Archive for หนังสือ

Onward ถอยไปข้างหน้า ในที่สุดก็อ่านจบ


อ่านจบแล้วครับ หนังสือ Onward หรือที่มีชื่อไทยว่า ถอยไปข้างหน้า หนังสือที่เล่าเรื่องราวช่วงเวลาหนึ่งของกิจการกาแฟ Starbucks ที่ประสบปัญหารอบด้าน การเงินย่ำ่แย่ ภาพลักษณ์ของบริษัทที่ลดระดับต่ำลง หุ้นตก ยอดขายเตี้ย แต่ท้ายสุดแล้วสามารถต่อสู้และแก้ไขวิกฤตจนสามารถกลับมาเป็นแบรนด์กาแฟระดับสูงที่ผู้คนรู้จักไปทั่วโลก มีความมั่นคงและตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้น

สาเหตุที่ผมตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านก็ตามที่เขียนไว้ในบทความหนังสือ Starbucks กับคูปองซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง(ที่หมดเขตไปแล้ว)ตอนที่เขียนบทความยังอ่านไม่จบและคิดไว้ว่าถ้าอ่านจบแล้วจะเขียนถึงอีกที ตอนนี้อ่านจบแล้วก็ได้เวลาเล่าสู่กันฟัง อยากจะบอกว่าเป้นหนังสือที่อ่านสนุกและไม่เสียดายตังค์ซื้อเล่มหนึ่งเลยทีเดียว เป็นหนังสือที่น่าจะเป็นประโยชน์กับ คนที่กำลังทำธุรกิจ อยากจะทำธุรกิจ คนที่มีร้านกาแฟ อยากเปิดร้านกาแฟ และ คนที่น่าจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างมากก็คือคนที่อยากทำงานหรือกำลังทำงานอยู่ที่Starbucksนั่นเอง และบุคคลที่ควรอ่านที่สุดก็คือบรรดากิจการคู่แข่งของสตาร์บัคส์เองนั่นแหละ ฮ่าๆๆๆ

ส่วนที่น่าสนใจมากๆของเรื่องราวก็คือแนวทางการแก้ไขวิกฤติของ โฮวาร์ด ชูลท์ส CEO ของสตาร์บัคส์ที่แตกต่างไปจากแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างที่มันควรจะเป็นตามหลักทางการเงิน ผู้เชียวชาญทางการเงินหลายๆท่านได้ตั้งข้อสงสัยและไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายแล้ว Starbucks ก็สามารถกลับมาได้และมีหยุดยืนทางธุรกิจที่ชัดเจนและมั่นคงกว่าเดิม

Read more

เกาะดมชมโตเกียว ฮิกาซีน สเปเชี่ยล

ไปเดินเล่นๆที่ B2S หาอะไรอ่าน สะดุดตากับหนังสือเล่มนี้เข้า เปิดๆดูก็น่าสนใจดีครับ เลยซื้อมาอ่านซะเลย
เหตุผลที่ผมตกลงปลงใจเสียตังค์ซื้อหนังสือเล่มนี้มีหลายเหตุผลมาประจวบเหมาะกันพอดี
1.เป็นหนังสือเที่ยวญี่ปุ่นที่เป็นแนวเดียวกับที่อยากอ่านมานานแล้ว รูปแบบการนำเสนอน่าติดตามน่าสนใจดี รูปเพียบ
2.มีมุขแทรกตลอกเวลา ฮาๆดี
3.ชอบผลงานของพี่โน้ส เลยอยากรู้ว่าแกไปที่ญี่ปุ่นไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
4.สถานที่ๆไปอยู่ในความสนใจของเรา

ซื้อมาก็ไม่ผิดหวังครับ ถึงแม้ว่ามุขจะแป้กเยอะเหมือนกัน ประมาณว่านี่มันมุขเฮียอะไรเนี่ย แต่เป็นหนังสือที่ทำให้ผมต้องอ่านแบบรวดเดียวจบ วางไม่ลงเลยทีเดียว คุ้มราคา หน้าสีเพียบทีเดียว
สำนวนภาษาเขียนที่เป็นกันเอง อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวกับพวกเค้าเลย เห็นบอกว่าจะมีเล่ม2ด้วย รออ่านแน่นอนครับแบบนี้ ออกเร็วๆนะเล่ม2
สถานที่ที่แนะนำแต่ละที่นั้นต่างจากหนังสือนำเที่ยวเล่มอื่นๆอยู่เยอะเหมือนกัน ปรกติเค้าจะไปชมธรรมชาติ ชมวัด ไปน้ำพุร้อนกัน
แต่นี่จะวนๆอยู่ในโตเกียว ไปกินซะเยอะ ร้านอาหารไปร้านขายของ ร้านของเล่น สวนสาธารณะที่มีคนมาขายงานศิลปะ และที่ที่ขายของแนวทะลึ่งๆ ร้านเสื้อผ้า อะไรแบบนี้

