น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ REAL

เรื่องราวของรุ่นน้องจอมแสบคนหนึ่ง ที่ผมเจอมากับตัวเอง

ตอนนั้นผมเองได้ขึ้นปี2 เป็นรุ่นพี่เต็มตัว มีหน้าที่ดูแลเทคแคร์และให้คำแนะนำรุ่นน้องที่เข้ามาเป็นน้องใหม่เฟรชี่ปี1ต่อจากเรา
ตามประสารุ่นพี่หมาดๆ บวกกับเห่อน้องๆ เราเองก็ไฟแรงเต็มที่ มีกิจกรรมอะไรก็เข้าร่วมกับเพื่อนๆร่วมชั้นปีมิได้ขาดเพื่อต้อนรับรุ่นน้อง และผมก็ได้รู้จักกับน้องคนนั้น ขอใช้นามสมมุติว่า น้องตวย ก็แล้วกันครับ

ตวยเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอมเก้งก้าง ผิวดำคล้ำ น่าตาดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ แต่พอเค้าเข้ามาคุยกับพี่ๆแล้วดูเป็นรุ่นน้องที่พูดดีและดูมีสัมมาคารวะกับรุ่นพี่มาก ตวยมักจะได้เจอกับผมบ่อยเวลารุ่นน้องปี1มีกิจกรรมต่างๆ เช่นเข้าเชียร์ มาซ้อมกิจกรรมแสดงวันขึ้นดอย เค้ามักจะเข้ามาถามนั่น ถามนี่ผมอยู่เสมอ

ตวยมักจะพูดกับผมและรุ่นพี่คนอื่นๆว่าเค้ามีชีวิตค่อนข้างลำบากและยากจน จนเราทุกคนสงสารและเห็นใจเค้า รุ่นพี่ที่อยู่หอเดียวกับเค้าเลยให้ความช่วยเหลือตวยหลายๆอย่าง ตามประสาพี่ๆน้องๆ

หลายๆครั้งตวยก็ร่วมดื่มกับรุ่นพี่ตามประสารุ่นน้องเจ้าสำราญ ตอนมีอาการเมาตวยดูเหมือนคนกร้านโลกมากกว่าที่จะเป็นเด็กอ่อนน้อมแบบที่เราเคยชินในยามปรกติ ท่าทางในการนั่งดื่ม วาจาที่พูดออกมา แววตา สูบบุหรี่จัด ดูเหมือนเป็นคนละคนกับรุ่นน้องที่เรารู้จัก บางทีก็แอบหลุดๆพูดจาตีเสมอกับรุ่นพี่อย่างกับเป็นรุ่นเดียวกัน แต่นั่นเราก็คิดเอาว่า อาจจะเพราะว่าความเมา บวกกับความจริงแล้วถ้านับอายุกัน ตวยอาจจะมีอายุมากกว่ารุ่นพี่ปี2หรือปี3บางคนด้วยซ้ำไป

ผมเองก็ไม่ได้สนิทกับตวยมากนอกจากทักทายกันบ้างเวลาเจอกัน แต่เพื่อนผมที่เป็นรุ่นพี่วิชาเอกเดียวกับตวยมักจะเล่าให้ฟังว่าไม่ถูกชะตากับน้องคนนี้เอาซะเลย

“คิงกึ๊ดนักไปคนเดวก้า”
“คนอย่างอี้นา ฮามองออกเว้ย มันไม่ใช่คนดีอย่างที่มันแสดงออกมาหรอก” เพื่อนผมบอก
“ก่อยๆผ่อไปดีกว่า จะไปตัดสินอะหยังตอนนี้เลย ผ่อไปเมินๆ”

ถึงแม้ว่าในใจผมเองก็แอบคิดว่ารุ่นน้องคนนี้ มีอะไรแปลกๆ ทะแม่งๆในใจ แต่ใจนึงก็ชอบที่มันเป็นคนดูมีสัมมาคารวะดี และก็ไม่อยากใช้อคติตัดสินคน เลยยังไม่เชื่อที่เพื่อนเตือนไว้

