
(เครดิตรูปจาก www.lebua.com/lebua-at-state-tower/hotel-images)
เรื่องนี้เป็นเรื่องเกิดขึ้นนานมาแล้วนะครับ นานมากจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่ามันเกิดขึ้นตอนปีอะไร น่าจะสัก4-5ปีมาแล้ว ซึ่งจริงๆอยากเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ตอนทำบล็อกเก่าที่ Windows live space แล้ว แต่ก็มีอันต้องเลื่อนมาจนวันนี้นึกขึ้นได้เลยจัดการเขียนซะ เดี๋ยวจะลืมหรือไม่มีเวลาอีก
สำหรับคนต่างจังหวัดที่นานๆจะได้มีโอกาสไปเที่ยวกทม.เมืองหลวงอันศิวิไลซ์ เมื่อตอนเด็กๆเมื่อครั้งได้ไปเที่ยว ผมมักจะสังเกตเห็นตึกสูงๆที่มีโดมสีทองอยู่บนยอดตึก เมื่อได้ไปกทม.ทีไรก็มักจะเห็นตึกตึกนี้ แล้วก็มักจะเกิดความคิดขึ้นมาในหัวทุกๆครั้งว่า “ถ้าได้ขึ้นไปเที่ยวชมวิวบนนั้นท่าจะดีแฮะ คงเห็นวิวกรุงเทพสวยมากแน่ๆ”
แต่ก็ได้แต่คิด จนเวลาล่วงเลยมาหลายปีดีดัก
ช่วงนั้นเรียนจบมายังไม่ทำการทำงาน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชอบทำคือ การส่งชิงโชคหรือส่งผลงานเข้าประกวดตามรายการต่างๆ โดยเฉพาะรายการที่ประกวดอะไรที่เกี่ยวกับไอเดีย มีอยู่รายการหนึ่งเป็นรายการประกวดตั้งชื่อทีมพริตตี้ของรถยนต์ยี่ห้อดัง ก็ส่งไปเล่นๆ ไม่ได้หวังอะไรมากเพราะคิิดว่าก็คงไม่ได้หรอกคนส่งกันเยอะแยะ
แต่แล้ววันหนึ่งโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ปลายสายเป็นเสียงหญิงสาวเสียงหวาน
“สวัสดีค่ะ ขอเรียนสายคุณNoNoค่ะ”
“NoNoพูดอยู่ครับ”
“ดิฉันโทรมาจาก……….(ยี่ห้อรถ)นะคะ ชื่อที่คุณส่งเข้าประกวดนั้นผ่านเข้ารอบสุดท้าย ทางเราจึงอยากเรียนเชิญให้มาร่วมงานปาร์ตี้ เปิดตัวทีมพริตตี้ ที่ อาคารสเตททาวเวอร์ ชั้น….ในวันที่……เวลา 18.00น. .เป็นต้นไปค่ะ”
“ครับ”
“ไม่ทราบว่าจะมาได้รึเปล่าคะ”
“ไม่แน่ใจครับ เพราะผมอยู่ต่างจังหวัด”
หลังจากนั้นมีการสนทนาต่ออีกเล็กน้อยถึงเรื่องการแต่งกายและถามทางว่า ไอ้สเตททาวเวอร์ที่ว่านี้มันอยู่ตรงไหน ได้ความว่าเป็นงานปาร์ตี้ชิวๆ แต่กายตามสบาย กับถ้าไปไม่ถูกให้บอกรถว่าไปโรงพยาบาลเลิศสิน อืมมม จะไปดีไหมวะ กทม.เลยนะ ไปแล้วจะคุ้มไหมล่ะเนี่ย