Read more

เด็กชายหอยนางรมตีพิมพ์ใหม่แล้ว

ยาวนานเหลือเกิน กับหนังสือเล่มนี้ ที่กว่าจะได้มาครอบครองเวลาก็ผ่านมาเป็นสิบปี

ตอนแรกก็คิดว่าไม่ถึงหรอกนะครับ แต่พออ่านจากบทบรรณาธิการแล้วถึงได้รู้ว่าหนังสือรวมเรื่องสั้นเด็กชายหอยนางรมตีพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกเมื่อปี 2544 และเมื่อมาถึงตอนนี้ก็2554 สิบปีแล้วจริงๆด้วย

รู้จักหนังสือเล่มนี้จากการได้อ่านคอลัมน์ของคุณ ‘ปราย พันแสง ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ อ่านแล้วก็เกิดสนใจหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาทันที เพราะเป็นผลงานเขียนหนังสือของ ทิมเบอร์ตัน ผู้กับและศิลปินที่ผมชื่นชอบผลงานของเค้าอยู่

ณ ตอนนั้นจะซื้อๆก็มีเหตุทำให้แคล้วคลาดกันเรื่อยมา เคยได้อ่านก็เพราะเช่ามาจากร้านหนังสือเช่า จะซื้อๆ ก็ลืมมั่ง ไม่มีเงินมั่ง จนเวลาผ่านไป


ตอนเขียนบทความ Tim Burton ทิมเบอร์ตัน กับเด็กชายหอยนางรมไว้เมื่อปีที่แล้ว เกิดนึกขึ้นได้และอยากได้มาเป็นเจ้าของ ตระเวณหาตามร้านขายหนังสือเก่าและเว็บไซต์สั่งหนังสือเว็บแล้วเว็บเล่าก็ไม่เจอ จนวันหนึ่งมีข่าวดีจากแฟนเพจของคุณ ‘ปราย พันแสง เองว่าหนังสือเล่มนี้กำลังจะได้รับการตีพิมพ์ใหม่ แทบจะกระโดดโลดเต้นกันเลยทีเดียว

เวลาผ่านไป รอวันแล้ววันเล่า ก็ไม่ได้รับข่าวคราว จนวันนึงมีน้องสาวที่ชอบหนังสือเล่มนี้เหมือนกันและทำงานอยู่ที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่งบอกมาทางเฟซบุ๊คว่าหนังสือมีวางขายเแล้ว สิ้นสุดการรอคอย

ตระเวณตามร้านต่างๆทั่วลำพูน ไม่มี หรือว่าหาไม่เจอก็ไม่รู้ คาดว่าเนื่องจากหนังสือไม่ใช่หนังสือออกใหม่แต่เป็นการพิมพ์ใหม่ ร้านบางร้านอาจจะไม่สนใจสั่งมาวางขาย

ลำพูนไม่มีไปเชียงใหม่ก็ได้ หาอยู่หลายร้าน แม้กระทั่งร้านใหญ่ๆอย่างสุริวงค์บุ๊คเซนเตอร์ หรือ ดวงกมลก็ไม่มี สุดท้ายเจอที่ se-ed โรบินสันแอร์พอร์ต เหนื่อยจริงๆ แต่ก็คุ้มกับการได้หนังสือเล่มนี้มาครอบครองหลังจากที่คลาดกันไปคลาดกันมาแสนนาน

ใครที่รออยู่หรือเคยหาซื้อแต่ไม่ได้ โอกาสมาถึงแล้วครับ หาดูตามร้านหนังสือเจ้าประจำของท่านได้เลย ที่อื่นจะหายากแบบแถวๆนี้รึเปล่าก็ไม่แน่ใจครับ ถ้าไม่อยากยุ่งยากแบบผม สั่งซื้อหนังสือออนไลน์เอาก็ดีนะครับ สะดวกแถมมีส่วนลด

