Haciban Card 2014

จากโพสฮะจิบังการ์ดของปีที่แล้ว เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านมา 1 ปีละ

วันเวลาผ่านไปเร็วมาก

หน้าตาของบัตรปี 2014 เป็นแบบนี้

ดูแล้วชอบของปีที่แล้วมากกว่า

บัตร Hachiban Card เริ่มขายทุกๆวันที่ 8 เดือน 8 ของทุกปี พอหมดแล้วก็หมดเลย ต้องรอของปีต่อไป พนักงานบอกว่าจะขายสาขาละ 1oo ใบเท่านั้น ใช้เป็นส่วนลด 10 เปอร์เซนต์ที่ร้านฮะจิบังราเมง

ผมกินบ่อยๆเลยซื้อไว้ นี่บอกก่อนนะไม่ได้รับสปอนเซอร์อะไรนะครับ บล็อกยังไม่ดังขนาดนั้น (ถ้าดังแล้วอีกเรื่องนึง ฮ่าๆๆๆ)

ใครทานบ่อยๆอย่าลืมนะ ปีนี้ราคา 150 บาทละ ปีก่อนบัตรละ 100 บาท

พูดถึงเรื่องบัตรส่วนลดนี่อยู่ที่ความบ่อยในการกินของเรา กินบ่อยก็คุ้ม ถ้านานๆกินที ก็ไม่คุ้ม

ความพยายาม พัฒนาการ และผู้ถูกแซงหน้า

ตอนเรียนมัธยมต้น การ์ตูนเรื่องสแลมดังค์ ทำให้เกิดอยากเล่นกีฬาบาสเก็ตบอลขึ้นมา

เลยเริ่มออกไปเล่นบาสตอนเย็นที่ๆสนามโรงเรียนใกล้บ้าน

ด้วยความที่ตัวสูงและมีพื้นฐานเล่นกีฬามาบ้าง เลยดูเหมือนว่าเราเล่นบาสเก่งจังในตอนนั้น โดยเฉพาะการดีเฟนส์ ใต้แป้น และการรีบาวด์

ใครมาชู้ทต่อหน้าต่อนี่โดนตบปลิวไปหมด

ทำให้ใจรู้สึกลำพองว่าเรานี่เล่นบาสเก่งแฮะ

ถ้าไม่นับเพื่อนที่เล่นเก่งอยู่แล้ว เราก็รองๆลงมาเลยนะ

นอกนัันที่เล่นๆด้วยกันก็ดูเหมือนจะเพิ่งเริ่มหัดเล่นกันซะส่วนใหญ่ มีแต่อ่อนๆ

ด้วยความที่เห่ออยู่พักใหญ่ กลุ่มที่เล่นบาสด้วยกันเจอกันแทบทุกเย็น

เวลาผ่านไป เริ่มเห่อน้อยลง ไปบ้างไม่ไปบ้าง แล้วก็ไม่โผล่ไปเล่นหลายเดือนเลย

กลับไปเล่นอีก เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง

Continue reading “ความพยายาม พัฒนาการ และผู้ถูกแซงหน้า”

ไฮไลท์ ของ 5 ปีที่ผ่านมา

5 ปีทั้งที จะแค่เขียนบทความถึงก็รู้สึกว่า มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นหน่อย
ปีที่ผ่านๆมาก็แค่เขียนบทความไว้

5 ปีมานี่ ก็หลายๆอย่างเกิดขึ้นที่บล็อกนี้ วันนี้จะเอามารวมที่สำคัญๆไว้ในบทความนี้กัน

และนอกจากวันนี้ครบรอบ 5 ปี แล้ว บทความนี้ยังเป็น โพสที่ 500 พอดีอีกด้วย โอ้ งวดนี้ไปซื้อ 55 ไว้ดีกว่า