มีอยู่วันหนึ่งขณะที่กำลังจะเดินไปหน้าห้องประชุมที่น้องๆกำลังซ้อมเชียร์กันอยู่เพื่อไปดูน้องเตรียมพร้อมการเชียร์สำหรับแสดงวันขึ้นดอย ขณะกำลังเดินขึ้นบันไดไป จะถึงหน้าห้องเชียร์ ตวยวิ่งออกมามีอาการเหมือนคนจะอ้วก ร้องโอ้กอ้าก ชะโงกหน้าออกไปทางระเบียงด้านหน้าประห้องประชุม ผมเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง ไปช่วยลูลหลัง เอาน้ำมาให้ดื่ม

“ตวย เป็นอะไรวะ”
ไม่รู้เหมือนพี่ มันมึนๆเมาๆเหมือนอยากจะอ้วก แต่ก็อ้วกไม่ออก มวนๆท้อง”
“แกไปกินอะไรมารึเปล่า”
……….. บทสนทนาเต็มไปด้วยคำถามที่ผมพยายามถามอาการและหาสาเหตุของอาการ แต่ก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด

“เฮ้ย เอาน้องไปส่งหอเถอะ ให้มันไปพัก เดี๋ยวเราไปส่งน้องมันเอง”

เพื่อนผมที่เป็นรุ่นพี่วิชาเอกเดียวกับน้องตวยก็ออกมาดู เห็นน้องตวยนั่งพักอยู่ตรงม้านั่งหน้าห้องเชียร์ แล้วก็พูดกับผมว่า
“ให้มันนั่งอยู่นี่แหละ เลิกห้องเชียร์ให้มันกลับพร้อมเพื่อนๆ”
“มันจะเกินไปหน่อยมั๊ง ไม่เห้นเหรอว่ามันไม่สบาย”
ผมเถียงกับเพื่อนอยู่นาน และผมบอกว่าจะพามันไปหาหมอก่อนก่อนกลับหอด้วย จนสุดท้ายเพื่อนผมลากผมไปคุยตัวต่อตัว ไกลจากจุดที่ตวยนั่งซึม ทำหน้าตาอิดโรย แล้วก็ลากผมเข้าไปคุยตรงมุมบันไดที่ลับสายตาน้องตวย
“มึงดูไม่ออกเหรอเหรอว่ามันแกล้งทำน่ะ”
“หา มึงเอาอะไรมาพูดวะ”
“มึงไม่รู้หรอกว่าไอ้น้องคนนี้น่ะ จริงๆแล้วมันเป็นคนยังไง มันไม่ใช่คนแบบที่มันทำให้เราเห็นหรอกนะ”
“มึงอคติกับมันอ่ะดิ”
“กูไม่ได้อคติ เรื่องมันมีเยอะกว่าที่มึงรู้ แต่ไว้เดี๋ยวเลิกเชียร์ก่อน กูจะเล่าให้มึงฟัง”

หลังเลิกเชียร์ ส่งน้องๆกลับหอกันหมด เพื่อนคนนั้นก็มาเล่าให้ฟังตวยไม่ได้เป็นใสซื่อแบบที่เราเห็น แถมยังเป็นคนฉลาดแกมโกงเสียด้วย ตวยมักไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับกิจกรรมใดๆอย่างที่รับปากไว้อย่างจริงจัง ที่เค้าแสดงทำเป็นป่วยแบบนี้ก็เ่ืพื่อจะได้หนีกลับไปนอนหอก่อนเพื่อนๆ ผมเองพอเพื่อนเตือนถึงได้นึกขึ้นได้ว่าถึงตวยจะทำเหมือนจะอ้วกร้องโอ้กๆอ้ากๆ แต่ไม่ได้มีสีหน้าที่ซีดเซียวหรืออาการอย่างอื่นเลย มันก็น่าสงสัย แต่ก็ยังคิดว่าเพื่อนอคติกับน้องอยู่ดี เพื่อนจึงเล่าต่อไปว่า ตวยเที่ยวไปบอกกับคนโน้นคนนี้ว่าจน เสื้อผ้าชุดนักศึกษามีใส่แค่ชุดเดียว รองเท้าก็ขาดวันหนึ่งท่านคณบดีคณะรู้เข้า เกิดสงสารเลยให้เงินไปไว้ซื้อชุดน้องศึกษา