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่สามารถอ่านจบได้ในเวลาอันสั้น แต่ก็สามารถกลับมาอ่านใหม่และตีความกันได้หลายๆรอบ มีตัวหนังสือนิดเดียว ภาพประกอบจากฝีมือทิมเบอร์ตัน มาสไตล์ทึมๆ มัวๆ ดูหลอนๆลึกลับๆ แต่ก็มีความน่ารัก เนื้อหาเหมือนจะเป็นหนังสือเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็อ่านได้ เคยมีคนบอกว่าหนังสือเล่มไม่เหมาะจะให้เด็กอ่านด้วยซ้ำ

ท้ายเล่มมีบทความเกี่ยวกับหนังสือและผู้แต่งทิม เบอร์ตัน โดยคุณ ‘ปราย พันแสงผู้แปล ซึ่งก็น่าอ่านไม่แพ้เนื้อหาหลักของหนังสือ

เล่มนี้ผมชอบมากครับ อ่านแล้วอ่านอีกอยู่นั่นแหละ ไม่เสียแรงที่รอคอยมานาน

เดินเล่นในร้านหนังสือ

บทความนี้เป็นตอนต่อของ คิดเล่นๆในร้านหนังสือ ครับ

วันหนึ่งผมไปเดินเล่นที่ร้านหนังสืออย่างที่ชอบทำอยู่เป็นประจำ สายตาก็ไปสะดุดกับปกหนังสือเล่มนึงเข้า เล่มนี้ครับ

ถ้าดูผ่านๆตา อย่างไม่ละเอียดแล้ว อาจจะมีหลายคนที่คิดเหมือนกับผมว่า

“เฮ้ย พี่โน้ตอุดม ออกหนังสือใหม่แล้ว”

ด้วยความดีใจ แว่บนั้นก็รีบเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ครับ ฮ่าๆ คนที่อยู่บนปกคือ อ.จำรัส เซ็นนิล ผู้เขียนหนังสือชื่อ เล่มเดียวคุ้มโรคภัย เล่มนี้นี่เอง(พี่โน้ตคงไม่เขียนหนังสือและตั้งชื่อแนวนี้แน่ๆ)

จากนั้นเวลาไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือทีไร เวลาเห็นหนังสือเล่มนี้ทีไรก็ต้องขำตัวเองทุกที

           ล่าสุด อาจารย์่ท่านก็ได้ออกเล่ม2มาแล้วครับ วางแผงเรียบร้อย มาคราวนี้ไม่พลาดอีกแล้ว แต่ก็ยังแอบเหมือนอยู่นะ ดูผ่านๆก็นึกว่าพี่โน้ตอุดมเหมือนเดิม

ใครที่อยากรู้ว่าอาจารย์เป็นใคร หนังสือมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ลองเข้าไปดูที่เว็บของอาจารย์่ท่านได้เลยครับ www.jamrat.net

แต่หลังจากนั้นพี่โน้ตก็ได้ออกหนังสือเล่มใหม่ของพี่เค้ามาจริงๆ ชื่อหนังสือ “ดมได” ครับ มีหน้าปกตามรูป

(หน้งสือเล่มใหญ่มากครับ ไม่ใช่ขนาดพ็อคเก็ตบุ๊คทั่วไป)

เนื้อหาในหนังสือก็คือไดอารี่ที่พี่โน้ตเขียนไว้ ถ้าใครติดตามหนังสือเล่มก่อนๆของพี่โน้ตอุดมเค้า เล่มนี้มีรูปแบบเดียวกันกับหนังสือ GU เล่ม1-2-3 นั่นเอง

“คนดังเขียนไอดารี่ก็ขายได้ละ”

มีหลายๆคนพูดไว้ แต่การที่เราจะไปอยู่ในสถานะคนดังและเขียนไดอารี่ให้คนอ่านได้ไม่เบื่อและสอดแทรกแนวคิดที่เป็นประโยชน์ให้กับคนอ่านได้ มันก็ยากและมีต้นทุนเหมือนกันนะ