มีคนมาเมนต์เยอะที่สุด  : ได้แก่

ใช้บัญชี Facebook กับแอพ Socialcam บัญชีเปลี่ยนเป็น Timeline ทันที

ตอนนั้น Facebook กำลังจะปลี่ยนจาก Wall มาใช้ Timeline ซึ่งหลายๆคนก็งงงวยกับมันมาก ใช้งานยาก อ่านลำบาก หลายๆคนจึงยังไม่เปลี่ยนไปใช้ Timeline ณ ตอนนั้น พยายามจะดึงดันใช้ Wall ต่อไป (แต่สุดท้ายพี่มาร์คก็บังคับเปลี่ยนอยู่ดี ฮ่าๆๆ) ตอนนั้นที่เขียนก็แบบว่าอยากจะเตือนการใช้งานแอพบางแอพ ที่มันจะไปยุ่งกับ Facebook เราให้เปลี่ยนเป็น Timeline โดยที่บางคนอาจไม่รู้ตัว แล้วจะเซ็งกันไป หนึ่งในนั้นก็คือแอพยอดนิยม Socialcam ที่กำลังเริ่มฮิตเลย

แต่ผลที่ได้คือ มีคนมาถามเกี่ยวกับปัญหาการใช้งานแอพ Socialcam นี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ ผมลบแอพไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ยังต้องมาตอบคำถามอย่างกะเป็นคนพัฒนาแอพตัวนี้ซะงั้นอ่ะ ตลกดีครับ แต่ก็ดีใจที่มีคนแวะมาที่บทความนี้นะ เป็นอีกบทความบล็อกที่สร้างความคึกคักให้บล็อกนี้ได้เป็นอย่างดี ^_^

ฮาจะเกร็ง การ์ตูนฮาๆจาก Lux 666

ช่วงนั้นการ์ตูนฮาจะเกร็งเพิ่งออกวางขายเลย เราเป็นแฟนรายการสาระแน และชอบผลงานของพี่ๆสามเกลอ เปิ้ล หอย วิลลี่ อยู่แล้ว ก็ไม่พลาดที่จะติดตามผลงานด้วย แต่จริงๆก็ซื้อแค่ช่วงเริ่มวางขายน่ะแหละ
เรื่องที่น่าสนใจของบทความนี้คือ นอกจากคนจะมาถามเกี่ยวกับหนังสือมากมายแล้ว หลายๆความเห็นถามเหมือนเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นทีมงานหนังสือฮาจะเกร็ง ที่สำคัญคือมีทีมงานหนังสือเข้ามาเมนต์ตอบ รวมถึง พี่เปิ้ล นาคร มาลงคอมเมนต์ไว้ด้วย (ตัวจริงรึเปล่าไม่รู้) เราก็แบบว่าดีใจมาก

รุกฆาต = คมแฝก2 โหวตท่าไม้ตายคมแฝก เอากะเขาหน่อย
รุกฆาต = คมแฝก2 ขอไว้อาลัยแด่ องอาจ ชาตินักสู้

สองบทความนี้จริงๆไม่มีอะไรมาก ช่วงนั้นเพิ่งทำบล็อก ไม่มีอะไรจะเขียน ก็เขียนถึงละครที่ชอบดู ก่อนหน้านั้นบล็อกก็เงียบมาก ไม่มีใครเมนต์ตอบอะไร จนเมื่อลงสองบทความนี้ เป็นโพสแรกๆที่มีคนมาเมนต์ตอบเยอะ จำความรู้สึกดีใจตอนนั้นได้เลย ถึงจะมีคอมเมนต์แย่ๆที่มาด่าว่าปัญญาอ่อนก็เถอะ ก็ดีใจที่ว่ามีคนเข้ามาอ่านนะ ลงคอมเมนต์ไว้นะ และเป็นบทความที่มียอดคนเข้ามาอ่านมากที่สุดช่วงนั้นด้วยครับ

Continue reading “ไฮไลท์ ของ 5 ปีที่ผ่านมา”

5 ปีแล้ว กับ Blog NoNotaro129

วันนี้ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็ได้เริ่มมีความคิดที่จะทำบล็อกอย่างจริงๆจังๆ

หลังจากที่ทำ Space ของ MSN ไว้สักพักแต่ก็ปล่อยร้าง ตอนนั้นกะเอาจริงเอาจังถึงขั้นอยากเขียนบล็อกอย่างเดียว แล้วพยายามให้เลี้ยงตัวเองได้ด้วยการทำบล็อกหลังจากมีแรงฮึดจากการอ่านหนังสือของบล็อกเกอร์ที่ประสบความสำเร็จ ช่วงนั้นตกงานอยู่