หลังจากชั่งใจอยู่นาน ก็ตัดสินใจของเงินแม่ไป โดยไปแบบประหยัดสุดๆ คือ ไปด้วยรถไฟชั้นที่ถูกที่สุดซึ่งตอนนั้นค่าตั๋วจากลำพูนไปกทม แค่ร้อยกว่าบาท ไม่ถึง สองร้อยบาท รวมไปกลับก็ไม่เกิน 400 บาท ไปพักโรงแรมเก่าๆข้างหัวลำโพง คืนละ 250 หรือ 350 ก็ไม่แน่ใจ ค่ารถไปสเตททาวเวอร์นั่งตุ๊กๆไปไม่เกิน200บาท ขากลับรู้ทางละ กลับรถเมล์เอา ตอนนั้นรถเมล์ 7 บาท รวมค่ากินอีกนิดหน่อยไม่น่าจะเกิน 1,500 บาท แต่แม่ก็ให้เงินเผื่อไว้ เอาไป 2,000 บามมั๊งตอนนั้น
แผนที่วางไว้คือ นั่งรถไฟไปถึงประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง เอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมอาบน้ำแต่งตัว ออกมาขึ้นตุ๊กๆบอกไป สเตททาวเวอร์ ผลอย่างที่คิดไว้ ไม่รู้จัก เลยทำตามที่สาวเสียงหวานที่โทรมาบอกคือไปโรงพยาบาลเลิศสินครับ ได้ผลครับแล้วเค้าก็พาผมมาถึง
โรงพยาบาลเลิศสิน แล้วก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจปนดีใจมากๆขึ้นกับผม เพราะไอ้สเตททาวเวอร์ที่ว่านั่นน่ะ มันคือตึกโดมทองที่ผมเคยเห็นและอยากขึ้นไปเที่ยวชมวิวมาตั้งนานแล้ว วู้ บังเอิญจริงๆเลย ขนลุกซู่ไปแว้บนึง
ณ ขณะนั้นเวลาประมาณ ห้าโมงเย็น ผมต้องนั่งๆเดินๆแถวๆนั้น แถวหน้าโรงบาลจนกว่าจะถึงเวลางานเริ่ม แต่ก็เผื่อใจไว้ว่าเราอาจจะไม่ได้ขึ้นไปบนโดมก็ได้ งานแบบนี้มันน่าจะจัดงานในสถานที่ใหญ่ๆซึ่งน่าจะเป็นห้องจัดเลี้ยง หรือ Hallมากกว่า แต่ก็เอาน่ะ ชั้นที่จัดงานที่เค้าบอกมาก็น่าจะอยู่สูงพอสมควร อย่างน้อยๆคงได้เห็นวิวกรุงเทพมุมสูงสวยๆยามค่ำคืนกันแน่ๆ
ในใจยังกังวลเรื่องเครื่องแต่งกายของตัวเองอยู่พอสมควร เพราะเราเองก็ใส่เสื้อเชิ้ตเนคไทกับกางเกงสแล็กธรรมดาๆ กลัวจะโดนมองแฮะ แต่ก็นะ นี่ก็ที่สุดที่เรามีแล้วล่ะ อย่าได้แคร์สายตาใครเลย
เมื่อถึงเวลางาน ผมก็เดินดุ่มๆเข้าไปในอาคารที่ดูหรูหรา ไปที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ “มาร่วมงานปาร์ตี้ของ………….ครับ”
เค้าก็บอกให้เดินมาขึ้นลิพท์ แล้วพอถึงชั้นบนสุดของลิพท์ตัวนี้ ให้ออกไปขึ้นลิพท์อีกตัว ไปชั้นสุดท้ายของลิฟท์ตัวนั้น
เอ๊ะ ต้อง ต่อลิฟท์สองตัวด้วยเหรอ แบบนึ้อาจจะ อาจจะ มีหวังก็ได้ คิดในใจ
เมื่อออกลิฟท์ตัวแรกมา เจอร้านอาหารหรูมากๆ แหม จริงๆถ้าได้มานั่งร้านแบบนี้ก็แจ่มมากแล้วนะเนี่ย นี่ขึ้นไปอีกแสดงว่าต้องแจ่มกว่าร้านนี้แน่นอน