ผมอยากซื้อมาอ่านเหมือนกันครับ แต่ติดตรงที่หนังสือเล่มนี้ราคาสูงพอสมควร 450 บาทครับ เลยต้องถอยมาตั้งหลักก่อน เพราะช่วงนี้ดันซื้อหนังสือมาหลายเล่มละ นอกจากไม่มีตังค์แล้ว เล่มที่ซื้อมาเล่มก่อนๆยังอ่านไม่จบเลย แต่ถ้าเป็นสาวกพี่โน้ตแล้วก็คงควักเงินออกมาซื้อได้ไม่ยาก เพราะพี่โน้ตไม่ได้ออกหนังสือมานานมาก คนที่รออยู่ตอนนี้ก็คงสมใจแล้ว

………………………………
เครดิตรูปประกอบบทความ
- เล่มเดียวคุ้มโรคภัย1 www.se-ed.com
- เล่มเดียวคุ้มโรคภัย2 www.thaispecial.com/bookshop
- ดมได www.se-ed.com

หนังสือ Starbucks กับคูปองซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง(ที่หมดเขตไปแล้ว)

น้อยคนนักหรือแม้แต่เืเพื่อนที่รู้จักกันมานานก็อาจจะยังไม่รู้ว่าผมเป็นคนที่สนใจศึกษาเรื่องของการสร้างแบรนด์เป็นอย่างมาก หลายคนอาจจะบอกว่าก็ไม่เห็นยากอะไรเลย เค้าก็แค่เอาไก่มาต้มทำซุปให้เป็นซุปเข้มข้นแล้วก็เอามาใส่ขวดขาย ปั๊ดโธ่ นั่นมันแบรนด์ซุปไก่ จะเอาฮาไปถึงไหน

“แบรนด์ คือ อะไรเหรอ ? (What is a Brand ?) แบรนด์ คือ ภาพลักษณ์ หรือ ความคาดหวังที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์หรือ บริการขององค์กร ซึ่งแบรนด์นั้นกินเนื้อความกว้างไกลกว่าคำว่า ตราสินค้า หรือ Logo เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวทั้งหมดที่ผู้บริโภคเกิดการรับรู้เกี่ยวกับองค์กรของเราเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดความเชื่อถือและไว้ใจ”
(Credit : www.thaicontractors.com)

การสร้างแบรนด์นั่นช่างล้ำลึก มีพลัง และดูเหมือนมันเป็นสิ่งที่เรียกว่า “อาร์ต” ในความหมายของพี่โน้ต อุดม ที่ได้กล่าวไว้ในเดี่ยว 7 ตัวผมเองนั้นก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าอยู่ดีๆมาสนใจเรื่องราวแนวนี้ได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ว่ารู้สึกสนุกทุกเวลาได้อ่านหรือศึกษาเกี่ยวกับเรื่องรางของแบรนด์ต่างๆว่าเค้าเริ่มต้นมาด้วยอะไร แนวคิดในการสร้างแบรนด์ เค้าผ่านอะไรมาบ้าง อะไรทำนองนี้ มีแบรนด์อยู่หลายแบรนด์ที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นที่ผมทึ่งและสนใจอย่างมากก็คือ Starbucks นั่นเอง


เค้าทำอย่างไรถึงขายกาแฟราคาแพงขนาดนั้นได้ แล้วอยู่ได้ด้วยนะ ผู้คนที่ชอบดื่มกาแฟในระดับจริงจังส่วนใหญ่รู้จักและชื่นชมสตาร์บัคส์ หลุยส์วิตตองล่ะ กระเป๋าแพงขนาดนั้น ทำไมคนถึงอยากซื้อ ทั้งๆที่มีกระเป๋ายี่ห้ออื่นๆที่ใส่ของได้เหมือนกันในราคาที่ถูกกว่าให้เลือกมากมายในท้องตลาด ทั้งหมดที่ว่ามานั้นก็เป็นผลพวงมาจากการสร้าง Brand ทั้งนั้น
             มีหนังสือเกี่ยวกับ สตาร์บัคส์ออกวางขายเป็นภาษาไทยมาแล้วก็หลายเล่ม แต่ก็พลาดมาตลอดครับ หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Brand ต่างๆที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมมีเหตุทำให้ต้องพลาดหนังสือที่น่าสนใจไปหลายเล่มและตอนนี้ก็หาซื้อยากมากแล้ว อย่างเช่น หนังสือ 100แบรนด์ล้มดัง, 100สุดยอดแบรนด์โลก (BRAND ROYALTY) สองเล่มนี้ยังอยากอ่านมากแต่ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหนแล้ว

