่งตอนนั้นค่าตั๋วจากลำพูนไปกทม แค่ร้อยกว่าบาท ไม่ถึง สองร้อยบาท รวมไปกลับก็ไม่เกิน 400 บาท ไปพักโรงแรมเก่าๆข้างหัวลำโพง คืนละ 250 หรือ 350 ก็ไม่แน่ใจ ค่ารถไปสเตททาวเวอร์นั่งตุ๊กๆไปไม่เกิน200บาท ขากลับรู้ทางละ กลับรถเมล์เอา ตอนนั้นรถเมล์ 7 บาท รวมค่ากินอีกนิดหน่อยไม่น่าจะเกิน 1,500 บาท แต่แม่ก็ให้เงินเผื่อไว้ เอาไป 2,000 บามมั๊งตอนนั้น

แผนที่วางไว้คือ นั่งรถไฟไปถึงประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง เอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมอาบน้ำแต่งตัว ออกมาขึ้นตุ๊กๆบอกไป สเตททาวเวอร์ ผลอย่างที่คิดไว้ ไม่รู้จัก เลยทำตามที่สาวเสียงหวานที่โทรมาบอกคือไปโรงพยาบาลเลิศสินครับ ได้ผลครับแล้วเค้าก็พาผมมาถึง
โรงพยาบาลเลิศสิน แล้วก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจปนดีใจมากๆขึ้นกับผม เพราะไอ้สเตททาวเวอร์ที่ว่านั่นน่ะ มันคือตึกโดมทองที่ผมเคยเห็นและอยากขึ้นไปเที่ยวชมวิวมาตั้งนานแล้ว วู้ บังเอิญจริงๆเลย ขนลุกซู่ไปแว้บนึง

ณ ขณะนั้นเวลาประมาณ ห้าโมงเย็น ผมต้องนั่งๆเดินๆแถวๆนั้น แถวหน้าโรงบาลจนกว่าจะถึงเวลางานเริ่ม แต่ก็เผื่อใจไว้ว่าเราอาจจะไม่ได้ขึ้นไปบนโดมก็ได้ งานแบบนี้มันน่าจะจัดงานในสถานที่ใหญ่ๆซึ่งน่าจะเป็นห้องจัดเลี้ยง หรือ Hallมากกว่า แต่ก็เอาน่ะ ชั้นที่จัดงานที่เค้าบอกมาก็น่าจะอยู่สูงพอสมควร อย่างน้อยๆคงได้เห็นวิวกรุงเทพมุมสูงสวยๆยามค่ำคืนกันแน่ๆ

ในใจยังกังวลเรื่องเครื่องแต่งกายของตัวเองอยู่พอสมควร เพราะเราเองก็ใส่เสื้อเชิ้ตเนคไทกับกางเกงสแล็กธรรมดาๆ กลัวจะโดนมองแฮะ แต่ก็นะ นี่ก็ที่สุดที่เรามีแล้วล่ะ อย่าได้แคร์สายตาใครเลย

เมื่อถึงเวลางาน ผมก็เดินดุ่มๆเข้าไปในอาคารที่ดูหรูหรา ไปที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ “มาร่วมงานปาร์ตี้ของ………….ครับ”
เค้าก็บอกให้เดินมาขึ้นลิพท์ แล้วพอถึงชั้นบนสุดของลิพท์ตัวนี้ ให้ออกไปขึ้นลิพท์อีกตัว ไปชั้นสุดท้ายของลิฟท์ตัวนั้น
เอ๊ะ ต้อง ต่อลิฟท์สองตัวด้วยเหรอ แบบนึ้อาจจะ อาจจะ มีหวังก็ได้ คิดในใจ

เมื่อออกลิฟท์ตัวแรกมา เจอร้านอาหารหรูมากๆ แหม จริงๆถ้าได้มานั่งร้านแบบนี้ก็แจ่มมากแล้วนะเนี่ย นี่ขึ้นไปอีกแสดงว่าต้องแจ่มกว่าร้านนี้แน่นอน

และเมื่อขึ้นลิพท์ตัวที่สองไปจนถึงชั้นที่จัดงาน ภาพที่ปรากฎตรงน่าก็ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เพราะมีคนเต็มไปหมด อยู่ในห้องที่ไม่ได้กว้างอะไรมาก เดินไปเดินมา ไฟสลัวๆไม่สว่างมาก แต่ก็ไม่มืดจนมองไม่เห็นอะไร เห็นคนดังแว้บๆเดินไปมา แต่หยุดความตื่นตาตื่นใจนั้นไว้ก่อน ไปหาที่ลงทะเบียนก่อน