และเมื่อขึ้นลิพท์ตัวที่สองไปจนถึงชั้นที่จัดงาน ภาพที่ปรากฎตรงน่าก็ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก เพราะมีคนเต็มไปหมด อยู่ในห้องที่ไม่ได้กว้างอะไรมาก เดินไปเดินมา ไฟสลัวๆไม่สว่างมาก แต่ก็ไม่มืดจนมองไม่เห็นอะไร เห็นคนดังแว้บๆเดินไปมา แต่หยุดความตื่นตาตื่นใจนั้นไว้ก่อน ไปหาที่ลงทะเบียนก่อน
หลังจากลงชื่อแล้วเค้าก็เอากล่องของที่ระลึกมาให้ อะไีรหว่า แต่เดาว่าเป็นน้ำหอม ไว้ค่อยไปแกะที่โรงแรมละกัน
เมื่อมาสังเกตรอบๆตัว ถึงได้ดีใจได้อย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้เรามายืนอยู่ในโดมที่ว่าไว้ก่อนนี้แล้ว ว้าวววว ห้องทรงกลม หลังคาโค้งของโดม เป็นสิ่งที่บอกเราได้อย่างดีว่าเรามาอยู่ตรงจุดสูงสุดของตึกนี้แล้ว ตรงโดมทองที่เคยอยากมานั่นเอง ผมเดินไปเดินมาสำรวจในบริเวนงานโดยรอบ หน้าต่างกระจกใสรอบข้างเผยให้เห็นถึงทัศนียภาพอันสวยงามภายนอก นี่เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหม แต่พื้นที่ใช้สอยจริงๆมีแค่ครึ่งหนึ่งของโดมเท่านั้น เพราะอีกครึ่งถูกกั้นไว้สำหรับลิฟท์และอาจจะสำหรับครัวและพนักงานบริการที่เตรียมอาหารสำหรับงาน
สักพักก็มีคนใหญ่คนโตมากล่าวต้อนรับเปิดงาน ต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน ถึงตอนนี้แล้วรู้สึกพลาดเล็กๆตรงที่บางคนพาเพื่อนมาด้วย แถมพาเข้างานได้ ตรงนี้ทำให้รู้สึกเสียดายว่าถ้ารู้อย่างนี้พาแฟนมาเที่ยวด้วยดีกว่า เค้าต้องชอบมากแน่ๆ(ตอนนี้เลิกกันไปแล้วครับ)
บรรยากาศงานครึกครื้นและสนุกสนานดี ถึงเราเองจะทำตัวไม่ถูกกับไม่รู้จะไปอยู่ไหน เพราะไม่รู้จักใครเลย ทุกคนมาก็ยืนอยู่ตามมุมต่างๆ แล้วก็จะมีเครื่องดื่มเดินมาเสิร์ฟเรื่อยๆ อาหารก็เป็นแบบปุฟเฟต์ มีของที่ไม่เคยกินตั้งหลายอย่าง ไม่รู้อะไรบ้่าง เป็นอาหารสไตล์ที่มีเนื้อเป็นแผ่นๆ หรือเป็นชิ้นๆตัดๆวางไว้บนจานแล้วเราก็ไปจิ้มๆตักๆเอา บางอันเหมือนจะอร่อยเป็นกินเข้าไปแล้วเหมือนกินเนื้อบูดๆก็มี จะคายทิ้งลงจานก็อายเค้า เลยต้องฝืนใจกลืนแล้วรีบดื่มน้ำตามลงไปเอา สุดท้ายหนีไม่พ้นข้าวผัดกระเทียมที่กับยำรวมที่มาช่วยไว้ได้
กิจกรรมในงานมีการเปิดตัวพริตตี้ทีมใหม่นี้ กับชื่อทีมที่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครที่เป็นเจ้าของชื่อที่ชนะเลิศนี้ เพราะไม่ได้มีการประกาศ พอเปิดตัวเสร็จก็มีการแสดงของนักร้องที่เข้าประกวดร้องเพลงรายการ Style by Toyota, It’s you. กับนักร้องสาวสวย คุณ มินท์ อรรถวดี