เกริ่นมาซะยาวเลย จะเข้าสู่สาระสำคัญของบทความนี้กันแล้วนะครับ (ที่อ่านไปเมื่อกี้เป็นน้ำครับ เนื้อกำลังจะเริ่ม ฮ่าๆๆ) เรื่องก็คือในที่สุดผมก็ได้ซื้อหนังสือที่เกี่ยวกับสตาร์บัคส์มาเล่มหนึ่ง ตอนนี้ยังไม่ได้อ่านครับ ถ้าอ่านแล้วเป็นอย่างไรจะมาเขียนถึงอีกที แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่คิดผมว่าหลายๆคนคงสนใจเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือ หนังสือเล่มนี้แถมคูปองสำหรับซื้อกาแฟสตาร์บัคส์ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ด้วย และคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนอุดหนุนซื้อหนังสือเล่มนี้มา สำหรับคนที่ยังไม่ได้ซื้อและคิดจะซื้อ คงอยากรู้ว่า มันมีกำหนดหมดเขตไหม หมดเขตเมื่อไหร่ คำตอบคือมีครับ และก็หมดไปแล้วด้วย ฮือๆๆ T o T


เล่มที่ผมซื้อมาเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ครับ ไม่แน่ใจว่าถ้ามีพิมพ์ครั้งต่อไปจะมีแถมคูปองแล้วขยายเวลาหมดเขตสำหรับฉบับ พิมพ์ครั้งที่ 3 ไหม สำหรับฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 นี้ หมดเขตไปแล้วเมื่อ 31 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมาครับ ที่น่าเจ็บใจก็คือ ผมเพิ่มซื้อมาหลังจากคูปองหมดเขตไปแล้วไม่กี่วันมานี่เอง เซ็งจริงๆเลย
ดังนั้นใครที่สงสัยเรื่องคูปองอยู่ก็ตามนั้นครับ ตอนซื้อผมไม่ได้ดูซะด้วยว่าคูปองมันหมดอายุรึเปล่า เพราะหนังสือมันอยู่ในซีลพลาสติกแกะดูไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เช็คว่าคูปองเค้าเอาไว้ตรงไหน ลืมดู

ตอนแรกกะไปกับเพื่อนอีกคนแล้วหารค่ากาแฟกันสักหน่อยจะได้ประหยัด ฮ่าๆๆๆ
ถึงผมจะอยากรู้เรื่องสตาร์บัคส์แต่ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปอุดหนุนได้บ่อยๆนะครับ ตั้งแต่เกิดมาจำได้ว่าเคยไปซื้อกินแค่สองสามครั้งเอง คิดแล้วมันเศร้า จริงๆแล้วผมไม่ชอบกินกาแฟซะด้วยซ้ำ ชอบดื่มชามากกว่า เหอ เหอ

สาระมีเ่ท่านี้แหละครับสำหรับบทความนี้ แค่อยากมาบอกคนที่สนใจหนังสือเล่มนี้และสงสัยเรื่องคูปองจะได้หายสงสัยกัน ถ้าใครอยากได้คูปองอาจจะต้องรอลุ้นตอนพิมพ์ครั้งที่ 3 เอาว่าจะมีแบบนี้มาอีกรึเปล่า ส่วนเรื่องหนังสือ ไว้อ่านจบแล้วจะมาเขียนถึงอีกทีครับ เวลาผมอ่านหนังสือแบบนี้มักจะต้องใช้เวลาอ่านนานหน่อย ใจร้อนอยากมาคุยเรื่องคูปองก่อน

เพื่อนๆคนไหนมีแบรนด์ในดวงใจแบรนด์อะไร เค้ามีเรื่องราวการสร้างแบรนด์ที่น่าสนใจแบบไหน เขียนคอมเมนต์แนะนำผมกันหน่อยนะครับ ที่ผมรู้จักและสนใจตอนนี้มีอยู่ไม่กี่แบรนด์เอง หรือถ้าใครมีหนังสือแนวนี้เล่มไหนน่าสนใจก็แนะนำกันเข้ามาได้นะครับ