หลังจากลงชื่อแล้วเค้าก็เอากล่องของที่ระลึกมาให้ อะไีรหว่า แต่เดาว่าเป็นน้ำหอม ไว้ค่อยไปแกะที่โรงแรมละกัน

เมื่อมาสังเกตรอบๆตัว ถึงได้ดีใจได้อย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้เรามายืนอยู่ในโดมที่ว่าไว้ก่อนนี้แล้ว ว้าวววว ห้องทรงกลม หลังคาโค้งของโดม เป็นสิ่งที่บอกเราได้อย่างดีว่าเรามาอยู่ตรงจุดสูงสุดของตึกนี้แล้ว ตรงโดมทองที่เคยอยากมานั่นเอง ผมเดินไปเดินมาสำรวจในบริเวนงานโดยรอบ หน้าต่างกระจกใสรอบข้างเผยให้เห็นถึงทัศนียภาพอันสวยงามภายนอก นี่เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหม แต่พื้นที่ใช้สอยจริงๆมีแค่ครึ่งหนึ่งของโดมเท่านั้น เพราะอีกครึ่งถูกกั้นไว้สำหรับลิฟท์และอาจจะสำหรับครัวและพนักงานบริการที่เตรียมอาหารสำหรับงาน

สักพักก็มีคนใหญ่คนโตมากล่าวต้อนรับเปิดงาน ต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน ถึงตอนนี้แล้วรู้สึกพลาดเล็กๆตรงที่บางคนพาเพื่อนมาด้วย แถมพาเข้างานได้ ตรงนี้ทำให้รู้สึกเสียดายว่าถ้ารู้อย่างนี้พาแฟนมาเที่ยวด้วยดีกว่า เค้าต้องชอบมากแน่ๆ(ตอนนี้เลิกกันไปแล้วครับ)

บรรยากาศงานครึกครื้นและสนุกสนานดี ถึงเราเองจะทำตัวไม่ถูกกับไม่รู้จะไปอยู่ไหน เพราะไม่รู้จักใครเลย ทุกคนมาก็ยืนอยู่ตามมุมต่างๆ แล้วก็จะมีเครื่องดื่มเดินมาเสิร์ฟเรื่อยๆ อาหารก็เป็นแบบปุฟเฟต์ มีของที่ไม่เคยกินตั้งหลายอย่าง ไม่รู้อะไรบ้่าง เป็นอาหารสไตล์ที่มีเนื้อเป็นแผ่นๆ หรือเป็นชิ้นๆตัดๆวางไว้บนจานแล้วเราก็ไปจิ้มๆตักๆเอา บางอันเหมือนจะอร่อยเป็นกินเข้าไปแล้วเหมือนกินเนื้อบูดๆก็มี จะคายทิ้งลงจานก็อายเค้า เลยต้องฝืนใจกลืนแล้วรีบดื่มน้ำตามลงไปเอา สุดท้ายหนีไม่พ้นข้าวผัดกระเทียมที่กับยำรวมที่มาช่วยไว้ได้

กิจกรรมในงานมีการเปิดตัวพริตตี้ทีมใหม่นี้ กับชื่อทีมที่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครที่เป็นเจ้าของชื่อที่ชนะเลิศนี้ เพราะไม่ได้มีการประกาศ พอเปิดตัวเสร็จก็มีการแสดงของนักร้องที่เข้าประกวดร้องเพลงรายการ Style by Toyota, It’s you. กับนักร้องสาวสวย คุณ มินท์ อรรถวดี
คุณมิ้้นท์ตัวจริงสวยมาก ดูเหมือนสาวเกาหลีเลย แล้วก็วงดนตรีแนวแจ็สอีกวงนึง

