พ่อตากับลูกเขย

เรื่องนี้เคยอ่านจากหนังสือนิทานเก่ามากๆสมัยยังเป็นเด็กน้อย ชอบมากเลยอยากเอามาแบ่งปัน

……………………….

ชาวนาคนหนึ่งมีเรือกสวนไร่นากว้างใหญ่ จัดเป็นเศรษฐีคนนึงก็ว่าได้

มีลูกสาว ลูกชายต่างก็ออกเรือนมีครอบครัวกันหมดแล้ว ทั้งหมดขยันทำมาหากินช่วยเหลือการงานเป็นอย่างดี ทั้งหมดอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงกันเป็นครอบครัวใหญ่

สามีลูกสาวคนสุดท้องเป็นชายหนุ่มขยันขันแข็งที่บวชเรียนมานานก่อนลาสิกขาออกมาใช้ชีวิตฆราวาส

วันหนึ่งชาวนาเศรษฐีพ่อตา ยืนคุยกับลูกเขย ระหว่างหว่านไถเตรียมปลูกข้าว
“ปีนี้น้ำท่าดี ผลผลิตดีแน่”

“มันก็ไม่แน่หรอกครับพ่อ โลกนี้อะไรๆก็ไม่แน่นอนหรอก”

พ่อตาแอบเคืองลูกเขยสุดท้อง พูดจาขัดหู ในใจก็หาแต่โอกาสตอกกลับ

เวลาผ่านไป ปีนั้นน้ำท่าบริบูรณ์ ฟ้าฝนอำนวย ข้าวออกรวงงอกงามเหลืองอร่ามเต็มทุ่ง

พ่อตาได้ที พูดกับเขยเล็กอีกครั้งว่า

“แบบนี้ก็คงแน่นอนแล้วสินะ”

“อะไรในโลกนี้มันไม่แน่นอนหรอกครับพ่อ”

ได้ยินดังนั้น เหมือนโหมไฟใส่อารมณ์ของพ่อตาให้ยิ่งรุ่มร้อนเข้าอีก นึกโมโหเจ้าลูกเขยคนนี้ ที่แม้จะเห็นว่าทุกอย่างดำเนินมาดีขนาดนี้แล้ว ก็ยังพูดจาขัดคอ

ฝ่ายพ่อตาได้แต่รอโอกาสที่จะเอาคืนลูกเขย เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม

หลังจากวันนั้นทุกอย่างดำเนินราบรื่นมาด้วยดี ผลผลิตข้าวคุณภาพดีที่สุดในรอบหลายๆปีที่ทำนามาถูกเก็บเกี่ยวใส่ยุ้งฉาง บางส่วนก็จำหน่ายออกไปด้วยราคางาม

เสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว เศรษฐีจัดเลี้ยงข้าวปลาอาหารแก่ลูกหลานและบริวาร อาหารอย่างดีหลากหลาย ถูกจัดขึ้นสำรับ พร้อมข้าวสวยหอมกรุ่นร้อนๆ ผลิตผลจากการทำนานั่นเอง

ครอบครัวพร้อมหน้า มานั่งลงล้อมกันพร้อมรับประทานอาหาร

เศรษฐีชาวนานึกครึ้มอกครึ้มใจ แสนกระหยิ่มยิ้มย่อง วันนี้ล่ะ ที่จะได้สั่งสอนเจ้าลูกเขยจอมขัดคอให้หน้าหงาย
ก่อนจะเริ่มรับประทานอาหาร ก็ได้เอ่ยวาจากับเขยสุดท้อง

“เป็นอย่างไร แบบนี้ยังจะบอกว่าไม่แน่นอนอีกไหม”

“มันก็ยังไม่แน่เสียทีเดียวหรอกครับ”

ครั้นสิ่งที่ได้ยินไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย สติของพ่อตาก็ขาดผึง

ลูกเขยหนุ่มกำลังจะตักข้าวคำแรกใส่ปาก ก็ต้องหงายหลังด้วยแรงถีบของพ่อตา จานข้าวกระเด็นปลิวว่อน พ่อตายืนก้มลงพูดกับลูกเขยที่ยังนอนหงายอยู่

“ไม่ต้องกินมันแล้ว มึงนี่กวนโทสะกูเสียจริง พูดจาขัดคอกูมาเสียตั้งแต่เริ่มทำนา ถึงเดี๋ยวนี้ข้าวเก็บเกี่ยวเรียบร้อยหุงหอมมาอยู่ตรงหน้าแล้ว มึงยังบอกกูว่ามันไม่แน่นอนอีกหรือ”

“ก็แล้วมันแน่นอนไหมละพ่อ ข้าวจะตักเข้าปากอยู่แล้วแท้ๆ ยังปลิวกระจัดกระจายไปหมดได้”

พ่อตาได้ยินดังนั้น ความโกรธที่พุ่งพล่านเดือดดาลอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง ความรู้สึกผิดต่อเจ้าลูกเขยนั้นไม่เท่ากับความรู้สึกแจ่มใสอะไรบางอย่างในอก เหมือนเข้าใจในสัจธรรมของความไม่แน่นอนในโลกนี้ขึ้นมาบ้าง

จากนั้นชาวนาก็เริ่มสนใจศึกษาหลักธรรมของพุทธศาสนา สนทนาธรรมกับลูกเขยและเข้าวัดเข้าวามากขึ้น ทั้งยังระลึกถึงความไม่แน่นอนอันเป็นสัจธรรมของโลกนี้ไว้อยู่เสมอ

………………………….

เรื่องนี้เคยอ่านจากหนังสือนิทานเก่ามากๆเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่สมันยังเป็นเด็กครับ เป็นหนังสือแบบเก่าเลยที่เป็นเล่มปกแข็งๆสีแดง เมื่อก่อนจะมีตามห้องสมุดโรงเรียนให้อ่านกัน คิดว่าเรื่องราวน่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอ่าน รวมถึงเป็นเรื่องที่ชอบมากๆ เลยอยากเอามาเล่าต่อให้ได้อ่านกัน อันนี้พยายามเล่าให้ใกล้เคียงกับของเดิมที่สุด แต่คิดว่าก็ยังไม่ได้อารมณ์เท่าของเก่า เพราะของเดิมใช้ภาษาที่สละสลวย ออกโบราณๆ แถมยังเล่าความรู้สึกของพ่อตาได้ลึกซึ้งกว่า จะไปหาต้นฉบับมาพิมพ์ก็หาไม่ได้แล้ว

แอบเสียดายหนังสือเล่มนั้นมาก เพราะมีนิทานอีกหลายๆเรื่องเลยที่น่าสนใจ

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

ใส่ความเห็น