คุณมิ้้นท์ตัวจริงสวยมาก ดูเหมือนสาวเกาหลีเลย แล้วก็วงดนตรีแนวแจ็สอีกวงนึง
ผมเองเพลิดเพลินไปกับการชมวิวมุมสูงสวยๆของกทม.ยามราตรี และก็ได้เจอดาราที่มาร่วมงาน มากมายทั้งคุณซอนย่า คูลลิ่ง, สองพี่น้องสุดสวย คุณเปียเชอร์และลีน่า คริลเต็นเซ่น ที่มาเป็น เซเลบในงาน นอกจากนี้ยังเห็น คุณซูโม่กิ้ก คุณหมิงชาลิสา คุณแอม สุธีร์ คณะมิสไทยแลนด์เวิร์ดปีนั้น กับอีกหลายคน(จำไม่ค่อยได้แล้วครับ มันนานมาก) จนเวลาล่วงเลยถึงช่วงสุดท้ายของงาน แขกทยอยกลับไปกันเยอะแล้ว เหลือคนในงานไม่เยอะแล้ว แต่ผมรอจนกว่าจะใกล้เลิกจริงๆถึงจะกลับ เพราะคิดว่านี่คงเป็นโอกาสดีๆที่จะได้มาเที่ยวที่นี้ที่อาจจะไม่มีอีกแล้ว เมื่อเห็นเริ่มมีการเก็บของกันแล้ว เลยตัดใจลงลิพท์กลับที่พัก ก่อนกลับเดินไปที่กระจกมองวิวที่เห็นให้เต็มตาอีกครั้งก่อนกลับ เป็นอันจบการเดินทางที่ไม่คาดฝันและจะเป็นความทรงจำดีๆที่น่าประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิืตของผมเลยทีเดียว
ระหว่างทางนั่งรถเมล์กลับที่พัก แกะกล่องของที่ระลึกออกมา มันเป็นน้ำหอมจริงๆด้วย ยี่ห้อ Angner Perfume อะไรสักอย่างนี่แหละ เราเองก็ไม่ได้ใช้อยู่แล้วน้ำหงน้ำหอม เลยเอาให้น้องไปใช้แทน น้องมันดี้ด้ามาก ได้น้ำหอมฟรี
สิ่งหนึ่งที่เสียดายมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ผมไม่ได้บันทึกรูปภาพไว้เป็นที่ระลึกเลยสักภาพ เพราะตอนนั้นไม่มีกล้องคอมแพกเล็กๆไว้ถ่าย มีแต่กล้องฟิล์มแต่ตอนนั้นก็ไม่ได้เอาไปเพราะมันใหญ่เกรงจะไม่สะดวกตอนไปงาน จะยืมกล้องดิจิตอลตอนนั้นก็ขอยืมใครไม่ได้เลย เป็นอันต้องเก็บเรื่องราวนี้ไว้ในความทรงจำเท่านั้นเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคที่มากจากหนังเรื่องโหมโรง ที่พ่อพระเอกพูดกับพระเอกว่า “ถ้าเจ้าฝึกตนเองให้เก่ง เจ้าจะได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป ได้กินในสิ่งที่ไม่เคยกิน ได้รับรู้ในสิ่งที่เป็นทิพย์”
ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆครั้งหนึ่งที่ผมเคยได้รับมาเลยทีเดียว
ว่าแต่อยากไปอีกจัง คราวนี้ถ้าได้ไปจะถ่ายรูปมาเยอะๆเลยให้ตายเถอะ พูดแล้วยังเสียดายไม่หาย