ผมเองเพลิดเพลินไปกับการชมวิวมุมสูงสวยๆของกทม.ยามราตรี และก็ได้เจอดาราที่มาร่วมงาน มากมายทั้งคุณซอนย่า คูลลิ่ง, สองพี่น้องสุดสวย คุณเปียเชอร์และลีน่า คริลเต็นเซ่น ที่มาเป็น เซเลบในงาน นอกจากนี้ยังเห็น คุณซูโม่กิ้ก คุณหมิงชาลิสา คุณแอม สุธีร์ คณะมิสไทยแลนด์เวิร์ดปีนั้น กับอีกหลายคน(จำไม่ค่อยได้แล้วครับ มันนานมาก) จนเวลาล่วงเลยถึงช่วงสุดท้ายของงาน แขกทยอยกลับไปกันเยอะแล้ว เหลือคนในงานไม่เยอะแล้ว แต่ผมรอจนกว่าจะใกล้เลิกจริงๆถึงจะกลับ เพราะคิดว่านี่คงเป็นโอกาสดีๆที่จะได้มาเที่ยวที่นี้ที่อาจจะไม่มีอีกแล้ว เมื่อเห็นเริ่มมีการเก็บของกันแล้ว เลยตัดใจลงลิพท์กลับที่พัก ก่อนกลับเดินไปที่กระจกมองวิวที่เห็นให้เต็มตาอีกครั้งก่อนกลับ เป็นอันจบการเดินทางที่ไม่คาดฝันและจะเป็นความทรงจำดีๆที่น่าประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิืตของผมเลยทีเดียว

ระหว่างทางนั่งรถเมล์กลับที่พัก แกะกล่องของที่ระลึกออกมา มันเป็นน้ำหอมจริงๆด้วย ยี่ห้อ Angner Perfume อะไรสักอย่างนี่แหละ เราเองก็ไม่ได้ใช้อยู่แล้วน้ำหงน้ำหอม เลยเอาให้น้องไปใช้แทน น้องมันดี้ด้ามาก ได้น้ำหอมฟรี

สิ่งหนึ่งที่เสียดายมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ผมไม่ได้บันทึกรูปภาพไว้เป็นที่ระลึกเลยสักภาพ เพราะตอนนั้นไม่มีกล้องคอมแพกเล็กๆไว้ถ่าย มีแต่กล้องฟิล์มแต่ตอนนั้นก็ไม่ได้เอาไปเพราะมันใหญ่เกรงจะไม่สะดวกตอนไปงาน จะยืมกล้องดิจิตอลตอนนั้นก็ขอยืมใครไม่ได้เลย เป็นอันต้องเก็บเรื่องราวนี้ไว้ในความทรงจำเท่านั้นเอง

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคที่มากจากหนังเรื่องโหมโรง ที่พ่อพระเอกพูดกับพระเอกว่า “ถ้าเจ้าฝึกตนเองให้เก่ง เจ้าจะได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป ได้กินในสิ่งที่ไม่เคยกิน ได้รับรู้ในสิ่งที่เป็นทิพย์”

ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆครั้งหนึ่งที่ผมเคยได้รับมาเลยทีเดียว

ว่าแต่อยากไปอีกจัง คราวนี้ถ้าได้ไปจะถ่ายรูปมาเยอะๆเลยให้ตายเถอะ พูดแล้วยังเสียดายไม่หาย

เล่นFacebookบนIEเร็วกว่าFirefox?

ช่วงนี้เว็บSocial network ฮิตฮอตของคนไทยคงหนีไม่พ้น Facebook ผมเองก็ยอมรับว่าติดงอมแงมเลยทีเดียว ยิ่งในFacebook มีเกมให้เล่นด้วยแล้วยิ่งทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้นไปอีก
ผมเองก็เล่นอยู่เกมสองเกมครับ หนึ่งในนั้นที่เล่นบ่อยๆคือเกม Country Story เกมที่ได้อารมณ์แนว Harvest moon หรือที่เรียกกันติดปากว่าเกมปลูกผักของเครื่องเกมคอนโซลอย่างเพลย์สเตชั่นนั่นเอง จริงๆเกมแนวทำฟาร์มแบบนี้ใน Facebook ก็มีเยอะมาก รวมทั้งเกมแนวอื่นๆอีก แต่ผมจะเลือกเล่นให้น้อยเกมที่สุดเพราะถ้าเล่นทุกๆเกมที่เพื่อนแนะนำเรามาคงไม่ต้องทำอะไรกันแน่ๆในวันๆนึง
แต่เมื่อเล่นๆไปผมเองประสบกับปัญหาการเล่นเกม Country Story เพราะมันอืดมาก ช้ามาก จะเก็บผักทีรดน้ำทีอืดดดดด มากกกกกก กว่าจะเดินไปเก็บกว่าจะคลิ๊ก หลายครั้งทำให้อารมณ์เสียจนอยากจะัเลิกเล่นกันไปเลยทีเดียว ก็ทนอยู่นานมากครับ จนวันหนึ่งเอะใจว่าเอ๊ะ ลองกลับไปเล่นบน IE ดูซิ (ผมใช้Firefoxอยู่เป็นประจำครับ แทบจะไม่ได้ใช้ IE เลย นอกจากเว็บไหนมีปัญหาถึงจะลองมาเปิดในIEดู) ผลที่ได้ก็น่าพอใจครับ เล่นได้ไหลลื่นกว่าบนFirefoxเยอะ ไม่รู้ว่าเป็นเฉพาะเครื่องผมหรือเครื่องอื่นๆจะเป็นแบบเดียวกันรึเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ

ดังนั้นหากใครที่ใช้Firefoxเล่น Facebookอยู่แล้วเล่นเกมแล้วรู้สึกว่ามันอืดๆ ช้าๆ ไม่ว่าเกมไหนก็ตามลองเปลี่ยนกลับมาเล่นบน IE ดูนะครับ ของผมเห็นผลอย่างชัดเจนเลยทีเดียวว่าเร็วกว่ามาก รวมถึงการใช้งาน Facebook โดยรวมในส่วนอื่นๆด้วย (นี่ยังไม่ได้ลองกับโปรแกรม Web Browser อื่นๆอย่าง Google Chrome , Safari และ Opera เลยนะครับ ไม่รู้ว่าจะมีตัวอื่นที่เร็วกว่านี้หรือเปล่า)

กรณีนี้ผมเองก็ไม่ทราบสาเหตุเหมือนกันว่าเกิดจากอะไร เพราtโดยปรกติแล้วที่ใช้ Firefox เพราะเล่นอินเตร์เนทได้ดีและเร็วกว่า IE มาก แต่กลับกลายเป็นว่าถ้าเล่น Facebook ดันกลายเป็น Firefox ช้ืาและอืดกว่าไปซะงั้น ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการเปิดTab เยอะๆใน Firefoxจะมีผลต่อกรณีนี้ไหม และจะเป็นเฉพาะเครื่องผมหรือไม่ เครื่องอื่นก็ไม่มีอะไรผิดปรกติ ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ

นี่ก็เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่เจอแล้วเอามาแบ่งปันกันครับ เผื่อใครที่เจอปัญหาเดียวกันนี้อยู่จะได้ลองเอาไปใช้กันดู จะได้ไม่เสียอารมณ์
การเล่น Facebook นั้นช่วยให้เราได้ใกล้ชิดกับเพื่อนๆมากขึ้นทั้งๆที่อาจจะอยู่ห่างไกลกัน แต่ก็อย่าเล่นจนลืมนึกถึงคนรอบข้างที่อยู่ใกล้ๆเราด้วยนะครับ

เพจเจอร์ อดีตเครื่องมือสื่อสารเมื่อครั้งยังวัยรุ่น

หลังจากโชว์แรร์ไอเท็มมาแล้ว คราวนี้ก็คงไม่ถึงกับเป็นของหายากอะไรมากมายแต่ก็เป็นของเก่าที่ไปเจอในกล่องเก็บของเลยมามาโชว์อีก
มันเรียกว่าเพจเจอร์ครับ ก่อนที่โทรศัพท์มือถือจะราคาถูก และค่าโทรถูกจนใครๆก็สามารถเป็นเจ้าของมือถือได้แบบทุกวันนี้ เพจเจอร์เคยเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่แพร่อย่างมากมาก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น