“แต่มึงดูมันแต่งตัวสิ กางเกงนักศึกษาขาบาน สีน้ำเงินไม่ใช่กรมท่า ร้องเท้าคอนเวิสเนี่ยนะ คณบดีเค้าให้มันเอาเงินไปซื้อชุดนักศึกษา มันก็น่าจะซื้อให้ถูกระเบียบมาใส่สิ”

ผมเองก็เพิ่งสังเกตว่าน้องตวยแต่งตัวอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆ

“จริงๆพวกเมเจอร์กูก็ให้ชุดนักศึกษาให้มันไปใช้ตั้งหลายชุด แต่ไม่เคยเห็นมันใส่เลย รองเท้าที่ให้ไปก็เป็นรองเท้าหนังสีดำถูกระเบียบมันก็ไม่ใส่”

“ตอนรับน้องเมเจอร์อีกนะ ฯลฯ”
เพื่อนสาธยายวีรกรรมน่าสงสัยของน้องคนนี้ออกมาให้ผมทราบอีกมากมาย หลายครั้งก็แอบหลุดพูดจาปีนเกลียวรุ่นพี่ ต่างจากภาพลักษณ์เด็กอ่อนน้อมที่เค้าแสดงออกมาให้เราเห็น

ผมรู้ดังนั้นก็ได้แต่ระวังเอาไว้ แค่ไม่ไปยุ่ง หรือหลงกลอะไรแกอีกก็พอ

แต่แล้วก็มีกิจกรรมที่ผมต้องไปหาน้องผู้ชายมา9คนมาเป็นลีดเดอร์เอนเตอร์เทนในวันสปอร์ตเดย์ เนื่องจากคณะผมผู้ชายมีน้อย เลยต้องดึงน้องตวยมาร่วมด้วย

ก่อนจะเริ่มซ้อมกัน ผมได้ขอคำยืนยันน้องๆทั้ง9คนว่า ทุกคนต้องมาร่วมซ้อมและต้องอยู่แสดงในวันสปอร์ตเดย์ได้ ทุกๆคนรวมถึงน้องตวยก็ตกปากรับคำเป็นอย่างดี

การซ้อมการทำกิจกรรมก็เป็นได้ด้วยดี และทุกๆคืนหลังจากซ้อมเสร็จผมก็จะย้ำกับน้องทั้ง9คนที่มาซ้อมว่า
“อย่าทิ้งหน้าที่นี้กลางคันนะ อยู่ด้วยกันจนถึงสปอร์ตเดย์นะครับน้องๆ” ซึ่งทุกคนก็รับปากหนักแน่น

จนเมื่อสปอร์ตเดย์ใกล้เข้ามา น้องตวยก็เดินมาบอกว่าอาจจะไม่ได้อยู่ร่วมวันสปอร์ตเดย์และขอถอนตัว ฮ่วย