ไปๆมาๆ ทุกความสำเร็จไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คาดหมายและวางแผนไว้

ปรกติเมื่อก่อนถ้าทำอะไรแล้วไม่ได้ตามที่ต้องการก็จะเลิกทำไปเลย

การทำบล็อกเขียนบล็อก เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่รู้สึกว่า ต่อให้ไม่ได้ผลตอบแทนอะไร ก็อยากจะทำไปเรื่อยๆ

การที่ได้เขียนอะไรแบ่งปันให้ให้ผู้อื่น เมื่อมีคนเข้ามาอ่านแล้วชอบหรือได้รับประโยชน์จากบล็อกเรา แล้วลงคอมเมนต์ไว้ ว่าขอบคุณ ชอบ หรือเอาเรื่องไปแชร์ต่อนี่มันรู้สึกดีจริงๆครับ

บางบทความเขียนไว้ก็หลายปี ก็ยังมีคนผ่านมาอ่าน มาเมนต์ติชมไว้ เราก็ชื่นใจ

ทุกวันนี้บล็อกที่ทำๆอยู่ไม่ใช่ของฟรี มีทั้งค่าใช้จ่ายรายเดือน และรายปี แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระเลย

วันนี้เป็นวันพิเศษที่ไม่ต้องมีงานฉลองใดๆ แต่ก็เป็นวันที่ให้ความรู้สึกดีๆ อาจจะมีบางทีทิ้งช่วงบทความนานหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับปล่อยร้างเป็นปีๆเหมือนตอนทำ Space ฮ่าๆๆๆ

คนที่ผ่านๆมาไม่ค่อยจริงจังกับอะไรๆได้นานๆ แต่ทำสิ่งหนึ่งมาได้ต่อเนื่องถึง 5 ปี นี่ก็น่าดีใจนะ ส่วนตัวเลย ดังนั้นบล็อกนี้ไม่ใช่แค่บล็อกที่เขียนเรื่องราวต่างๆของผมเอาไว้ แต่มันเป็นความภาคภูมิใจอย่างนึงเลยล่ะ ^_^

สุขสันต์ครบรอบ 5 ปี เย้!

พ่อตากับลูกเขย

เรื่องนี้เคยอ่านจากหนังสือนิทานเก่ามากๆสมัยยังเป็นเด็กน้อย ชอบมากเลยอยากเอามาแบ่งปัน

……………………….

ชาวนาคนหนึ่งมีเรือกสวนไร่นากว้างใหญ่ จัดเป็นเศรษฐีคนนึงก็ว่าได้

มีลูกสาว ลูกชายต่างก็ออกเรือนมีครอบครัวกันหมดแล้ว ทั้งหมดขยันทำมาหากินช่วยเหลือการงานเป็นอย่างดี ทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงกันเป็นครอบครัวใหญ่

สามีลูกสาวคนสุดท้องเป็นชายหนุ่มขยันขันแข็งที่บวชเรียนมานานก่อนลาสิกขาออกมาใช้ชีวิตฆราวาส

วันหนึ่งชาวนาเศรษฐีพ่อตา ยืนคุยกับลูกเขย ระหว่างหว่านไถเตรียมปลูกข้าว
“ปีนี้น้ำท่าดี ผลผลิตดีแน่”

“มันก็ไม่แน่หรอกครับพ่อ โลกนี้อะไรๆก็ไม่แน่นอนหรอก”

พ่อตาแอบเคืองลูกเขยสุดท้อง พูดจาขัดหู ในใจก็หาแต่โอกาสตอกกลับ

เวลาผ่านไป ปีนั้นน้ำท่าบริบูรณ์ ฟ้าฝนอำนวย ข้าวออกรวงงอกงามเหลืองอร่ามเต็มทุ่ง

พ่อตาได้ที พูดกับเขยเล็กอีกครั้งว่า

“แบบนี้ก็คงแน่นอนแล้วสินะ”

“อะไรในโลกนี้มันไม่แน่นอนหรอกครับพ่อ”

ได้ยินดังนั้น เหมือนโหมไฟใส่อารมณ์ของพ่อตาให้ยิ่งรุ่มร้อนเข้าอีก นึกโมโหเจ้าลูกเขยคนนี้ ที่แม้จะเห็นว่าทุกอย่างดำเนินมาดีขนาดนี้แล้ว ก็ยังพูดจาขัดคอ