โลกของ OZ

ในบรรดานิยายสำหรับเด็กที่เราๆท่านรู้จักกันดี หรือไม่ก็ต้องเคยอ่านผ่านหูผ่านตามาบ้างสักครั้งหนึ่งในชีวิต หนึ่งในนั้นต้องมี เรื่อง “พ่อมดแห่งออซ” (The Wonderful Wizard of Oz) ที่ทำออกมาหลายเวอร์ชั่นเหลือเกิน ทั้งแบบหนังสือภาพ นิยาย หนังสือนิทาน ภาพยนต์ ภาพยนต์การ์ตูน ทีวีอนิเมชั่น

เรื่องราวของเด็กสาวที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดในแคนซัส รัฐที่เกิดพายุเฮอริเคนบ่อยๆและก็เป็นพายุเฮอริเคนนั่นเองที่พัดเอาบ้านของหนูน้อยโดโรธีไปตกในโลกอีกโลกหนึ่ง ที่นี่เด็กน้อยต้องผจญภัยเพื่อหาทางกลับบ้าน ระหว่างทางก็ได้พบกับ คุณสิงโตขี้ขลาดที่อยากได้ความกล้า หุ่นไล่กาที่อยากได้สมอง หุ่นกระป๋องที่อยากได้หัวใจ และผู้ที่จะช่วยทุกๆคนได้ก็มีเพียงพ่อมดแห่งออซเท่านั้น การเดินทางนั้นไม่ง่าย ต้องพบกับอุปสรรคและตัวร้ายอย่างแม่มดใจร้าย ตอนจบจะเป็นอย่างไรนั้น ทุกคนที่มีโอกาสได้อ่านเรื่องนี้ต่างก็รู้แล้วทั้งนั้น

แล้วจะเขียนทำไมละแบบนี้ ฮ่วย เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากที่ครั้งหนึ่งผมเคยสงสัยเกี่ยวกับเรื่องราวของโลกแห่ง OZ ขึ้นมา เพราะว่าจากการที่เราได้อ่าน ได้ดูในแต่เวอร์ชั่นที่ผ่านๆมานั้น จะีมีในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆที่แต่ละเวอร์ชั่นไม่เหมือนกัน มีเวอร์ชั่นการ์ตูนทีวีที่เคยออกอากาศทางช่อง3 ที่มีเรื่องราวต่อจากตอนที่โดโรธีกลับบ้านไปแล้วด้วย จนเกิดความสงสัยว่าถ้าอย่างนั้นเรื่องราวที่เป็นต้นฉบับจริงๆนั้นเป็นอย่างไร เกิดอยากลองอ่านเวอร์ชั่นออริจินอล ต้นฉบับดั้งเดิมแท้ๆขึ้นมา

คิดได้ดังนั้นก็เลยลองค้นหาข้อมูลดู และโชคดีที่ว่าที่ห้องสมุดแห่งหนึ่งมีหนังสือเล่มนี้ให้ยืม เป็นแบบต้นฉบับภาษาอังกฤษเสียด้วย ได้ดูรูปเล่ม กระดาษและอาร์ตเวิร์คแล้ว ต้องบอกว่ามันช่างคลาสสิคยิ่งนัก สุดท้ายก็ได้อ่านสมใจ และทำให้ได้รู้ว่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับดินแดนที่ชื่อว่า OZ นั้น มีทำออกมาเป็นหนังสือภาคต่อจากเล่มแรกอีกหลายเล่มทีเดียว

อยากรู้อีกแล้วล่ะทีนี้ ว่าเรื่องราวของเล่มอื่นๆภาคอื่นๆจะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอ่านให้ครบทุกเล่ม แต่ทว่าเมื่อได้ลองค้นหาข้อมูลต่อก็พบว่ามีหนังสือที่เป็นเรื่องราวในดินแดน OZ อีกหลายสิบเล่มเลย

มีกี่เล่ม ลองมาดูกันครับ (ข้อมูลจาก Wikipedia) ทุกเล่มเป็นภาษาอังกฤษนะครับ คลิกที่ชื่อหนังสือจะนำไปสู่เว็บที่สามารถอ่านหนังสือเล่มนั้นได้ อันไหนคลิกไม่ได้ก็คือไม่มีนะครับ