“ตวย ไหนรับปากพี่ไว้แล้วไง”
“มันจำเป็นจริงๆพี่”
“เราจะไปไหน”
“ไปทำธุระครับ”
“ธุระอะไร”
ผมถามน้องตวยอยู่นาน ก็ไม่ได้ใจความว่าเค้าไปจะไปไหน ไปทำอะไรในวันสปอร์ตเดย์ รู้แต่ว่าเป็นธุระสำคัญ
“ตามใจมึง”
ผมพยายามระงับความโกรธและพยายามคิดว่ามันอาจจะจำเป็นจริงๆก็ได้ แต่อีกใจนึกก็คิดว่า ที่มันสมัครใจมาซ้อมลีเดอร์เอนเตอร์เทนก็เพื่อหลบห้องเชียร์ และนี่มันก็จะหลบไม่ร่วมงานสปอร์ตเดย์อีก หลบไปได้อีกต่อนึง โดยที่ไม่คิดถึงเพื่อนๆอีก8คนที่เหลือ และผมที่ต้องรีบหาคนมาแทนและช่วยกันซ้อมท่าเต้นให้คนใหม่ที่มาแทนน้องตวย โชคดีที่น้องคนที่มาแทนนั้นนั่งดูอยู่ในห้องเชียร์ทุกๆวันก็เลยจำท่าได้เร็ว เป็นอันรอดตัวไปสำหรับปัญหาที่น้องตวยทิ้งไว้ให้ ซึ่งก็เป็นดังที่เพื่อนๆเคยเตือนไว้ว่าน้องคนนี้มันหลบนู่นหลบนี่อยู่ตลอด เราได้ประสพพบเจอกับตัวเองแล้ว ซึ้ง…

หลังจากผ่านพ้นงานสปอร์ตเดย์ ผมก็ไม่ค่อยได้เจอน้องตวยเท่าไหร่นัก แต่แอบเห็นว่าเดี๋ยวนี้มีมอเตอร์ไซด์มาขี่ไปเรียนหนังสือ เห็นเพื่อนๆน้องตวยเค้าบอกว่าตวยไปซื้อมือสองมาใช้

“มันแต่งรถประหลาดๆเนาะ” ผมคิดในใจ มันเหมือนเอาสีสเปร์ยมาพ่นๆให้มันเลอะๆมากกว่าที่จะดูสวย

เรื่องราวของน้องตวยยังมีมากระทบหูอยู่เป็นระยะๆ ทั้งเรื่องไม่ไปเรียน ไม่ช่วยเพื่อนทำงานกลุ่ม จนไปถึงน้องตวยมีพฤติกรรมน่าสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติด

ผมไม่สนแล้วครับ และก็พยายามไม่ยุ่งไม่สมาคมด้วยแล้ว ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า ชีวิตใครก็ชีวิตมัน

จนเรื่องสุดท้ายที่ผมรู้เกี่ยวกับน้องตวยก็คือ น้องตวยถูกตำรวจจับข้อหาลักทรัพย์และถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยเสียแล้ว
“มันไปขโมยอะไรเหรอ” ผมถามรุ่นน้องคนที่มาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
“พี่จำรถมอไซค์คันทีมันขี่ได้ไหมคะ”
“อืมม”
“นั่นแหละ มันไปขโมยมา”
“หา ลักรถเลยเหรอ”
“อืมม แล้วลักรถใครก็ไม่ลักดันลักคนที่อยู่หอเดียวกับมันนั่นแหละ มันหักคอรถ ต่อสายตรง เอาไปให้ช่างเปลี่ยนกุญแจ แล้วก็พ่นสีรถแปลกๆแบบที่เราเห็นให้เค้าจำไม่ได้ แต่เจ้าของรถเค้าจำรถตัวเองได้น่ะสิ เค้าแอบดูอยู่นานจนมั่นใจว่าเป็นรถของเค้าแน่ๆ เพราะเค้าจำตำหนิรถบางจุดได้ แล้วก็เอาเลขเครื่องยนต์มาเช็ค พอมั่นใจว่าใช่รถเค้าแน่ๆ เลยเอาหลักฐานไปแจ้งตำรวจมาจับ แล้วไอ้เจ้าของรถน่ะ ก็รุ่นพี่ที่เป็นพี่คณะมันนั่นแหละ พี่รหัสน้องเอง”
“ฮ่วย มันบังเอิญขนาดนี้เลยเรอะ”

กล้ามากเลยครับ ทำอะไรแบบนี้ คงคิดว่าที่ๆอันตรายที่สุด คือที่ๆปลอดภัยที่สุดล่ะมั๊ง แต่สุภาษิตน่ะมันใช้ไม่ได้ผลทุกกรณีหรอกนะ

แสบจริงๆรุ่นน้องคนนี้

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

ใส่ความเห็น