ฝ่ายพ่อตาได้แต่รอโอกาสที่จะเอาคืนลูกเขย เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม

หลังจากวันนั้นทุกอย่างดำเนินราบรื่นมาด้วยดี ผลผลิตข้าวคุณภาพดีที่สุดในรอบหลายๆปีที่ทำนามาถูกเก็บเกี่ยวใส่ยุ้งฉาง บางส่วนก็จำหน่ายออกไปด้วยราคางาม

เสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว เศรษฐีจัดเลี้ยงข้าวปลาอาหารแก่ลูกหลานและบริวาร อาหารอย่างดีหลากหลาย ถูกจัดขึ้นสำรับ พร้อมข้าวสวยหอมกรุ่นร้อนๆ ผลิตผลจากการทำนานั่นเอง

ครอบครัวพร้อมหน้า มานั่งลงล้อมกันพร้อมรับประทานอาหาร

เศรษฐีชาวนานึกครึ้มอกครึ้มใจ แสนกระหยิ่มยิ้มย่อง วันนี้ล่ะ ที่จะได้สั่งสอนเจ้าลูกเขยจอมขัดคอให้หน้าหงาย
ก่อนจะเริ่มรับประทานอาหาร ก็ได้เอ่ยวาจากับเขยสุดท้อง

“เป็นอย่างไร แบบนี้ยังจะบอกว่าไม่แน่นอนอีกไหม”

“มันก็ยังไม่แน่เสียทีเดียวหรอกครับ”

ครั้นสิ่งที่ได้ยินไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย สติของพ่อตาก็ขาดผึง

ลูกเขยหนุ่มกำลังจะตักข้าวคำแรกใส่ปาก ก็ต้องหงายหลังด้วยแรงถีบของพ่อตา จานข้าวกระเด็นปลิวว่อน พ่อตายืนก้มลงพูดกับลูกเขยที่ยังนอนหงายอยู่

“ไม่ต้องกินมันแล้ว มึงนี่กวนโทสะกูเสียจริง พูดจาขัดคอกูมาเสียตั้งแต่เริ่มทำนา ถึงเดี๋ยวนี้ข้าวเก็บเกี่ยวเรียบร้อยหุงหอมมาอยู่ตรงหน้าแล้ว มึงยังบอกกูว่ามันไม่แน่นอนอีกหรือ”

“ก็แล้วมันแน่นอนไหมละพ่อ ข้าวจะตักเข้าปากอยู่แล้วแท้ๆ ยังปลิวกระจัดกระจายไปหมดได้”

พ่อตาได้ยินดังนั้น ความโกรธที่พุ่งพล่านเดือดดาลอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง ความรู้สึกผิดต่อเจ้าลูกเขยนั้นไม่เท่ากับความรู้สึกแจ่มใสอะไรบางอย่างในอก เหมือนเข้าใจในสัจธรรมของความไม่แน่นอนในโลกนี้ขึ้นมาบ้าง

จากนั้นชาวนาก็เริ่มสนใจศึกษาหลักธรรมของพุทธศาสนา สนทนาธรรมกับลูกเขยและเข้าวัดเข้าวามากขึ้น ทั้งยังระลึกถึงความไม่แน่นอนอันเป็นสัจธรรมของโลกนี้ไว้อยู่เสมอ

………………………….

เรื่องนี้เคยอ่านจากหนังสือนิทานเก่ามากๆเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่สมันยังเป็นเด็กครับ เป็นหนังสือแบบเก่าเลยที่เป็นเล่มปกแข็งๆสีแดง เมื่อก่อนจะมีตามห้องสมุดโรงเรียนให้อ่านกัน คิดว่าเรื่องราวน่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอ่าน รวมถึงเป็นเรื่องที่ชอบมากๆ เลยอยากเอามาเล่าต่อให้ได้อ่านกัน อันนี้พยายามเล่าให้ใกล้เคียงกับของเดิมที่สุด แต่คิดว่าก็ยังไม่ได้อารมณ์เท่าของเก่า เพราะของเดิมใช้ภาษาที่สละสลวย ออกโบราณๆ แถมยังเล่าความรู้สึกของพ่อตาได้ลึกซึ้งกว่า จะไปหาต้นฉบับมาพิมพ์ก็หาไม่ได้แล้ว