1. เล่มแรก เล่มที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด The Wonderful Wizard of Oz (1900)
2. The Marvelous Land of Oz (1904)
3. Ozma of Oz (1907)
4. Dorothy and the Wizard in Oz (1908)
5. The Road to Oz (1909)
6. The Emerald City of Oz (1910)
7. The Patchwork Girl of Oz (1913)
8. Tik-Tok of Oz (1914)
9. The Scarecrow of Oz (1915)
10. Rinkitink in Oz (1916)
11. The Lost Princess of Oz (1917)
12. The Tin Woodman of Oz (1918)
13. The Magic of Oz (1919)
14. Glinda of Oz (1920)
15. The Royal Book of Oz (1921)
16. Kabumpo in Oz (1922)
17. The Cowardly Lion of Oz (1923)
18. Grampa in Oz (1924)
19. The Lost King of Oz (1925)
20. The Hungry Tiger of Oz (1926)
21. The Gnome King of Oz (1927)
22. The Giant Horse of Oz (1928)
23. Jack Pumpkinhead of Oz (1929)
24. The Yellow Knight of Oz (1930)
25. Pirates in Oz (1931)
26. The Purple Prince of Oz (1932)
27. Ojo in Oz (1933)
28. Speedy in Oz (1934)
29. The Wishing Horse of Oz (1935)
30. Captain Salt in Oz (1936)
31. Handy Mandy in Oz (1937)
32. The Silver Princess in Oz (1938)
33. Ozoplaning with the Wizard of Oz (1939)
34. The Wonder City of Oz (1940)
35. The Scalawagons of Oz (1941)
36. Lucky Bucky in Oz (1942)
37. The Magical Mimics in Oz (1946)
38. The Shaggy Man of Oz (1949)
39. The Hidden Valley of Oz (1951)
40. Merry Go Round in Oz (1963)
41. Yankee in Oz (1972)
42. The Enchanted Island of Oz (1976)
43. The Forbidden Fountain of Oz (1980)
44. The Ozmapolitan of Oz (1986)
45. The Wicked Witch of Oz (1993)
46. The Runaway in Oz (1995)
47. The Rundelstone of Oz (2001)
48. The Emerald Wand of Oz (2005)
49. Trouble Under Oz (2006)
50. Sky Pyrates Over Oz (forthcoming)

นี่ยังไม่รวมอีกหลายเล่มที่เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ OZ แต่เป็นแบบ non-canonical อีกตั้ง 30 เล่ม (ดูได้จาก Wikipedia Portal:Oz)
หุหุ แค่อ่านรายชื่อก็เหนื่อยแล้วครับ ความตั้งใจที่ว่าจะตามอ่านให้หมดทุกเล่มก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป เล่ม1-14นั้นเป็นเล่มที่แต่งโดยผู้แต่งต้นฉบับ L. Frank Baum ส่วนเล่มอื่นๆหลังจากนั้นเป็นเล่มที่แต่งขึ้นหลังจากที่ L. Frank Baum เสียชีวิตแล้ว (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก List of Oz books : Wikipedia)
ดูจากปีที่หนังสือออกวางแผง บางเล่มก็เพิ่งมาแต่งเอาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง โดยเฉพาะเล่มที่ 50 นี่ยังไม่ออกมาเลยด้วยซ้ำ

ความคิดเลยเปลี่ยนเป็นว่าจะลองอ่านจากเล่มที่สนใจไปเรื่อยๆคงจะดีกว่าครับ เอาเท่าที่อ่านได้พอ แหะๆ (แพลนไว้หลายปีแล้วยังไม่ได้เริ่มเลย ฮ่าๆๆ)

ถ้าใครมี Kindle ลองหาเวอร์ชั่นสำหรับ Kindle มาอ่านดูจะดีกว่าครับ อ่านบนเว็บจากจอคอมพิวเตอร์แล้วมันบั่นทอนสุขภาพตาเหลือเกิน อ้อเกือบลืม มี Kindle App สำหรับ PC, iPhone, iPod touch, iPad, Blackberry, Android และอุปกรณ์อื่นๆให้เลือกใช้ด้วยนะครับ ลองอ่านจากบทความนี้ดูครับ Kindle for PC แก้ขัดไปก่อน

จะหาแบบที่มีให้โหลดฟรีหรือซื้อเอาใน Kindle Store ก็ตามละดวกครับ เท่าที่ค้นๆดูที่น่าสนก็มีแบบรวม 14 เล่ม ไว้ใน e book เล่มเดียวก็มี

โลกของ OZ นั่นช่างกว้างใหญ่จริงๆ ให้ตายเถอะ จะเริ่มจากเล่มไหนก่อนดีล่ะเนี่ย