เพจเจอร์ที่ผมใช้เป็นของPostel ตามรูปเลยครับ
กว่าจะได้มีเพจเจอร์ใช้ก็เมื่อตอนเรียนอยู่ปี3 แล้วครับ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างเพจกับมือถือพอดี ใช้เพจเจอร์ได้แค่หนึ่งปีก็เปลี่ยนเป็นมือถือเสียแล้ว
จำได้ว่าตอนเรียน ม ปลาย เห็นเพื่อนใช้กันเยอะ เราเองก็ไม่ได้อยากมีกับเขา เพราะคิดว่าคงไม่มีใครเพจหาเราหรอก มาคิดอยากจะมีเพจเจอร์ใช้เพราะจะเอาไว้ให้เพื่อนๆติดต่องานกิจกรรมคณะเนื่องจากทำกิจกรรมเยอะมาก ก็เป็นตามคาดครับ มีแต่ข้อความตามไปทำงานกับเพื่อนๆนัดไปเที่ยวเท่านั้น ไม่มีสาวๆเพจมาหาหรอกครับ 555
ตอนเรียนเพื่อนหนุ่มๆสาวๆที่ฮอตๆเขาจะมีคนโน้นคนนี้เพจมาหา ฝากข้อความหวานๆให้ เราอ่านดูได้แต่อิจฉาตาร้อน บางคนเพจดังบ่อยๆจนรำคาญ ของเรากว่าจะมีข้อความเข้ามาบางทีห่างกันเป็นอาทิตย์ๆ เรื่องมันเศร้า
ตอนนั้นอาจารย์ที่เรียนด้วยบางท่านถ้าเพจเจอร์ใครดังรบกวนขณะเรียนในห้องเรียนจะถูกบังคับให้อ่านข้อความให้เพื่อนๆฟังทั้งห้องเป็นที่ตลกโปกฮาและน่าอับอายมาก อย่าเผลอลืมปิดเสียงเพจก่อนเข้าห้องเรียนเชียวนะ
เพื่อนบางคนจูนเพจกัน บางทีข้อความเข้าแล้วงงว่าข้อความนี้ของใครข้อความนั้นของใคร เล่นเอางงต้องถามกันวุ่นวาย
นี่ก็เป็นของอีกชิ้นที่บรรจุเรื่องราวความทรงจำต่างๆมากมายไว้
และนี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคนแก่ชอบรำลึกความหลังครับ
จบเลยละกัน


แนะนำFree flash game : 2 minutesfootball เกมอเมริกันฟุตบอล

เวลาเล่นอินเตอร์เนทเบื่อๆ ว่างๆไม่รู้จะทำอะไร ผมมักจะหา Free flash game หรือเกมแบบแฟลชที่มีให้เล่นได้ฟรีตามเว็บโดยไม่ต้องดาวน์โหลดมาติดตั้ง ส่วนเกมที่ผมหาเล่นก็ได้จากการหาโดยใช้กูเกิ้ลนี่แหละครับ เป็นเกมแนวไหนขึ้นอยู่กับอารมณ์ในตอนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นแนวกีฬา หรือเกมแนวยิง
ช่วงหนึ่งผมเกิดอาการบ้าการ์ตูนเรื่อง Eyeshield21 จนอยากหาเกมแนวAmerican Footballมาเล่นดู ไปเจอเกมนี้มาครับ เลยเอามาแนะนำกัน ชื่อเกมส์ 2 minutesfootball

เราจะเล่นเป็นควอเตอร์แบ็ค การควบคุมไม่ยากครับ ใช้เมาส์เล็งจุดที่จะขว้าง ปุ่ม W= ไปข้างหน้า, A=ซ้าย, D= ขวา รายละเอียดลองศึกษาจาก Practice ได้ครับ
เราจะมีเวลาในการเล่นแค่ 2 นาทีเท่านั้น ทำคะแนนให้ได้ตามที่แต่ละด่านกำหนดให้ภายในเวลา2นาทีนี้จึงจะผ่านไปเล่นด่านต่อไปได้ ดังนั้นเราต้องทำทุกอย่างให้เร็วที่สุด
โดยรวมแล้วเป็นเกมที่ให้อารมณ์อเมริกันฟุตบอลได้ดี มีทั้งขว้าง วิ่ง เลือกแผนเส้นทางวิ่ง อีกอย่างตัวเกมให้เราเล่นเฉพาะเกมรุก ไม่ต้องเล่นเกมรับเหมือนเกมอเมริกันฟุตบอลปรกติ ซึ่งก็เหมาะดีกับการเล่นสนุกๆโดยไม่ใช้เวลานาน ทำให้เข้าใจได้ง่ายและไม่ซับซ้อนจนไม่อยากเล่น กราฟิคในเกมเป็นแบบ3Dสวยงาม

สนในก็แวะไปเล่นได้ที่นี่เลยครับ
http://www.shockwave.com/gamelanding/football3d.jsp