แอบเสียดายหนังสือเล่มนั้นมาก เพราะมีนิทานอีกหลายๆเรื่องเลยที่น่าสนใจ

บริจาคเลือดรอบนี้ ได้รับคำเตือนเรื่องสุขภาพ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ได้ไปบริจาคเลือดมาอีกแล้ว ครบ 3 เดือนผ่านไปแป๊บๆเดียวจริงๆ

เมื่ออาทิตย์ก่อนหน้านี้จะไปบริจาคก็ดันตรงกับวันผู้บริจาคโลหิต คนเยอะมากกกก ไม่ไหวครับ เลยต้องเลื่อนมาอีกอาทิตย์นึง

ซื้อเสื้อมาด้วย 120 บาท เสื้อสวยดีครับ แถมยังได้ทำบุญอีกด้วย ใครที่บริจาคเลือดไม่ได้ อุดหนุนเสื้อแทนก็เข้าท่านะ

มารอบนี้ คุณหมอถามเรื่องสุขภาพ ว่าเคยตรวจสุขภาพบ้างรึเปล่า แล้วคุณหมอก็อธิบายว่า รอบนี้ความดันสูงกว่าปรกติ แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริจาคได้ ถ้ามีโอกาสให้ตรวจสุขภาพดู และควรออกกำลังกายบ้าง

แหม่ สุขภาพร่างกายช่วงนี้ดูแย่จริงๆด้วยครับ พักผ่อนน้อย งานเครียด ไม่ได้ออกกำลังกายมานานแล้วด้วย

อายุเยอะแล้ว ถ้าไม่ดูแลสุขภาพให้ดีๆ ก็น่าเป็นห่วงนะครับ

รู้สึกรับรู้ถึงสังขารตัวเอง

ที่สำคัญอีกเรื่องนึงคือ รอบนี้มีเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสเต็มเซลล์ด้วยครับ
คร่าวๆเท่าที่จำได้ ก็คือสเต็มเซลล์นั้นมีผู้ต้องการรับบริจาคมาก เพื่อใช้ในการรักษาโรคบางโรค แต่คนบริจาคน้อย แถมยังหาคนที่บริจาคให้กันได้ยากมากๆ โอกาสหาเจอคือหนึ่งในหมื่น ต่างจากหมู่โลหิตที่แค่ตรงกันก็บริจาคได้ ดังนั้นเลยรณรงค์ให้ผู้มาบริจาคโลหิตตรวจสเต็มเซลล์ด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องการรับบริจาคสเตมเซลล์ ประโยชน์ก็คือถ้าเราต้องการบริจาคให้ญาติพี่น้องเราเองในอนาคต ถึงจะมีเปอร์เซนต์ตรงกันมากกว่าคนอื่น แต่ตอนนั้นจะมีค่าใช้จ่ายในการตรวจ ดังนั้นหากตรวจไว้จากการมาบริจาคโลหิตซึ่งตรวจฟรี ข้อมูลก็จะบันทึกไว้ จะได้ไม่ต้องเสียค่าตรวจ เสียเวลาเมื่อเวลานั้นมาถึง

ก็ตัดสินใจตรวจไปด้วยเลย ได้ทำบุญทำกุศลโดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากแบบนี้ ช่วยๆกันครับ

อ่านเรื่องเสต็มเซลล์แล้วงงๆ ถ้าจะไปบริจาคเลือดก็สอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่เอาดีกว่าครับ ผมเขียนเท่าๆที่จำได้ อาจจะมีอะไรตกหล่นไปบ้าง

ไม่ต้องทำอะไรมากแค่กรอกเอกสารก่อนบริจาค แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะเก็บตัวอย่างเลือดบางส่วนจากขั้นตอนบริจาคเลือดปรกตินี่เอง

เท่านี้ก็รู้สึกได้ถึงการทำความดีที่ก้าวไปอีกระดับนึง โอ้ววววว

แต่คงต้องดุแลสุขภาพให้มากขึ้นแล้วสิครับ ไม่งั้นถ้าสุขภาพแย่มากๆ ก็อาจจะอดบริจาคเลือดได้